หลังจากที่ได้เตรียมติดกระดาษไว้เพื่อกันละอองสีติดกับกระเบื้องและวัสดุต่าง ๆ ภายในเมรุเรียบร้อยแล้ว ตอนสาย ๆ วันที่ 4 ธันวาคม 2551 ช่างพ่นสีจึงเข้ามารับไม้ต่อเพื่อเตรียมพ่นสีให้เตาเผาศพนี้ “ดูน่าตาย” ยิ่งขึ้น


ก่อนอื่นขอย้อนกลับไปกล่าวถึง Concept หรือแนวคิดหลักในการสร้างเมรุหลังนี้ กล่าวคือ คอนเซปของเมรุเผาศพครั้งนี้ มีสามอย่างได้แก่
๑. มั่นคง แข็งแรง อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 50 ปี และที่สำคัญต้องทนต่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว
๒. ต้องดูไม่รู้ว่าเป็น “เมรุ”“
๓. เห็นแล้วค่อยอยากตายหน่อย...


ดังนั้นจึงต้องดำเนินการสร้าง ตกต่ง ไปตามคอนเซปที่ท่านอาจารย์มอบไว้ให้ทั้งสามข้อ

ข้อแรกนั้น นับตั้งแต่สร้างเมรุหลังนี้มา เราได้เลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก หิน ปูน ทราย ทุก ๆ อย่างต้องได้มาตรฐานและต้อง “เกินมาตรฐาน” ซึ่งทุกอย่างจะต้องเน้นความแข็งแรงและทนทาน

เมรุหลังนี้ต้องไม่มีไม้แม้แต่ชิ้นเดียว ไม้อายุการใช้งานไม่สูงนักเมื่อเจอความชื้น ที่นี่อากาศเย็นตลอดทั้งปี ตอนนี้ที่นี่เพิ่งสร้างมาได้แค่ 6 ปี ต้นไม้ยังไม่โตเท่าไหร่ แต่ถ้าผ่านไปเป็นสิบปีเมื่อต้นไม้ใหญ่ขึ้นโดยเฉพาะต้นไทรที่ปลูกไว้รอบวัดจะทำให้ที่นี้มีอากาศครึ้มมากขึ้นจนทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศค่อนข้างมาก ไม้นั้นจึงต้องตัดออกจากวงจรการก่อสร้างไปให้หมด ไม่ว่าจะเป็นศาลา กุฏิ หรือแม้กระทั่ง “เมรุ”

ยกตัวอย่างเช่น “ช่องเก็บกระดูก เราก็ใช้การก่ออิฐ ฉาบปูน และติดกระเบื้อง แทนที่จะใช้ไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้จริงหรือไม้ปลอม
หรือแม้แต่กระทั่งฝ้าเพดาน เราก็ติดกระเบื้อง เพื่อที่จะตัดปัญหาเรื่องความสกปรกและสีที่จะหลุดร่อนในอนาคต งานนี้ถึงแม้ว่าจะยาก และลงทุนสูงแต่ทำครั้งเดียวจบ ตัดค่าบำรุงรักษาและค่าซ่อมแซมออกไปได้มาก

ส่วนเตาเผาศพนั้นเราก็เลือกบริษัทที่ได้มาตรฐาน อันมี ISO รับรองอยู่
ถึงแม้ว่าเรื่องมาตรฐานกับคนไทย และบริษัทแบบไทย ๆ จะเป็นไปแบบ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” แต่ก็ยังดีกว่าที่ไม่มีมาตรฐานอะไรรับรองเสียเลย

สำหรับเรื่องปูนนั้น มีหลักการที่ท่านอาจารย์ให้ไว้สำหรับคุมงานง่าย ๆ ว่า “ปูนก่อไว้สำหรับก่อ ปูนฉาบไว้ใช้สำหรับฉาบ” ปูนอะไรก็ใช้อย่างนั้น ปูนเทก็ต้องเป็นปูนเท ปูนทนไฟก็ต้องใช้ปูนทนไฟที่ได้มาตรฐาน เหล็กนั้นต้องใช้เหล็กเต็ม “ต้อง บลส.” ถึงแม้ว่าจะใช้อุปกรณ์มาตรฐานแต่งานนี้งบประมาณไม่สูงนะถ้าเทียบกับงานทั่วไปเพราะคนขายต่างก็คิดราคาการกุศลให้กับเรา โดยเฉพาะเราก็ไม่มีใต้โต๊ะ เพราะพระวัดนี้ไม่ได้จับสตางค์ ไม่มีตังค์สักบาท มีเพียงแต่บาตรซึ่งมีอยู่ “บาตรเดียว”

