ชื่อเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์แบบร่วมมือกันเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการแก้ปัญหาและ การใช้แผ่นภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ชื่อผู้วิจัย   

นางบังอร ภูลวรรณ : ปีการศึกษา 2546

ระยะเวลาทำการวิจัย

 

บทคัดย่อ

 

ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มี ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 และการบวกลบระคน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์แบบร่วมมือกันเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการแก้ปัญหาและการใช้ แผ่นภาพให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มี ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 และการบวกลบระคน ในภาพรวมและจำแนกตามระดับความสามารถและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างการทดสอบก่อนเรียนกับการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ที่ได้รับการสอนโดยใช้ รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์แบบร่วมมือกันเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการแก้ปัญหาและการใช้แผ่นภาพ

 

กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546

โรงเรียน หนองแสงวิทยา จำนวน11 คน เป็นนักเรียนชาย 5 คน เป็นนักเรียนหญิง 6 คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

ที่ผู้วิจัยเป็นครูประจำชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก และ การลบที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน100 และการบวกลบระคนโดยใช้รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ แบบร่วมมือกันเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการแก้ปัญหาและการใช้แผ่นภาพ จำนวน 43 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน100 และ การบวกลบระคน ชั้นประถมศึกษาปีที่1 เป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 30ข้อ แบบทดสอบย่อย แบบสัมภาษณ์นักเรียน และแบบสังเกตพฤติกรรมการสอน การวิเคราะห์ข้อมูล ทางสถิติใช้t – test โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Window 10.00รูปแบบในการวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการเชิงปฏิบัติการ มีวงจรการปฏิบัติ 6 วงจร คือ วงจรที่1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 - 7 วงจรที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 - 14 วงจรที่3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 - 21 วงจรที่ 4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 22 – 28 วงจรที่ 5 แผนการ จัดการเรียนรู้ที่ 29 – 35 วงจรที่ 6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 36 – 43 โดยใช้รูปแบบการสอนที่สร้างขึ้น ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ทำการบันทึก ข้อมูลจากการสังเกต และสัมภาษณ์ นักเรียน เมื่อสิ้นสุดในแต่ละวงจรปฏิบัติจะทำการทดสอบย่อยเพื่อประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน ผู้วิจัย และผู้ช่วยผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ อภิปรายเพื่อหาแนวทางปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนในวงจรต่อไป

 

 

ผลการวิจัย พบว่าแผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน100 และการบวกลบระคน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์แบบ ร่วมมือกันเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการแก้ปัญหาและการใช้แผ่นภาพ มีประสิทธิภาพ 88.42/83.03 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์แบบร่วมมือกันเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการแก้ปัญหาและการใช้แผ่นภาพ จากการทดสอบย่อยในวงจรที่ 1 – 6 ตามลำดับดังนี้คือ 87.75, 83.20, 93.65, 91.35, 88.65 และ 85.90 โดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละทุกวงจรเท่ากับ 88.42 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 54.24 และหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 83.03 มีการเปลี่ยนแปลงของคะแนนคิดเป็นร้อยละ 28.79นักเรียนที่มีระดับความสามารถในกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบย่อยในวงจรที่ 1 – 6 เท่ากับ 95.83, 89.17 และ 79.73 ตามลำดับ

2.

3.

4.นักเรียนที่มีระดับความสามารถในกลุ่มเก่งมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 61.10 และคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 91.10 มีการเปลี่ยนแปลงของคะแนนคิดเป็นร้อยละ 30.00 นักเรียนกลุ่มปานกลาง มีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 56.00 และคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 83.33 มีการเปลี่ยนแปลงของคะแนนคิดเป็น ร้อยละ 27.33 นักเรียนกลุ่มอ่อน มีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 44.43 และคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 74.33 มีการเปลี่ยนแปลงของคะแนนคิดเป็นร้อยละ 29.90นักเรียนที่ได้รับการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์ และ ตัวตั้งไม่เกิน 100 และการบวกลบระคน โดยใช้รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์แบบร่วมมือกันเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการแก้ปัญหา และการใช้แผ่นภาพ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบหลังเรียน สูงกว่าการทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

5.