ใครเล่าที่จะร่วมกันคิดรังสรรค์ผลงานการแสดงเพลงอีแซวให้กับนักเรียนที่เรียกว่า “การพัฒนาโดยแท้จริงเสียที”

เพลงอีแซวในวันนี้

(ตอนที่ 3) สิ่งที่เคยเห็นกับไม่เคยเห็น

ชำเลือง มณีวงษ์ (ผู้เขียน)

            (ผู้มีผลงานดีเด่นเพลงพื้นบ้าน รางวัลราชมงคลสรรเสริญ พุ่มพนมมาลา ปี พ.ศ. 2547)

 

         สิ่งที่ผมเคยเห็นและได้รับรู้มามาในอดีต ทั้งวิธีการร้องเพลงอีแซว การรำ ทำท่าทาง การแสดงตั้งแต่เริ่มต้นไปจนจบ อาจเป็นความล้าสมัยในบางส่วนจึงได้มีผู้คนรุ่นใหม่ ๆ นำมาเอารูปแบบเก่ามาประยุกต์ให้สามารถที่จะไปด้วยกันได้อย่างกลมกลืน สิ่งนี้ต้องยอมรับว่า ดี ที่ได้คงเอาของเดิมไว้และสอดแทรกสิ่งที่ได้สร้างสรรค์ใหม่ ๆ ลงไป ศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้านมีการประยุกต์มาอย่างช้า ๆ โดยตลอดจนแทบมองไม่ออกว่ามีการเปลี่ยนแปลง เช่น

         จากการยืนร้องนิ่ง ๆ มีเพียงการเคลื่อนไหวตัวยกแขนชี้มือชี้ไม้ทำท่าทาง ไปเป็นการรำตีบทในบางคำร้อง และมีการรำป้อเข้าหาโดยนักแสดงชายไปหานักแสดงหญิงสร้างความสนุกสนาน คนไหนรำสวยก็รำไปด้วย คนไหนรำไม่เก่งก็แค่เพียงใช้การไหวตัวทำให้ดูมีชีวิตชีวา การเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปจึงแทบจะไม่มีข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจน

           

         

         หรืออย่างชุดการแสดงทั้งผ้านุ่ง เสื้อผ้าที่สวมใส่ ผมเคยเห็นผู้แสดงในยุคเก่า ๆ ผู้ชายนุ่งกางเกงขาก๊วย กางเกงขายาว นุ่งโสร่งก็มี ต่อมาจึงได้เห็นนุ่งโจงกระเบน มีทั้งนุ่งทับเสื้อและนุ่งแบบปล่อยชายเสื้อออกมานอกผ้านุ่ง เคยสอบถามน้าถุง พลายละหาร นักเพลงอีแซวรุ่นเก่า อายุ 70 ปี เศษ (พ.ศ. 2551) ท่านบอกว่า การแต่งเนื้อแต่งตัวในยุคที่น้าเล่นเพลงใครมีอย่างไรก็แต่งกันมาให้ดูดีหน่อย เสื้อผ้าใหม่ ๆ สีสด ๆ มีลายดอกก็ได้ แต่ก่อนเขาไม่ได้แต่งตัวกันอย่างเดี๋ยวนี้ น้าจึงไม่มีชุดการแสดงทั้งที่เคยเล่นเพลงมาก่อน

