ช่วงนี้เป็นช่วงต้นปีงบประมาณ งานประจำที่ทำอยู่ ช่วงนี้ก็ยังต้อง รอ รอ รอ ไปก่อน เรื่องงบประมาณ เรื่องโครงการยังไม่ลงตัว และหลังจากที่โหมงาน
ในปีงบประมาณที่แล้วอยากหนัก พอได้โอกาสก็อยากจะพักผ่อน ... พักจริง ๆ ระยะนี้ตัวยาวขึ้นตั้งเยอะ โดยเฉพาะหลัง ^_^ นี่ก้อถามหาน้ำมนต์ หรือ ยาดี ๆ จากมิตรรักแฟนเพลง เผื่อจะสามารถไล่เจ้าตัวขี้เกียจออกมาไปจากร่างกายได้บ้าง
          ฟังไปเหมือนเก่าจะเรียบร้อยหมดแล้ว...แต่ไม่เป็นเช่นนั้นจ้ะ ทั้งงานหลวง งานราษฎร์ ... อีกเพียบ  งานหลวงที่ต้องทำ ก็ คือ Edit หนังสือเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ จัดการเรียนการสอน  และอีกหลายงานที่ไม่บังคับ แต่อยากทำ (ขนาดอยากก็ยังไม่ทำ) ก็คือ ที่สัญญาไว้กับคุณครูตอนทำ KM ครูภาษาไทย คณิต วิทย์ ทั่วประเทศ ว่าจะเอารายชื่อ  เรื่องเล่า (ที่คัดสรรแล้ว) ขึ้นเว็บ ... ก็ต้องบอกว่าเกือบเสร็จแล้วจ้า ... อีกงานก็คือ เวทีวิชาการ ที่เชียงใหม่ เมื่อครั้งเป็นเจ้าภาพการแข่งขันคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศ
(อันนี้ยังไม่เริ่ม) ส่วนงานราษฎร์นี่หนักหน่อย ผลงาน C7 เจ้าค่ะ ... เกือบ 2 ปีแล้ว..เพิ่งจะเริ่มทำ เพราไม่ทำก็ไม่ได้ Dead Line มาแล้ว 9 ธค. 2551

           แล้วเอาเวลาไปทำอะไร.... นี่ไง....กำลังจะเข้าเรื่อง ... เริ่มดูแลตัวเองจ้า... เริ่มไปโรงพยาบาล ที่ ความดันโลหิตสูง ซึ่งกลายเป็นโรคประจำตัวไปแล้ว หมอบอกว่าต้องกินยาตลอดชีวิต สมน้ำหน้า มันเริ่มเป็นตั้งแต่ปีที่แล้ว  แต่ไม่กินยา เพิ่งมาเริ่มกินไม่กี่เดือนมานี่แหละ เพราะมันอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว ใครเคยขึ้นสูงถึง 202/96 ยกมือขึ้น ... แต่ไม่ต้องห่วง (มีใครห่วงมั้ยเนี่ย)  ตอนนี้เหลือ 112/70 ปกติแล้ว เพราะกินยาคุม (ลดความดัน อย่าคิดมาก) แต่หมอบอกว่าต้องกินยาไปเรื่อย ๆ  สงสัยก็ถามหมอว่า ไม่ต้องเปลี่ยนยา  ไม่ต้องลดยาเหรอ มันดีขึ้นแล้วนี่  หมอบอก "ไม่ต้อง" แล้วก็ให้ยามาอีกเดือน รับมาก็ไม่ได้ดู ยาเก่ายังเหลือ พอจะเริ่มกินยาใหม่ ไหง..มันไม่เหมือนเดิมไปตัวนึง  ไม่กล้ากินแฮะ ก็หมอบอกว่า "ไม่ต้องเปลี่ยน ไม่ต้องลด" งั้น หมอท่านให้ยาอะไรเรามาเนี่ย...ไปถามหมอดีกว่า ... คนจ่ายยา จ่ายยาผิด รึหมอให้ยาผิดก็ไม่รู้.... อ้อ...ลืมบอกไปโรงพยาบาลเป็นโรคพยาบาลที่ตั้งใกล้ ๆ ที่ทำงานนี่แหละ คนไม่เยอะ ไม่ต้องรอคิวนาน
          รอพบหมอ....เพราะคนจ่ายยาเช็คแล้วว่าจ่ายยาตามหมอสั่ง เปลี่ยนเป็นตัวเดิมก็ไม่ได้ เพราะหมอไม่ได้สั่ง...งั้น ต้องรอพบหมอ ... เสียเวลาทำมาหากินจนได้ ... แต่...วันนี้หมอไม่มา  พบหมออื่นก็ได้  หมออื่น..ถามหมอที่จ่ายยาคราวที่แล้่วชื่ออะไร(หมอเก่าไม่ได้เซ็นชื่อกำกับตอนจ่ายยา)...ตอบไม่ได้จ้ะ  ไม่ได้จำ  แหม...แค่กล้าเข้าไปหาหมอก็เก่งแล้ว...แต่หมอก็บอกว่า ... ยานี่ก็เหมือนกัน  กินได้  ไม่เป็นไร ... ก็เลยต้องออกมาอย่างไม่แน่ใจว่า "กินได้แน่นะ" แต่ก็กินจ้ะ เพราะไม่อยากไปหาหมอที่อื่นอีก .. เสียเวลา .. แต่ก็ตั้งใจไว้แล้วล่ะ   หมดยานี่เปลี่ยนโรงพยาบาล นี่..ดีนะที่ไม่เสี่ยงไปเจาะเลือดด้วย หมอแกก็พยาย้าม พยายาม จะตรวจเลือดเราให้ได้  ใครจะยอม เลือดดี ๆ อย่างนี้จะให้ออกจากร่างกายได้อย่างไร ...(กลัวเข็มจะตายไป