 

โจทยข้อที่สอง ที่ว่าทำไมเมรุหลังนี้จึงหน้าตาเหมือน “เจดีย์” ก็เพื่อที่จะไม่คนที่ผ่านไปผ่านมารู้ว่าเป็น “เมรุ” 

เนื่องจากที่นี่จะมีเด็ก ๆ เข้ามาถือศีล ปฏิบัติธรรม บางครั้งมากันมากจึงต้องมากางเต๊นท์ในบริเวณป่าตาวข้าง ๆ ศาลา นั่นก็คือข้าง ๆ เมรุ

ด้วยเหตุนี้จึงต้องออกแบบไว้เพื่อไม่ให้เด็ก ๆ กลัวหรือมีความรู้สึกไม่ดีกับบ้านหลังสุดท้ายแห่งนี้ ซึ่งเป็นการลบภาพความน่ากลัวที่ถูกปลูกฝังกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

เมรุหลังนี้จึงทำให้ทั้งคนสร้าง คนใช้ และคนใกล้ชิด “สบาย ๆ” สร้างได้ อยู่ได้ เข้าใกล้ได้อย่างสบายใจ


และโจทย์ข้อที่สาม ที่ต้องทำให้คนเมื่อเห็นแล้ว “ค่อยอยากตายหน่อย” จึงต้องใช้เวลาประดับตกแต่งให้สวยงามอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องที่ใช้ ครั้งนี้กระเบื้องเจดีย์เราเลือกใช้ “แกรนิโต้ (Granito)” ซึ่งราคาตกอยู่ประมาณตารางเมตรละแปดร้อยกว่าบาท หนึ่งกล่อง มี 4 แผ่น (1.44 ตารางเมตร) กล่องหนึ่งก็ตกเกือบพันสอง ถ้าคิดเป็นแผ่นแล้วก็ตกแผ่นละสามร้อยบาททีเดียว

สำหรับโจทย์ในการเลือกสีกระเบื้องนี้มีอยู่ว่า “ต้องให้เป็นสีกรรมฐาน” ครั้งนี้จึงแทบจะพลิกแผ่นดินเชียงใหม่หาเลยทีเดียว ซึ่งเรียกได้ว่าเราไปเสาะ ไปหามาแทบทุกร้านที่มีเจ้าแกรนิโต้นี้ขาย พร้อมกับมีลูกศิษย์ไปเสาะหาในกรุงเทพฯ กระเบื้องจนได้กระเบื้องตัวนี้มา ซึ่งเป็นกระเบื้องแบบ Full body กระเบื้องแกรนิตโต้แผ่นใหญ่ (60x60 cm) ส่วนใหญ่เป็นสีอ่อน คือขาว และครึม สีเข้มนั้นหายากและราคาสูง

• เจ้ากระเบื้องที่เรียกว่าแกรนิโต้นี้ ถ้าดูให้ดี (บริเวณขอบและด้านหลัง) จะเห็นว่ามีอยู่สองแบบคือ แบบ Full body คือทั้งแผ่นเป็นแกรนิโต้ทั้งหมด โดยสังเกตุได้ว่าขอบที่หนาประมาณ 1 เซนติเมตรนั้นจะเป็นสีเดียวกันหมด แต่ถ้าเป็นแบบครึ่งแผ่นนั้น ครึ่งเซนติเมตรแรกจะเป็นสีตามที่มีโชว์ในแคตตาล็อค ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นจะเป็นกระเบื้องเซรามิคสีออกเทาบ้าง ขาวบ้าง แบบเต็มแผ่นราคาจะสูงกว่า ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันมาตามที่มา และตามเกรดของกระเบื้อง แต่ถ้าเป็นแบบ Full body ราคาขายก็จะอยู่ที่ประมาณสี่ร้อยบาทขึ้นไป และถ้าเป็นแบบครึ่งแผ่นนั้นราคาก็จะเริ่มที่ 199 บาท สองร้อย หรือสามร้อยบาท ความแข็งแรงนั้นแบบ full body จะแข็งแรงกว่า และสามารถเจียมุมสี่สิบห้าองศาเพื่อเข้ามุมได้ดีกว่า (การปูกระเบื้องภายในไม่สามามารถใช้คิ้วเพื่อเข้ามุมได้ เนื่องจากคิ้วพลาสติกเมื่อเจอแดดเจอฝนสีจะซีด โดยเฉพาะที่สำคัญคือเปื่อยแลผุ อายุการใช้งานจะอยู่ไม่เกิน 1 ปี)