         ส่วนนักเพลงฝ่ายหญิง ป้าอ้น จันทร์สว่าง ครูเพลงของผมเล่าให้ผมฟังว่า เสื้อผ้าที่สวมใส่ในการเล่นเพลงก็ใส่เสื้อผ้าที่ใช้ใส่ไปทำบุญที่วัด เพราะเพลงจะเล่นหน้าเทศกาลงานบุญ ปิดทองไหว้พระ ทอดผ้าป่า กฐิน ตรุษ สงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา สารทไทย ลอยกระทง เราต้องไปทำบุญที่วัดอยู่แล้ว เสร็จจากงานบุญ ปิดทองไหว้พระก็ออกมาเล่นเพลงกันที่ใต้ร่มไม้ มีผ้าถุงก็ใส่มาเล่นเพลงได้ เสื้อผ้าคอกระเช้าก็มี แต่ก่อนไม่ได้แต่งตัวสวยงามอย่างเดี๋ยวนี้ เครื่องประดับมีติดตัวกันมาเอง เมื่อก่อนใส่ทองเส้นใหญ่ ๆ ก็ไม่ต้องกลัวโดนจี้ปล้น ถึงจะมีก็น้อย

         การให้จังหวะ แต่เดิมไม่ได้แยกว่า คนกลุ่มนี้ตีตะโพน ตีฉิ่ง ตีกรับ ตีฉาบ ตีโหม่ง คนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นคนร้อง ยืนเล่นเพลงโต้คารมกัน แต่เขาใช้คน 4-6 คน ทำหน้าที่ร้องและให้จังหวะไปด้วยกันเลย ป้าอ้นบอกว่า วงไหนที่มีผู้เล่นเพลงถึง 8 คน (ชาย 4 หญิง 4 คน) ถือว่า เป็นวงใหญ่ โดยมากจะเล่นกันเพียง 4-6 คน คนเล่นนั่นแหละปรบมือ หรือตีกรับตีฉิ่งให้จังหวะไปด้วยในขณะที่ร้องรำ ทำเพลง

 

         สิ่งที่ผมไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ถึงแม้ว่าผมจะเดินทางไปเรียนรู้เพลงพื้นบ้านจากครูเพลงหลาย 10 คน เป็นเวลานานกว่า 35 ปี หรือผมจะมีความรู้น้อยไป หรืออาจจะตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย  ผมจึงไม่เคยเห็นนักแสดงเพลงพื้นบ้านเขาปฏิเสธทีจะดูแบบอย่างจากคนเล่นเพลงโบราณ เขาบอกว่า เขาเบื่อ คนดูก็เบื่อ ทั้งที่เขาพูดเพียงคนเดียว เมื่อวานนี้ (13 ธันวาคม 2551) ผมยังไปติดต่อน้าปาน เสือสกุล เพื่อที่จะให้น้าเขาไปเล่นเพลงทรงเครื่องให้กับสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง (ระดับมหาวิทยาลัย) น้าปาน เสือสกุล อายุเกือบ 80 ปี ยังมีผู้ที่อยากเห็นท่านเล่นเพลง ผู้ที่ปฏิเสธต้นฉบับเสียแล้ว เขาจะหาของจริงได้ที่ไหน (น่าสงสารมาก) มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมไม่เคยได้เรียนรู้มาจากครูเพลง หรืออาจจะเป็นเพราะว่า เขาเหล่านั้นทำตามใจที่ผู้ชมเรียกร้อง ก็น่าที่จะไม่ใช่ เพราะว่า การแสดงที่จัดให้ในแต่ละครั้งแทบที่จะไม่มีผู้ชมให้ความสนใจ (จากภาพที่ผมบันทึกเอาไว้)

         จุดที่เห็นเด่นชัดมาก ๆ คือ บทร้องทั้งตับ (ตับ คือ เพลงที่เล่นเป็นเรื่อง หรือเป็นเพลงชุดที่เรียบเรียงขึ้นมาเป็นเรื่อง ๆ) บทร้องทั้งชุดขาดแอกลักษณ์ของเพลงพื้นบ้าน กล่าวคือ เน้นความสนุกเพียงอย่างเดียว เน้นเนื้อหาเพียงอย่างเดียว เน้นเล่นอักษรเพียงอย่างเดียว เน้นต่อว่า ด่าประจานกัน บอกเรื่องราวเพียงอย่างเดียว ในเพลง 1 ตับ กว่าที่จะจบเพลงผมไม่เห็นว่าเขาได้สอดแทรกคติสอนใจ หรือฝากอะไรไว้ในบทร้องนั้น ๆ เลย จะมีเพียงยกย่องบุคคล บอกสถานที่ โชว์ลีลาท่าทาง เมื่อดูจนจบการแสดงเพลงชุดนั้นแล้ว มองไม่เห็นเป้าหมายที่จะไปถึง (แต่มีนักวิชาการชื่นชมว่า เล่นดี)

