ค่าของอาชีพที่เปลี่ยนไป


"กระจกสะท้อนเงาในตัวคุณคืออะไร อะไรในกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะค้นหาความเป็นตัวตนของคุณ"

           เมื่อค่าของเงินอยู่ที่ผลของอาชีพที่ทำและผลจากอาชีพที่ทำนำพาชีวิตความเป็นอยู่ของคนให้แตกต่างกันด้วยอำนาจเงิน พร้อมๆกับความเจริญทางด้านวัตถุที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อความเจริญทางด้านวัตถุที่เพิ่มขึ้นได้เข้ามามีอิทธิพลภายในตัวของคุณ   แล้วคุณจะยังคงรักษาความเจริญภายในจิตใจของคุณได้อย่างไร กระจกสะท้อนเงาความเป็นคนในตัวตนของคุณคืออะไร  อะไรในกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ  ถึงเวลาแล้วหรือยัง..ที่จะค้นหาความเป็นตัวตนของคุณ. เคยลองย้อนถามใจตัวเองบ้างหรือเปล่าว่าตอนนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร อะไรที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ มีชีวิตที่เป็นอยู่อย่างไร  อะไรที่เรียกว่าความเป็นอยู่ของชีวิตที่ดี ความพอดีในชีวิตอยู่ที่ไหน... เชื่อว่าหลายต่อหลายคนคงเคยผ่านความคิดเหล่านี้มาบ้างแล้ว ซึ่งทุกความคิดยังคงไม่ได้คำตอบที่แท้จริง  ต่อเมื่อปัญหาได้ผ่านเข้ามาในชีวิต ความคิดเหล่านี้ก็จะผ่านเข้ามาเพื่อหาคำตอบอีกครั้ง

        เมื่อยามที่ท้อแท้หมดหวัง ชีวิตพังทลาย แทบจะไม่อยากจะมีชีวิตอยู่   ความรู้สึกของจิตใจที่อยากจะอยู่เพื่อคนอื่น(คนที่เรายังรัก หวง ห่วง ฯลฯ) ก็มีค่าเมื่อผ่านเข้ามาให้คำตอบกับความคิดที่ว่า "มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร" น้อยคนนักที่จะอยู่เพื่อตัวเอง แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปคุณค่าของสิ่งที่ทำให้มีชีวิตอยู่ก็หายไป ความรู้สึกของการอยู่เพื่อตัวเองก็เข้ามาแทนที่การมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นที่เรายังรัก หวงห่วง ปล่อยให้ความรู้สึกนี้ค่อยๆเพิ่มมากขึ้นๆจนไม่มีความพอดีในชีวิตของ "ฅน"  จนลืมคุณค่าในตัวตนของการมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร  

      จำได้ว่าตอนเด็กๆ ใครต่อใครเฝ้าคอยถามว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร ครู หมอ พยาบาล ทหาร ตำรวจบ้างล่ะ   ฯลฯ อาชีพเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอาชีพที่เด็กๆไฝ่ฝัน เนื่องจากได้รับการปลูกฝังในคุณลักษณะที่ดีของคุณค่าในแต่ละอาชีพซึ่งความคิดเมื่อครั้งยังเด็กก็เห็นชอบด้วยกับที่ผู้ใหญ่คอยปลูกฝัง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านค่าของอาชีพในตัวฅนก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาและค่าของเงินที่จะคอยปรนเปรอฅนให้หลงใหลไปกับวัตถุนอกกาย 

        คุณครู คือผู้ที่คอยประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้โดยไม่คิดที่จะหาสิ่งใดตอบแทนจากศิษย์(คุณครูกระดาษทราย)ลดน้อยลง เหลือเพียงครูสมองไหลในสถาบันกวดวิชา(อาชีพครู)

        คุณหมอและพยาบาลมืออาชีพลดลงเหลือเพียงแต่อาชีพหมอและพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชน

