ห่างหายไปนานกับการทำงานเขียนให้คนอื่นได้อ่าน ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่เพิ่งได้รับมาจากการเดินทางลงทำงานในพื้นที่ จ.อ่างทอง ไม่น่าเชื่อว่ายังมีกลุ่มของคนจนที่ยังต้องการความช่วยเหลือในหลายๆด้าน ไม่น่าเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้ห่างไกลจากกรุงเทพเพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมง ไม่น่าเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้มีตัวแทนของประชาชนที่คอยช่วยเหลือบำบัดทุกข์บำรุงสุขและสร้างมาตรฐานพื้นฐานที่ดีให้ประชาชน
เป็นปัญหาพื้นฐานไปแล้วสำหรับคนไทย คำว่า "ครอบครัวไม่พร้อม" ปัญหาเดิมๆที่ภาครัฐมักผลักดันทางอ้อมให้ประชาชนละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง อาจโดยที่นักปกครองเหล่านั้นรู้ตัวและไม่รู้ตัว แต่ที่แน่ๆคือชาวบ้านมักจะมองไม่เห็นปัญหาเหล่านี้ แรงงานราคาถูกจากเรือกสวนไร่นาก็ถูกกวาดต้อนเข้าเมืองเพื่อไปเป็นแรงงานราคาถูกในระบบโรงงานอุตสาหกรรม ราวกับการกวาดต้องเชลยของสมัยหลายร้อยปีก่อนที่ต้องละทิ้งถิ่นฐาน ลูก และพ่อแม่ไว้เพียงลำพัง ให้คนเหล่านี้ดำรงชีวิตอยู่ตามยถากรรม
ลำพังเงินที่ได้จากการแลกมาด้วยนำพักน้ำแรงก้แทบจะไม่เพียงพอต่อการกินอยู่ของตน ฉนั้นการส่งเงินเพื่อทำนุบำรุงระบบครอบครัวแทบไม่ต้องกล่าวถึง 3-4 ชีวิตเบื้องหลังต้องพึ่งพาเงินที่ส่งมาจากเมืองเพียงเดือนละ 1,000 - 1,500 บาท ความเพียงพอแทบไม่ต้องพูดถึงในสภาวะบ้านเมืองเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ความอดอยากของครอบครัวเท่านั้นที่ส่งผลให้เห็นทันตา ปัญหาเยาวชนที่ต้องการความรักความอบอุ่น ความเข้าใจ และต้องการผู้ใหญ่ถ่ายทอดการใช้ทักษะชีวิตให้ กลับกลายเป็นปัญหาสำคัญสำหรับกลุ่มเยาวชนจำนวนหลายหมื่นคนในแต่ละจังหวัด หรือเป็นแสนคนในเขตเมืองภูมิภาค ตัวเลขเหล่านี้จะไม่ส่งสัญญาณไปรบกวนใครเลยหากไม่ได้รับรู้ด้วยความเป็นเครือญาติกัน หรือเกิดจากการที่เยาวชนเหล่านี้ก่อเหตุอันไม่สมควรในแต่ละครั้ง ซึ่งก็จะเป็นอาหารอันโอชะให้กับกลุ่มผู้ประกอบการทางด้านงานวิชาการที่จะหยิบสิ่งเหล่านั้นมาเป็นประเด็นเพื่อขายต่อให้สื่อมวลชนได้นำไปตีแผ่และเผยเเพร่ออกสู่สาธารณชน แต่ละครั้งก็จะสร้างกระแสสังคมให้เกิดความรับรู้แบบไฟลามทุ่ง มีข้อมูลอ้างอิงต่างๆนานาจากบรรดานักวิชาการที่ต้องขายงานวิชาการแลกกับผลประโยชน์ทางด้านสังคมและการมีตัวตนอยู่
ผมไม่เห็นเลยสักครั้งที่นักวิชาการเหล่านี้จะนำเสนอแนวทางแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นรูปแบบในแต่ละปัญหา โดยเฉพาะในประเด็นที่เยาวชนเป็นผู้ถูกกระทำทางสังคม เพื่อจะนำหลักทางวิชาการเหล่านั้นมาจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาให้กับเยาวชนและครอบครัวได้ .... ไม่มี ไม่มีสักครั้ง จะมีก็เพียงแต่การตีกลองร้องป่าวว่าปัญหาเกิดจากอะไร รุนแรงแค่ไหน มีสถิติเท่าใด ผมว่าสิ่งเหล่านี้หากมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านี้ช่วยกันกระทุ้งขอข้อมูลทางวิชาการเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาได้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น
