คลังเล็งรื้อประมาณการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2552 ใหม่

คลังเล็งรื้อประมาณการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2552 ใหม่ ลดประมาณการจัดเก็บรายได้ให้สอดรับจีดีพีปีหน้า จากสมมติฐานตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ทั้งปี 1.58 ล้านล้านบาท บนประมาณการจีดีพีที่ 5.5% ด้าน สศค.เผยตัวเลขจัดเก็บรายได้ 2 เดือนแรกปีนี้ ต่ำกว่าเป้าหมาย 24,182 ล้านบาท ขณะที่ผู้ว่าการ ธปท.ชี้หลังลดดอกเบี้ยนโยบาย 1% ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นได้

ต่อสถานการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2552 ซึ่งมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจนถึงขั้นถดถอย หากผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและปัญหาการเมืองภายในประเทศ ไม่ได้รับการแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน แม้ว่าล่าสุดจะใช้นโยบายการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังจำเป็นต้องอาศัยนโยบายการคลังเป็นตัวนำอยู่ ภายใต้สมมติฐานอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2552 ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งมีผลให้กระทรวงการคลังเตรียมปรับประมาณการจีดีพี และเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของปีงบประมาณ 2552 (ต.ค. 2551- ก.ย. 2552) ลง

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ กล่าวว่า ภายในเดือนธันวาคม 2551 นี้ จะปรับลดประมาณการรายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ 2552 ลงจากเดิมที่กำหนดไว้เป็นรายได้รวมจำนวน 1,900,000 ล้านบาท และมีรายได้สุทธิหลังหักการจัดสรรคืนภาษีแล้ว จำนวน 1,585,500 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกันกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลปรับลดตามลงไปด้วย "คงจะลดประมาณการลงในทุกกรมภาษี ทั้งกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง  ทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศและปัจจัยภายในประเทศ แต่ตัวเลขชัดเจนคงต้องรอให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดูในรายละเอียดกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าภายในเดือนนี้น่าจะสรุปได้ เพราะถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ" นายสถิตกล่าว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษก สศค. กล่าวว่า สศค.จะประกาศปรับตัวเลขประมาณการอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)ใหม่ในวันที่ 26 ธันวาคม 2551 นี้ ซึ่งในเบื้องต้นน่าที่จะปรับลดลงจากที่ประมาณการไว้เดิมที่ระดับ 4.0-5.0% ต่อปีและคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในระดับ 3.0-4.0%

โฆษก สศค. กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลมีการปรับประมาณการจัดเก็บรายได้ลดลง แต่ไม่มีการปรับลดประมาณการด้านรายจ่ายลงด้วยรัฐบาลก็จำเป็นต้องกู้ยืมในการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้49,500 ล้านบาท คิดเป็น 13.6% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ทั้งสิ้น 1,835,000 ล้านบาท ซึ่งการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในแต่ละปีจะอาศัยอำนาจตาม มาตรา 21 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารหนี้สาธารณะ 2548 ซึ่งกำหนดให้กู้ได้ไม่เกิน 20%(กู้ได้สูงสุด 417,940.9 ล้านบาท) ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น ๆ และอีกไม่เกิน 80% ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนต้นเงินกู้(63,676.1 ล้านบาท)

ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงการคลัง กล่าวในเรื่องนี้ว่า การจัดทำประมาณการรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2552 เดิมนั้น  สศค. ได้มีการประมาณการจีดีพีในปี 2552 ไว้ในอัตรา 5.5% ต่อปี และเงินเฟ้อ 3.5%ต่อปี ดังนั้นเมื่อตัวเลขจีดีพีและเงินเฟ้อปรับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงการคลังก็จำเป็นต้องมีการปรับประมาณการรายได้ตามไปด้วย เนื่องจากการคาดการณ์รายได้ของรัฐบาลจะใช้ฐานการคำนวณจากอัตราการเติบโตของการจัดเก็บรายได้รัฐบาลเทียบกันกับจีดีพีบวกด้วยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Revenue Buoyancy)"หากจีดีพีในปี 2552 ลดลงตามที่เป็นข่าวว่าอยู่ในระดับเพียง 3% และเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3% รายได้รัฐบาลก็จะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียงไม่เกิน 5% เพราะเราตั้งค่า Revenue Buoyancy ไว้แค่ 0.7 เท่านั้น หรือเก็บได้เพิ่มขึ้นเพียงไม่เกิน 60,000 ล้านบาท จากที่คาดว่าจะเก็บได้เพิ่มถึง 134,000 กว่าล้านบาท แต่เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาคงต้องมีมาตรการออกมาช่วย คงไม่ปล่อยให้ต่ำขนาดนั้น" แหล่งข่าวกล่าว