  เมื่อได้กระเบื้อง “สีกรรมฐาน” แล้ว ส่วนที่จะทำให้ดูเด่นและช่วยขับสีของกระเบื้องให้เด่นขึ้นนั้นคือ “ซุ้มประตู” ซึ่งโจทย์ที่ต้องสร้างซุ้มประตูก็เพื่อกันน้ำฝนที่จะกระเด็นเข้าไปในบริเวณหน้าเตาเผาศพ เพื่อยังประโยชน์ในการรักษาเตาเผาศพที่เป็นเหล็กนั้นไม่ให้ขึ้นสนิม

ดังนั้นซุ้มประตูนี้จึงเป็นโจทย์ได้เราได้มีโอกาสไปศึกษา ค้นคว้า หาความรู้เกี่ยวกับเรื่อง “หินแกรนิต (Granite)” เพื่อที่จะได้หินสวย หินดี จากบริษัทที่ใจดีมีจิตใจที่จะทำ “การกุศล” เพราะเมรุหลังนี้เป็นเมรุการกุศล


การกุศลอย่างไร...?
เมรุหลังนี้สร้างไว้เพื่อ “เผาฟรี”
บริการเผาศพโดยไม่คิดสตางค์ พระสวดก็ไม่คิดสตางค์ มาเผาศพที่นี่ไม่ต้องเสียตังค์สักบาท แต่มีข้อแม้ว่า ไม้ให้ดื่มเหล้า ไม่ให้เล่นการพนัน ไม่ให้มีการละเล่น เผาศพด้วยความสงบ โดยเน้นจุดประสงค์เพื่อผู้วายชนเป็นสำคัญ

งานนี้จึงมีคนใจดีขายสินค้าต่าง ๆ มาให้กับเราในราคาทุน
ทางเราสบายใจที่จะซื้อสินค้าในราคาทุนหรือมีกำไรเพียงแค่พออยู่ได้มากกว่าที่จะมาถวายให้ฟรี ๆ เพราะบริษัทก็ต้องมีลูกน้อง เจ้าของบริษัทก็ต้องมีลูก มีภรรยา มีครอบครัว ถ้าเขาอยากทำการกุศลก็ให้ขายมาในราคาทุน ถ้าให้ฟรี ๆ เลย จะได้สบายใจกันทั้งสองฝ่าย

ก่อนที่เราจะซื้อสินค้าร้านใด บริษัทไหน เราเทียบแล้วเทียบอีก เทียบทั้งราคา เทียบทั้งคุณภาพ เทียบแม้กระทั่ง “ความดี” ความจริงใจที่จะมีให้กับงานการกุศลครั้งนี้

ครั้งนี้จึงได้แกรนิตแดงอินเดียดอกใหญ่ (Imperial Red) จากโรงงานที่สระบุรี ซึ่งราคาเมื่อรวมค่าขนส่งแล้วถูกกว่าตลาดเชียงใหม่ตกราคาเมตรละหนึ่งพันบาท  (ราคาหินแกรนิตแดงอินเดียดอกใหญ่ในตลาดเชียงใหม่ขายอยู่ที่ 3,200 – 4,500 บาทต่อตารางเมตร)

ตอนนี้กำลังดำเนินการติดตั้งแกรนิตแบบแห้ง (Dry process) เพื่อป้องกันคราบน้ำปูนที่จะไหลออกมาในอนาคต งานครั้งได้ร้านค้าผู้ “ใจดี...” ส่งของ ติดต่ออุปกรณ์ ส่งลูกน้องมาบริการ และควบคุมงานโดยตัวเฒ่าแก่ผู้ที่คร่ำหวอดกับงานเหล็กมาตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ...

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นคอนเซปหลักทั้งสามข้อในการดำเนินงาน แต่เมื่อสรุปจากสามเป็นหนึ่งนั้น คือ การเปิดโอกาสให้ทุก ๆ คนได้มีส่วนร่วมในงานการกุศลครั้งนี้ …