          โรงพยาบาลที่ เริ่มดูแลสุขภาพปากและฟัน  ... ผุเต็มปาก  ที่รักษารากฟันไว้ 3 ซี่  ดูแลต่อไม่ได้แล้ว  งานนี้ถอนอย่างเดียว ... กลัวมั้ย กลัวจ้ะ แต่ที่นี่เป็นโรงพยาบาลเอกชน  หมอก็พูดเพราะ ให้กำลังใจตั้งแต่เราอ้าปาก ให้ตรวจดูความพินาศของฟัน "ไม่เป็นไรค่อย ๆ รักษากันไป"  นี่ถ้าเป็นโรงพยาบาลของรัฐ หมอจะพูดแบบนี้ไม่เนี่ย...นึกภาพไม่ออก เพราะเคยไปตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วไม่ไปอีกเลย   แต่ที่นี่...ดูแลดี ค่าใช้จ่ายก็สูง ตามไปด้วย ... เบิกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ...ไม่อยากเสียเวลารอคิว  แล้วก็ไม่อยากเจ็บ กะเสียว...หมอเยอะแยะไปหมด นี่ก็ใช้บริการไป 3 หมอด้วยกัน ทำฟัน(ครอบฟัน ใส่ฟัน  ขูดหินปูน)  ถอนฟัน อุดฟัน  ... หลายครั้งเหมือนกันกับการดูแลเรื่องนี้ นี่ก็ยังเหลืออีกหลายครั้ง  ในขณะที่กระเป๋าตังค์ก็แฟบไปเรื่อย ๆ

          โรงพยาบาลที่ กะจะยึดเป็นที่หมายในการเปลี่ยนหมอโรคความดัน พอดีพี่ทำงานไปได้ข่าวเรื่องมีคลีนิคลดน้ำหนัก ก็ดี ลองไปดู ... เพราะตอนนี้ก็หนั๊กหนัก
ประกอบกับพี่ที่ทำงานไปใช้บริการที่นี่กันหลายคน นั่งแท๊กซี่ไปกะเค้า ... เข้าท่า คลีนิคนอกเวลา ก็มี จ่ายค่าหมอเพิ่ม (เบิกไม่ได้)  ก็ยอมรับได้ ... นึกว่าจะไม่ต้องไปในเวลาปกติ
ก็พอดีพี่เค้าจะไปตรวจ...ไม่เป็นไร แค่ไปนัดพบหมอ...ใจก็คิดว่า คนจะเยอะมั้ยเนี่ย ไม่ได้ไปนานแล้ว...

          อ้อ..ลืมบอกไป เคยไปโรงพยาบาลนี้เมื่อมากกว่า 7 ปีมาแล้ว โรคปวดเข่า  จำได้ว่า ตอนนั้นโกรธมากเลย ไปยื่นบัตรตั้งแต่เช้ามืด  กว่าจะได้ตรวจเกือบสิบโมงเช้า  เข้าไปพบหมอ หมอผู้ชาย ถามอะไร...ไม่อยากตอบ   ไม่อยากอธิบาย  ...ไม่รู้อารมณ์เสียอะไร ...  ให้แต่ยา ... สมน้ำหน้าหมอ เอายามา...เราไม่กินเลย ...