กลับมาสู่โครงการ "รอยยิ้มน้อง" ที่ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการกับกลุ่มพี่ๆที่คิดโครงการนี้ขึ้นมา ผมได้เข้าไปช่วยกันคิดต่อยอดโครงการตามกำลังความคิดของพวกเราที่ตั้งใจจะช่วยเยาวชนในพื้นที่ยากจนอย่างแท้จริง
เริ่มต้น พี่ๆเจ้าของโครงการได้ลงพื้นที่ในจังหวัดอ่างทอง และได้ลงในพื้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีกลุ่มนักเรียนเกือบ 100 % มาจากครอบครัวที่ยากจน และทางกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนมีความตั้งใจที่อยากให้ทางโครงการเข้าไปช่วยบรรเทาปัญหา จึงได้ร่วมกันสอบถามและสัมภาษณ์เด็กๆและครอบครัวจนได้มาทั้งหมดเด็กๆ 17 คน รวม 17 ครอบครัวที่เข้าเกณฑ์ ได้มีการเตรียมตัวและประสานงานเพื่อจัดการเงินทุนสำหรับการศึกษาเป็นรายเดือนให้กับเด็กๆกลุ่มนี้ นั่นเป็นเพียงบทเริ่มต้นของ "โครงการรอยยิ้มน้อง"

เครือข่ายเยาวชนรักดี เราได้เข้าไปช่วยเพิ่มเติมในแนวคิดของการสานต่ออย่างไรให้โครงการนี้ยั่งยืน เนื่องจากทีมพี่ๆเจ้าของโครงการได้เคยทำโครงการประเภทนี้และไม่ประสบผลสำเร็จ ผมจึงเข้าไปช่วยกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถอดองค์ความรู้ออกมาเป็นแนวคิดการทำโครงการอย่างมีส่วนร่วม ให้คณะผู้บริหารโรงเรียนเข้ามาเป็นผู้ร่วมจัดการเป็นเจ้าของโครงการร่วมกัน หลักเกณฑ์การพิจารณาเด็กๆที่ได้รับทุนก็ต้องดูพื้นฐานจากพ่อแม่ที่ไม่มีปัญหาเรื่องของการพนันและปัญหาเรื่องเหล้า พร้อมทั้งทำความเข้าใจเชิงให้ความรู้เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่ผู้ให้ทุนต้องการสนับสนุนการศึกษาของเด็กๆอย่างแท้จริง ไม่ต้องการให้ถอดเงินเหล่านี้ไปใช้จ่ายอย่างอื่นที่ไม่สมควร โดยวางข้อเสนอเพิ่มเติมให้คือหากมีการถอนเงินอย่างเป็นระบบ หรือใช้เงินเป็นอย่างถูกต้องก็จะได้รับการพิจารณาเพิ่มเงินทุนให้ในเดือนต่อๆไป หรือหากผู้ปกครองเห็นความสำคัญถึงทุนการศึกษานี้จริงๆจะไม่ถอนเงินออกมาใช้เลยและเก็บเป็นต้นทุนเพื่อส่งเสริมการศึกษาให้กับเด็กๆอย่างแท้จริง ก็จะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ทุนจาก"โครงการรอยยิ้มน้อง"นี้ พี่ตั้ม เจ้าของโครงการได้ให้นโยบายไว้ว่าตนเองต้องการส่งเสริมเยาวชนที่ด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาเพื่อจะได้เติบโตเป็นต้นกล้าที่งดงามให้กับชุมชนของตนและเป็นกำลังในการพัฒนางานด้านสังคมให้กับประเทศชาติต่อไป เงินทุนการศึกษานี้จะมอบให้กับเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ และเป็นทุนต่อเนื่องไปจนเด็กๆจบการศึกษาในขั้นสูงสุดเท่าที่เด็กๆต้องการ ทั้งนี้ตามกำลังของกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนด้วยอีกทางหนึ่ง