        ทหารและตำรวจที่จะคอยรับใช้และช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจังกลับข่มเหงประชาชนโดยอาชีพ เป็นต้น ปล่อยให้อาชีพที่มีคุณค่าในตัวของอาชีพถูกตีค่าว่าเป็นแค่เครื่องมือที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจของเงินตรา ที่ทุกคนต่างต้องดิ้นรนไขว่ขว้า แก่งแย่งแข่งขันกัน สร้างวัฒนธรรมของอาชีพใหม่ที่ก่อให้เกิดทั้งปัญหาครอบครัวและสังคม ทิ้งไว้ให้เป็นแค่เพียงอาชีพที่ใฝ่ฝันของเด็กๆ(แค่ในวันเด็ก) อาชีพเหล่านี้เป็นเพียงเสียงสะท้อนของอาชีพจากสังคมและครอบครัวปัจจุบันที่ต้องหาเงินซื้อความสะดวกสบายเพื่อเจือจุนครอบครัว จนลืมความอบอุ่นในเรือนใจของครอบครัวจนก่อให้เกิดปัญหายากเกินกว่าที่เงินตราจะแก้ไขได้  ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะหันกลับมามองข้างหลังอย่างมีค่า  อาชีพทุกอาชีพต่างมีค่าคู่ควรพอที่จะให้เกียรติไม่ว่าอาชีพใด อย่าปล่อยให้อำนาจเงินมาครอบงำทำให้วัฒนธรรมของอาชีพแบบเก่าที่มีคุณค่าในทุกสายตาของสังคมลดน้อยลง ยังไม่สายที่คุณจะหาความพอดีในอาชีพของคุณ พร้อมกับสร้างวัฒนธรรมของอาชีพของคุณให้มีเกียรติและมีค่าพอในสังคม อย่างน้อยๆลูกๆหลานๆของเราจะได้มีชีวิตอยู่ในสังคมของอาชีพที่ดีๆและมีค่าพอที่จะให้เด็กๆใฝ่ฝัน 

        ผู้เขียนมิได้มีเจตนาอย่างอื่นแอบแฝงโดยประการใด นอกเสียจากให้แง่คิดในการที่จะสร้างวัฒนธรรมของอาชีพที่มี่ค่าเพื่อสังคมโดยส่วนรวม    ขอบคุณครับ..

หมายเลขบันทึก: 229978เขียนเมื่อ 16 ธันวาคม 2008 16:35 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 04:02 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (4)

อ่านแล้วเครียดจัง แต่ สื่ออะไรๆ หลายอย่าง น่าคิดค่ะ

สำหรับตนเอง ทุกอาชีพ (เฉพาะที่สุจริต) ล้วนมีคุณค่าและสร้างประโยชน์ให้ทั้งกับ ตัวเอง ผู้อื่น และสังคมรอบตัว การประกอบอาชีพจึงเป็นเครื่องมือของการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นหนทางหนึ่งค่ะ แต่ด้วยในกระแสของวัตถุนิยม เห็นด้วยกับคุณธีรพงศ์ค่ะว่า เราผู้ประกอบอาชีพ ไม่ว่าอาชีพใดๆ "อย่าปล่อยให้อาชีพที่มีคุณค่าในตัว ถูกตีค่าว่าเป็นแค่เครื่องมือที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจของเงินตรา"

อ่านบันทึกแล้ว เดาว่า คุณธีรพงศ์คงกำลังมีคำถาม "มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?" อยู่ในใจอยู่ใช่ใหม  ขอให้พบคำตอบนะคะ  และเป็นคำตอบที่สะท้อนความเป็นตัวตนของคุณธีรพงศ์  เป็นกำลังใจให้ค่ะ  

ขอบคุณมากๆครับพี่สาวคนหนึ่ง บทความบทนี้อยากจะสื่อให้เห็นทุกคนเห็นว่า ชีวิตคนเรามันสั้นนักหากเราไม่คิดที่จะทำอะไรให้กับคนที่เรายังรักยังหวงและห่วงอยู่ แล้วเมื่อถึงวันนั้นของเรา เราเองนั่นแหล่ะจะเสียใจที่ได้แต่คิดที่จะทำแต่ไม่ได้ทำอะไรอย่างที่คิดเลย และคนที่ผู้เขียนรัก หวง และห่วงคือคนที่อยู่ข้างหลัง ที่จะต้องตกอยู่กับกระแสนิยมของวัตถุ อำนาจเงินตราและปล่อยให้อาชีพที่มีคุณค่าเป็นแค่เครื่องมือหาเลี้ยงชีพด้วยวัตถุนิยม หากเป็นเช่นนี้แล้วจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ลองตั้งสมาธิ แล้วนึกดูสิว่าในชีวิตของเราเรา "มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร" ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะทำอะไรโดยที่ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน

เป็นกำลังใจให้ทุกๆอาชีพค่ะ

ไม่ว่าอยู่ตำแหน่งไหน ทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้ ไทย งดงาม ค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี