เพลงอีแซวในวันนี้
(ตอนที่ 1) สิ่งที่เคยเห็น
ชำเลือง มณีวงษ์ (ผู้เขียน)
(ผู้มีผลงานดีเด่นเพลงพื้นบ้าน รางวัลราชมงคลสรรเสริญ พุ่มพนมมาลา ปี พ.ศ. 2547)
ผมขอหยิบยกนำเอาประสบการณ์ที่ผมได้เห็นมาจากวันเวลาที่เปลี่ยนไปหลายสิบปี แต่ที่แน่นอนทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามค่านิยม ตามความต้องการของสังคม จะมีสิ่งใดอยู่นิ่งได้บ้าง ถ้าตรึงอยู่ได้ก็อาจจะเป็นความล้าสมัยที่น่าจะต้องนำเอาไปขบคิดว่า ในความทันสมัยกับความล้าสมัยนั้นสิ่งใดเป็นการให้คุณค่าทางจิตใจได้มากกว่ากัน เพราะว่ายังมีภูมิปัญญาอีกหลายอย่างที่ยังคงอยู่นิ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของท้องถิ่นและในทางกลับกันก็มีภูมิปัญญาบางอย่างได้สูญหายไปหรือถูกทอดทิ้งหลงลืมไปเร็วเกินกว่าที่จะเรียกกลับคืนมาได้ทันเวลา
ผมดีใจ ที่สถาบันทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาหลายแห่ง เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นมอบหมายภาระงานให้นักศึกษาออกไปสืบค้นหาภูมิปัญญาชาวบ้าน (ผู้รู้) ยังสถานที่ต่าง ๆ ในจังหวัดของตน แล้วนำเอาความรู้จากการปฏิบัติจริง มานำเสนอให้กับกลุ่มผู้เรียนได้รับรู้รับทราบ ผมได้ต้อนรับนักศึกษาจากหลายสถาบัน มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผมจึงมีโอกาสได้พูดคุย ได้เล่าเรื่องราวเก่า ๆ ตั้งแต่ผมฝึกหัดเพลงพื้นบ้านกับครูเพลง ป้าอ้น จันทร์สว่าง เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งชีวิตการแสดงเพลงอีแซวที่หน้าศาลเจ้าและบนศาลาวัดในสมัยก่อนให้ฟัง
เมื่อเวลาผ่านไปมีหลายสิ่งหลายอย่างได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสม ปรับไปตามความจำเป็น บางอย่างถูกลดตัดทอนลงไป บางอย่างมีการนำเอามาเพิ่มเติมตามความต้องการ ผมเคยสนทนากับพี่เกลียว เสร็จกิจ (ศิลปินแห่งชาติสาขาการแสดงเพลงพื้นบ้าน ปี 2539) ท่านบอกว่า “มีการปรับปรุงได้ แต่ก็อย่าให้ถึงกับเสียรูปแบบดั้งเดิมไป” จากคำสนทนาตรงนี้ ทำให้วันนี้ผมต้องกลับมาทบทวนความหลังว่า มีสิ่งใดบ้างที่ผมเคยเห็นและไม่เคยเห็น เพื่อที่จะได้เก็บเอาไว้เป็นข้องมูลทางการศึกษา หรือการเรียนรู้ต่อไป
1. สิ่งที่ผมเคยเห็น
1.1 ชุดการแสดงเพลงอีแซว คนรุ่นปู่ รุ่นตา รุ่นย่า ยายเขาสวมชุดแต่งกายแบบไปทำบุญที่วัดใช้เล่นเพลง เสร็จจากทำบุญก็เข้าร่วมกิจกรรมรื่นเริงกัน หรือการเล่นเป็นเรื่อง “เรื่องตีหมากผัว” เป็นเรื่องของผัว ๆ เมีย ๆ เขาก็แต่งชุดการแสดงเพลงอีแซว นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อสี เสื้อลายดอก คาดเข็มขัด คาดผ้าขาวม้า ร้องเดินเรื่องและสวมบทบาทเป็นตัวนั้นตัวนี้ ใส่อารมณ์หึงหวงกันเต็มที่ตามบทบาทการแสดง
ผมเคยเห็นการแสดงเพลงพื้นบ้านที่เล่นเพลงขอทาน อย่างน้อยเขาก็สวมหมวกเก่า ๆ 1 ใบบนศีรษะหรือสวมชุดเสื้อผ้าเก่า ๆ หมวกขาด ๆ ถือขันน้ำ ขอทานแล้วร้องทำนองเพลงขอทาน (ดูน่าสงสาร สมจริง)
ส่วนการแต่งกายที่ผมเคยเห็นในยุคก่อน ๆ ผู้ชายนุ่งผ้าโจงกระเบนแบบปล่อยชายเสื้ออออกข้างนอก ไม่ได้นุ่งทับ ที่นุ่งทับเสื้อก็มี นอกจากนั้นนักแสดงรุ่นเก่า ๆ เขายังนุ่งกางเกงขาก๊วย (กางเกงรัสเซีย) พ่อเพลงเขามักจะสวมถุงน่องสีขาว สีดำเป็นถุงน่องยาวถึงหัวเข่า ต่อมาพบว่าพ่อเพลงสวมถุงเท้า ส่วนนักแสดงผู้หญิงนุ่งผ้านุ่งทับเสื้อก็พบเห็นอยู่มาก มีผ้าสไบเฉียงพาดบ่า ไม่สวมถุงเท้า รองเท้า
1.2 รูปแบบการแสดง (เล่นเพลง) ยืนเป็นวงกลม ครึ่งวงกลม โดยมีพ่อเพลงแม่เพลงปะทะคารมกันอยู่ตรงกลางวง วาดลวดลายไปตามบทเพลง (เคลื่อนไหวตัว) ส่วนนักเพลงที่เป็นลูกคู่คอยร้องรับและปรบมือให้จังหวะ ไม่มีการรำประกอบชนิดยืนเรียงแถว
1.3 เครื่องดนตรี ในยุคก่อนไม่พบว่า มีเครื่องดนตรีประกอบการแสดง คงใช้เพียงการปรบมือตามจังหวะ (คนเล่นเพลงรุ่นเก่า ๆ ร้องไม่เข้าจังหวะกับเครื่องดนตรีสมัยใหม่เพราะเขาต้องยืดคำและต้องด้นสด ๆ) ต่อ ๆ มาป้าอ้น จันทร์สว่างบอกกับผมว่า “มีไม้ 2 อัน เคาะให้จังหวะ ต่อมาใช้กรับเป็นเครื่องให้จังหวะ ตามมาด้วยฉิ่ง” และครูไสว วงษ์งามเป็นผู้นำเอาตะโพนเข้ามาใช้กับการแสดงเพลงอีแซว ราวปี พ.ศ. 2524-2525 (ตะโพนลูกนั้นยังคงอยู่กับวงสุจินต์ ศรีประจันต์ มีขนาดเล็กนิดเดียวแต่เสียงดีมาก) ส่วนวงเพลงอาชีพอย่างวงนกเอี้ยง เสียงทอง ใช้กลองทอม 2 ลูก ตั้งบนขาตั้งเหล็ก ผู้แสดงเป็นผู้ตีกลอง ลูกคู่เป็นผู้ให้จังหวะฉิ่ง กรับ