         นักเพลงในยุคก่อน ๆ รุ่น ป้าอ้น ป้าทรัพย์ แม่บัวผัน น้าปาน ลุงเคลิ้ม ลุงหนุน ลุงบท น้าถุง เขาเล่นเพลงปะทะคารมกันแบบเอาเป็นเอาตาย เพื่อเอาชนะกัน ว่ากันแบบหนัก ๆ แรง ๆ จนถึงคำร้องหยาบคาย (ฟังไม่ได้) แต่เพลงก็จบลงด้วยคำสอนที่มีคติ จนทำให้ผู้ชมที่ยืนดูอิ่มใจในสิ่งที่ได้รับ ลืมเนื้อหาบางส่วนที่ปะปนมาว่าน่ารังเกียจ

         

         

           

         คำว่าผู้รังสรรค์ (การใช้ความคิด สติปัญญาอย่างชาญฉลาด) เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ นำมาซึ่งความโดดเด่น ความภาคภูมิใจ ในวันนี้ มีการรังสรรค์ผลงานการแสดงของนักเรียนออกมามากขึ้น สถานศึกษาไหวตัวเข้าสู่ภูมิปัญญาท้องถิ่นตามวิถีทางของการปรับปรุงหลักสูตรใหม่ น่าดีใจกับเด็ก ๆ ที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกลิ่นไอของต้นกำเนิดวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เด็ก ๆ ที่เป็นเยาวชนเหล่านั้น ได้ร่วมกันไปสืบค้นจนพบข้อสงสัยด้วยตัวเขาเอง หรือว่ามีผู้รู้รีบออกมาเฉลยข้อสงสัยเสียก่อนที่เด็ก ๆ จะได้นำเอาปัญหามาขบคิดแล้วหาคำตอบได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การคิด วิเคราะห์ อย่างมีระบบ มีขั้นตอน จากจุดเริ่มต้นไปจนถึงความสำเร็จ

         วิธีการปฏิบัติที่กระทำอย่างมีระบบ และถูกต้องตามวิธีการ เมื่อได้กระทำซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานานก็จะเกิดทักษะ (ความชำนาญ) เด็ก ๆ ในวงเพลงอีแซวของผมเกือบทุกคน เขาด้นกลอนสดได้ เขาเขียนเนื้อเพลงอีแซวได้ดี-ดีมาก เขามีความเข้าใจการผูกสัมผัสได้ดีกว่าคนที่เรียนจบปริญญาทางภาษาไทยเสียด้วยซ้ำ

        

         

        

         ผมได้เห็นเด็ก ๆ ในวงเพลง เขาแต่งบทร้องและร้องให้ผมฟังวันที่บันทึกเทปโทรทัศน์ ออกอากาศรายการชุมชนสำราญ ช่อง ETV โดยสิ่งที่เขาทำได้ ผมไม่เคยสอน เขาเรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง    

         และผมยังไม่เคยเห็นเด็ก ๆ ชาย-หญิง อายุ 12-15 ปี ที่มีความสามารถด้นกลอนสดเพลงอีแซว เพลงแหล่ ได้เกือบทั้งวงเพลง เหมือนอย่างที่ผมได้เห็นอยู่ในทุกวันนี้

         แล้วเมื่อไรเล่า ใครเล่าที่จะร่วมกันคิดรังสรรค์ผลงานการแสดงเพลงอีแซวให้กับนักเรียนที่เรียกว่า การพัฒนาโดยแท้จริงเสียที