นอกจากนั้นมีเงินส่วนหนึ่งอีกเกือบ 80,000 บาท ที่เหลือจากการบริจาคผ่านพี่ตั้มเจ้าของโครงการ เราจึงได้หาทางออกโดยการนำเงินจำนวนนี้เป็นทุนสำรองทดแทนให้กับทั้ง 17 ครอบครัว โดยสามารถกู้ยืมมาใช้ได้โดยไม่มีดอกเบี้ย แต่จะต้องผ่านการปรึกษาพูดคุยถึงแนวทางการใช้เงิน อาจนำมาเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินในครอบครัว เพื่อการลงทุนทางการเกษตร เพื่อการลงทุนกาค้าเล็กๆน้อยๆ ทั้งนี้จะมีทีมงานจากโครงการรอยยิ้มน้อง เครือข่ายเยาวชนรักดี และคณะครูอาจารย์จากโรงเรียนเป็นผู้พิจารณาและให้คำปรึกษาตลอดการใช้ทุน

ตัวผมเองมอง "โครงการรอยยิ้มน้อง" เป็นเหมือนประตูแห่งการทำงานเพื่อสังคม ที่ผมอยากเชิญชวนให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆได้เข้ามาสัมผัสกับการทำงานเชิงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมของกลุ่มทุน กลุ่มคน กล่มผู้ประกอบการทางสังคม ชาวบ้าน เยาวชน และสังคม ผมว่าโครงการนี้จะเป็นก้าวย่างที่สำคัญที่จะทำให้เครือข่ายเยาวชนรักดีได้ก้าวเดินร่วมไปอย่างไม่มีสิ้นสุด เนื่องจากผลของโครงการที่ออกมาแม้เพียงจะเริ่มต้นเท่านั้น แต่ทว่ายิ่งใหญ่มากมายเหลือเกิน นอกจากสร้างรอยยิ้มให้น้องแล้วยังสร้างรอยยิ้มกว้างๆให้กับเราผู้ร่วมทำงานด้วย
พร้อมกันนี้เราก็ไม่ลืมที่จะเชิดชูคณะครู และอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนวัดโพธิ์เอน โดยการมอบรางวัลบุคคลดีเด่นที่ทำงานเพื่อสังคมและพัฒนาชุมชน นอกจากนั้นก็ยังมีอุปกรณ์การเรียนการสอนจำนวนมากมายเพียงพอสำหรับนักเรียนทั้งโรงเรียนพร้อมอุปกรณ์กีฬา ที่พี่ตั้มได้รับมาจากผู้สนับสนุนการจัดโครงการครั้งนี้ ก็ต้องกราบขอบคุณไปถึงผู้ใหญ่ใจดีหลายๆท่านที่ช่วยกรูณาต่อสังคมและอนาคตของชาติเหล่านี้ ทั้งทุนทรัพย์และข้าวของมากมาย ผมถือได้ว่านี่เป็นการเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่และท้ายทาย และน่าส่งเสริมให้เกิดในทุกพื้นที่ที่จะช่วยกันประคับประคองสังคมให้เดินไปโดยไม่อ่อนแอ อย่างน้อยที่สุดให้ทุกคนถือเป็นอีก 1 ความดีที่ทุกคนช่วยกันทำง่ายๆ เพื่อตนเองและถวายเป็นของขวัญ "ทำดีเพื่อพ่อ" ให้ในหลวงของเรา
นอกจากนี้สิ่งที่เครือข่ายเยาวชนรักดีเราจะเติมเต็มงานภาคสังคมเพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการรอยยิ้มน้อง คือเราได้พบเห็นความยากลำบากของทั้ง 17 ครอบครัวในประเด็นความเป็นอยู่ต่างๆ เช่นครอบครัวหนึ่งอยู่กัน 3 คน ปู่ ย่า และหลานชายวัย 11 ปี ทั้ง 3 คนอพยพมาจากต่างถิ่น โดยมีชาวบ้านให้ใช้พื้นที่ปลุกเพิงเพื่อพักอาศัยอยู่ พ่อของเด็กชายละทิ้งครอบครัวไปเมื่อปีก่อน ส่วนแม่นั้นหนีหายไปหลายปีก่อนหน้านี้ เหลือเพียงย่าที่ต้องคอยดูแลครอบครัวและปู่ที่เป็นอัมพาต เพิงที่น้องอยู่ก็เป็นเพียงโครงไม้และสังกะสีอยู่หลังบ้านของชาวบ้านหลังหนึ่ง รายนี้ต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้านก่อนจึงจะค่อยให้ความช่วยเหลืออีกครั้ง