ส่วนในยุคต่อ ๆ มา ที่ผมเคยเห็นคือ วงเพลงคณะขวัญใจ ศรีประจันต์ ใช้วงดนตรีปี่พาทย์เครื่องห้ากับการแสดงเพลงอีแซว มีทั้งตะโพนไทยและตะโพนมอญ (นักวิชาการบอกว่า “เพลงอีแซวต้องใช้ตะโพนไทยเท่านั้น และจะต้องตีหน้าทับลาว”) ส่วนจังหวะกลองหรือตะโพนที่เขาตีกันจริง ๆ ก็เป็นจังหวะสนุก ๆ ถ้าใช้กลองทอม หรือกลองชุดจะตีจังหวะ ชะชะช่า (จังหวะ 3 ช่า) มีหลายวงที่เล่นกลองชุด ได้แก่ วงลำจวน สวนแตง (อายุ 70 ปี) วงบุญโชค ชนะโชติ (อายุ 64 ปี) วงสุจินต์ ศรีประจันต์ (อายุ 59 ปี) วงนกเอี้ยง เสียงทอง (อายุ 52 ปี) ส่วนวงขวัญจิต ศรีประจันต์ (อายุ 61 ปี) ใช้ทั้งตะโพน ใช้รำมะนาให้จังหวะ ตีจังหวะสนุก ๆ มีทั้งตีกระชับ ตียืนพื้น ตียั้ง (ค้าง) มีลูกเล่นสนุก ๆ ไม่ลงจังหวะตามรอบวน ทำให้เวลาร้องเพลงโต้ตอบกันสนุกสนานเร้าใจมาก
1.4 เครื่องขยายไฟฟ้า เป็นเครื่องช่วยขยายเสียงให้ดังยิ่งขึ้นและสามารถปรับความไพเราะของเสียงได้อีกด้วย ไฟฟ้าส่องไปยังผู้แสดงช่วยให้มองดูชัดเจนน่าสนใจ ในสมัยก่อนไม่มี ดังนั้นเพลงพื้นบ้าน หรือเพลงอีแซวจึงเล่นตอนกลางวัน เครื่องขยายเสียงก็ยังไม่มี ร้องกันสด ๆ เสียงร้องออกมาจากปากของผู้ร้องเข้าหูผู้ฟังโดยตรง ต่อมามีเครื่องขยายชนิดเครื่องหลอดกำลังวัตต์ 50-100 วัตต์ ใช้ลำโพงปากบาน (ลำโพงฮอร์น) มีไมโครโฟนแบบห้อยลงมาจากเพดาน 1 ตัว ขยายเสียงนักแสดงทั้งวง ต่อมามีขาตั้งไมโครโฟนแบบปรับระดับได้ ทำให้การแสดงคล่องตัวมากยิ่งขึ้น นักแสดงทุกคนเขาจะไม่ถือไมโครโฟนร้องกัน
1.5 ท่วงทำนองในการร้อง นักเพลงรุ่นเก่า ๆ เขาร้องเพลงตามอารมณ์ที่ได้รับ
- ถ้าเป็นเพลงรัก เพลงปลอบหรือเพลงปะโลม ร้องหวาน ๆ ยืดคำ เพื่อ
ให้เสียงยาวออกไป เล่นหางเสียง
- ถ้าเป็นเพลงสนุก ๆ สร้างอารมณ์ขำขัน จะร้องแบบยืดคำและเว้นวรรค
หายใจเข้าแล้วร้องต่อ พอลงท้ายรวบคำให้กระชับ
- ถ้าเป็นเพลงร้องข่มกัน (เพลงขู่) เอาแพ้เอาชนะ นักเพลงฝ่ายชายจะร้อง
เสียงเหน่อ ๆ ลากเสียง 3 คำต้นให้ยาวยืดออกไป แล้วรวบ 3 คำท้ายให้
กระชับ ลงจังหวะพอดี
- ถ้าเป็นเพลงปะทะคารม ผู้แสดงจะร้องเร็วและใส่คำเพิ่ม เช่น มีคำว่า
“เฮ้ย” มีคำว่า “คราวนี้” มีคำว่า “วะ, โว้ย” เพิ่มเข้าไปในคำร้องด้วย
- ถ้าเป็นเพลงโศก แสดงอารมณ์เศร้า จังหวะการร้องจะช้าลง เสียง
เครื่องดนตรีปรับให้เบาลง เพื่อความชัดถ้อยชัดคำในสำนวน
มีความสุขในการทำงาน
ในการสานต่อวัฒนธรรมอันงดงาม นะคะ
สวัสดีครับ คุณสายธาร