          กลับมาเรื่องเดิม พี่ที่ไปด้วยเค้าก็ไปอีกแผนก  แต่ก็เอาเรามาส่งที่แผนกอายุรกรรม  จะนัดหมอโภชนาการจ้ะ...หรืออีกนัยก็คือ "ลดน้ำหนัก" ... โห...ทำไมคนป่วยถึงเยอะขนาดนี้เนี่ย  เต็มไปหมด เกือบเท่าหมอชิต ตอนเทศกาลที่มีวันหยุดเยอะ ๆ เลย
รอคิว...นัดหมอ...ประมาณ 5 คิว ... ถึงคิวเรารีบบอกพร้อมกับยื่นบัตรโรงพยาบาล.... "พบหมอโภชนาการค่ะ"  เค้ารับบัตรไปดู แล้วตอบว่า  "ขอบัตรโรงพยาบาล...ด้วยค่ะ"  นี่ไงคะ..เราก็ผลักบัตรตรงหน้าให้แกอีกครั้ง เธอกลับผลักบัตรคืนมา แล้วบอกว่า "นี่มันบัตรโรงพยาบาลศิริราชค่ะ"zzzzzzzzzzzz หน้าแตกเลยเรา
          คุณพยาบาลแนะนำให้ ไปเขียนชื่อ นามสกุล ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้เค้่ต้นเลขบัตรให้ ... ทำตามนั้นเป๊ะเลย ... เค้าเสียเวลาคีย์ข้อมูลใส่คอมพิวเตอร์ แล้วก็เงยหน้าถามว่าไม่ได้มาที่นี่เกิน 5 ปีแล้วใช่มั้ย...ไม่มีข้อมูลแล้ว ต้องไปทำบัตรใหม่ ...    เฮ้อ...ไม่น่ามาเลย  คนตั้งเยอะ...กว่าจะทำบัตรเสร็จ
          แต่การทำบัตรโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้....ไม่ยากแฮะ  เอาแบบฟอร์มมากรอกรายละเอียด หน้าเดียว ยื่นพร้อมบัตรประจำตัวประชาชน  ถามข้อมูลเพิ่มเล็กน้อย  ก็นั่งรอ ... แล้วก็ใช้เวลาไม่นานด้วย แป๊บเดียว ... จากนั้นก็ไปนัดหมอ โห...กว่าจะได้เจอ...นับไปอีก 26 วัน
          ทีนี้ก็ไปนั่งรอพี่เค้าที่ไปตรวจ หมอนัด 10.30 น. แต่เอาบัตรไปยื่นไว้ก่อนตั้งแต่เช้า  ... พบหมอ ... รอรับยา (ไม่ต้องจ่ายค่ายาเพราะใช้ระบบเบิกจ่ายตรง) ช่วงรอรับยา  หรือจ่ายค่ายา จะไม่มีประกาศเรียกชื่อ แต่จะใช้วิธีให้ดูที่จอทีวีแทน มีเลขคิว ชื่อสกุล แล้วก็บอกให้รับยา รึจำนวนเงินที่ต้องจ่าย

           ในฐานะคนกระทรวงศึกษาธิการ ก็เลยต้องคิดต่อว่า ... ถ้าอ่านหนังสือไม่ออก  จะทำยังไงเนี่ย ... พี่ที่มาด้วยก็ว่า ก็ต้องให้คนอื่นพามา ... ว้า...ถ้าไม่มีญาติพี่น้องล่ะจะทำยังไง  ... แต่เท่าที่รอ...ก็เห็นว่าทุกคนก็สามารถเดินเข้าไปทำรายการตามคิวได้  เพราะพยาบาลจะเขียนตัวเลขคิวใส่กระดาษเล็ก ๆ ให้ดู  อย่างนี้ค่อยเบาใจ...เย้...อย่างน้อยคนไทยก็อ่านเลขออก...

          นั่งมองไปเรื่อย ๆ ก็เห็นตู้บริจาค  สนใจที่ตู้แรก  บริจาคเข้ามูลนฺธิเพื่อคนป่วยที่ยากไร้...หยอดตู้ไป 100 บาท  แล้วก็มานั่งมองจอดูการเรียกคิวต่อ...มีรายการจ่ายค่ายา 30 บาท  อ้าว...แล้วเงินในตู้นั้นเค้าจัดการอย่างไรกัน มีคนไม่มีเงิน 30 บาท มารอคิวรักษาด้วยเหรอ ... แล้วถ้าไม่มีเงินจะมาโรงพยาบาลได้อย่างไร ... รัฐ ดูแลคนยากไร้กลุ่มนี้อย่างไร ...แล้วทำไมถึงไม่พยายามทำให้คนไม่ป่วย ...คิดมากเริ่มปวดหัว ...แหม...ถ้ารัฐสามารถยึดเงิน 7.6 หมื่นล้านบาทได้ เอาเงินทั้งหมดมาสร้างโรงพยาบาลเถอะ นะ นะ ...สาธุ