ดร. สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาล 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 (ต.ค.-พ.ย.2551) จัดเก็บได้ 201,904 ล้านบาท
ต่ำกว่าประมาณการเอกสารงบประมาณ
24,182 ล้านบาท หรือ 10.7% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.8% โดยมีสาเหตุหลักจากการจัดเก็บภาษีน้ำมันที่ต่ำกว่าประมาณการ เพราะได้รับผลกระทบจากการลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ รวมทั้งการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ ผลการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษี ได้แก่ กรมสรรพากร จัดเก็บได้รวม 161,165 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 3,772 ล้านบาท หรือ 2.4 % และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 1.3 % โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 4,706 และ 2,366 ล้านบาท ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 3,365 ล้านบาทหรือ4.1% ซึ่งเป็นผลจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่ต่ำกว่าประมาณการ

กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้รวม 36,297 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 11,844 ล้านบาท หรือ 24.6% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 24.3 % เนื่องจากภาษีเกือบทุกประเภทจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ

และช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากการลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ

ขณะที่กรมศุลกากร จัดเก็บได้รวม 16,387 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 1,113 ล้านบาท คิดเป็น 6.4 % หรือต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 3.5% เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ1,138 ล้านบาท หรือ6.7% เป็นผลจากการหดตัวของมูลค่าการนำเข้าในเดือนพฤศจิกายน 2551 เป็นสาเหตุหลัก

ในส่วนของการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้รวม 6,533 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ14,016 ล้านบาท หรือ 68.2% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว76.4% โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและธนาคารออมสินขอเลื่อนการนำส่งรายได้ออกไป รวมทั้ง บริษัท ทีโอทีฯ และบริษัท กสท. โทรคมนาคมฯยังไม่สามารถนำส่งรายได้ค่าธรรมเนียมการสื่อสารตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ ต่อกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิผลของการใช้นโยบายการเงินด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1.00% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีผลหรือไม่นั้น

ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 1.0% ได้ช่วยให้ความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้น หลังจากในช่วงที่ผ่านมาความเชื่อมั่นได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับความเห็นของ นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.ที่เห็นว่า การลดดอกเบี้ยทำให้มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะดีขึ้น เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในขณะที่ไม่มีความกังวลในประเด็นแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อ แม้ว่าขณะนี้นโยบายการคลังจะต้องรอรัฐบาลใหม่ แต่ก็สามารถใช้นโยบายการเงินไปก่อน ถือว่าผสมผสานกันไป

ด้าน ศ.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ไม่ว่าธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือเงินกู้ ต่างก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งการบริโภคและการลงทุนให้ปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หากด้านการเมืองมีเสถียรภาพ และนโยบายการคลังมีประสิทธิภาพ ในขณะที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยเป็นช่วงขาลง น่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นภาคเอกชนให้กลับมาได้อย่างแน่นอน  ทั้งนี้ หลัง ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 3.75% เหลือ 2.75% ซึ่งมีผลตั้งแต่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงตาม 0.50% และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.5-1.0% ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงเพียงขาเดียว ขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์( ธอส.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าจาก 7.50% เหลือ 7.00% ลงเช่นกันมีผล 13 ธ.ค.นี้

ฐานเศรษฐกิจ  ผู้จัดการรายวัน  ข่าวสด 

แนวหน้า  มติชน  ข่าวหุ้น  ดอกเบี้ยธุรกิจ 15 ธันวาคม 2551