เมตตาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและยิ่งใหญ่ที่ใคร ๆ จำเป็นต้องรู้ ต้องศึกษา ต้องมี เพื่อให้เมตตานี้แก่กันและกัน

ในสังคมที่อุดมไปด้วยการศึกษานี้ เต็มไปด้วยศาสตร์ (Science) ที่มีพื้นฐาน ท่ามกลาง และจุดหมายที่เรียน ที่รู้ ที่ศึกษาเพื่อการ “เอา (Take)” แต่เมตตาศาสตร์นี้เป็นศาสตร์แห่งการ “ให้ (Give)”

เมื่อชีวิตเดินตามเส้นทางแห่งสมการ “การเอา” ทำให้สังคมนี้สับสน วุ่นวาย ยุ่งเหยิง เพื่อต่างคนก็ต่างแย่ง ต่างชิง
เริ่มตั้งแต่แย่งชิงการศึกษา แย่งชิงเก้าอี้เพื่อเข้าไปหาความรู้

แข่งกัน แย่งกัน เพื่อได้เข้าไปเรียน เข้าไปศึกษา เพื่อหวังที่จะได้มาซึ่งความเจริญ ความก้าวหน้าซึ่งจักตอบแทนกลับมาด้วยเกียรติยศ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน อีกเงินตรา

แต่เมตตานั้น เป็นศาสตร์ เป็นวิชา เป็นความรู้ เป็นปัญญาที่ว่าด้วยพื้น ว่าด้วยฐานของ “ชีวิต”

ชีวิตที่มีเมตตาเป็นพื้นเป็นฐานนั้น ชีวิตทั้งของตนและบุคคลรอบข้างย่อมมีความสุข เพราะต่างคนก็ต่างเป็นผู้ให้ รอยยิ้มของคนทั้งหลายย่อมจักเบ่งบานในหัวใจ ชีวิต สังคม และโลกนี้ย่อมสดใสด้วย “เมตตา

เมตตาจึงเป็นศาสตร์แห่งความสุขซึ่งเป็น “สุขแท้...”

ศาสตร์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นศึกษาศาสตร์ สังคมศาตร์ ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ศาสตร์อะไรต่อศาสตร์อะไรไม่ว่าจะรู้สักเท่าไหร่ก็ไม่เคยอิ่ม ไม่เคยพอ เนื่องด้วยจำกัดด้วยกาลเวลาหนึ่ง จำกัดด้วยทรัพยากรอีกหนึ่ง จึงทำให้ต้องดิ้นรนขวนขวายศึกษาหาความรู้ตามศาสตร์เหล่านั้นอย่างไม่รู้จบ

แต่ศาสตร์แห่งเมตตาที่ว่าด้วย “เมตตาศาสตร์” นี้ มีจุดจบ มีจุดอิ่ม
เมื่อผู้รู้ ผู้ศึกษา ผู้มีเมตตา จักอิ่มด้วยปัญญาจากการ “ให้”

การให้ที่มีรากฐานจากความเมตตานี้ เป็นการให้ที่นำมาซึ่งสุข อันเป็น “สุขแท้” สุขแท้จากความ "สงบ" และเป็นความสงบอย่าง "พอเพียง"

เมตตาศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการให้ “ให้ซึ่งกันและกัน”

เบื้องต้น... เริ่มตั้งแต่ให้ทาน ไม่ว่าจะเป็นด้วยอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค หรือว่าจะเป็นเงินตรา
ในท่ามกลางนั้น... เมตตาศาสตร์ สอนเราให้เป็นผู้ให้ในการ ให้โอกาส ให้อภัย ให้ความเข้าใจ
อีกทั้งในเบื้องปลาย... จักสอนเราให้รู้จักการให้อย่างถูกต้องอันเหนือกว่าการให้อย่างถูกใจ คือ การ “ให้ปัญญา” ปัญญาอันตั้งมั่น แน่วแน่ มั่นคง ไม่หวั่นไหว ในความดี ความเสียสละ

ปัญญาที่จักไม่ง่อนแง่น คลอนแคลนใน “โลกธรรม” อันมี สุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ และเสื่อมยศ
โดยเฉพาะปัญญาอันเป็นสัมมาทิฏฐิในการรู้จัก “ชีวิต” รู้จักความเกิด การตั้งอยู่และความดับไปแห่งทุกข์ รู้จักความสิ้นสุดแห่งความเป็นตัว เป็นตน

ชีวิตทั้งหลายหากศึกษา “เมตตาศาสตร์ (Meta of Metta Science) เพื่อให้รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มี “เมตตา” ซึ่งกันและกันในทุกลมหายใจแล้ว ชีวิตทั้งหลายจักพบความสุขอันเป็นความสุขแท้ที่เรียกว่า “ความสงบ...”