ส่วนอีกครอบครัวก็อพยพมาจากต่างถิ่น มีสมาชิก 4 คน คือ ยาย แม่ เด็กหญิง และพี่ชายที่พิการ สภาพไม่ต่างจากครอบครัวของเด็กชายคนแรกมากนัก เพียงแต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่เราคิดว่าจะพอช่วยบรรเทาก่อนได้ คือสภาพของห้องน้ำที่ไม่มีหลังคา ไม่มีผนังใดๆ สิ่งนี้มันก่อกวนจิตใจของพี่ตั้มและผมเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงขออาสาผ่านพี่วิท(ผู้ช่วยของพี่ตั้ม)เพื่อขอประสานงานเพิ่มเติมในระดับพื้นที่เพื่อจัดการปัญหาข้างต้นนี้
ผมจึงใช้ความเป็นนักประสานงานสิบทิศ เริ่มด้วยการค้นหาทุนทางสังคมของตนเองที่พอมีอยู่ โทรไปปรึกษาอาจารย์ท่านหนึ่งที่วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง เพื่อจะขอกำลังของนักศึกษามาช่วยกันคิดช่วยกันสร้างสิ่งปลูกสร้างเล็กๆน้อยๆ แต่ทว่าจะมีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ได้รับ ไม่ต้องใช้เงินมากมายในการมีส่วนร่วมครั้งนี้ ถือเป็นการชักชวนน้องๆนักศึกษามาร่วมกันทำงานเพื่อสังคมเป็นการปลูกฝังแนวคิดดีดี รักดีให้กับกลุ่มนักศึกษา เป็นการสร้างฐานการมีส่วนร่วมทางสังคมที่สำคัญ อย่างน้อยก็ให้แนวคิดกับท่านผู้บริหารวิทยาลัยเทคนิคอ่างทองว่าเป็นการร่วมพัฒนาชุมชนของวิทยาลัยเอง และจะเป็นโอกาสเปิดกว้างในการพัฒนานักเรียนนักศึกษาในการดูแลบริหารของท่าน ผมวางแนวทางการร่วมทำงานด้านสังคมไว้กับโครงการนี้อย่างมีส่วนร่วมและคาดว่าจะยั่งยืนได้ด้วยตัวของมันเอง ผมพยายามที่จะไม่เจือปนความแปลกปลอมใดๆเข้าไปกับสังคมที่เราเป็นเพียงผู้ติดตาม และพยายามเพิ่มบทบาทให้กับเจ้าของพื้นที่ โดยเราเฟ้นหาช่องทางการสนับสนุนเหล่านี้ให้
ในอนาคต ผมก็อาจรบกวนพี่ตั้มช่วยหาทุนให้เยาวชนนักศึกษาในวิทยาลัยเทคนิคอ่างทองบ้าง เพราะเท่าที่ได้พูดคุยกับอาจารย์ก็มีเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบทางครอบครัวและความยากจน
โครงการรอยยิ้มน้อง จึงเป็นการก้าวเดินอีกขั้นหนึ่งของเครือข่ายเยาวชนรักดี ที่จะได้ช่วยเหลือทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อดันให้โครงการในรูปแบบนี้ได้รับการขยายพื้นที่มากขึ้น ทั้งผู้สนับสนุนที่มากขึ้น และเป็นการรวมน้ำใจจากพี่น้องชาวไทยให้เข้ามาร่วมช่วยเหลือทางสังคมกับบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริงและยั่งยืน

เตชะ ทับทอง
director เครือข่ายเยาวชนรักดี
4 ซอยลาดพร้าว 22 ถนนลาดพร้าว
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ 10900
โทรศัพท์/โทรสาร 029389998
เบอร์มือถือ 0863775412

เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า
"เรา..คือผู้เป็นแบบอย่างที่ดี..เราทุกคนเป็นแบบอย่างที่ดีได้"
เป็นกำลังใจ...และร่วมกันสร้างกำลังใจให้กับคนรอบข้าง
แม้เขาจะเป็นเด็กหรือเป็น ส.ว (ผู้สูงวัย)
ชื่นชมกับความงดงามที่กำลังสร้างและกำลังจะก่อต่อไปค่ะ