ระหว่างเดินทางไป เบลลาจิโอ ผมเอาหนังสือ The Necessary Revolution แต่งโดย Peter Senge และคณะ ไปด้วย    มีเวลาอ่านตอนประชุมเสร็จแล้ว    และอยู่ ระหว่างเดินทางกลับ  

          ยังอ่านไม่จบ  แต่ผมก็ AAR ว่า    หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยระบบโลก    แต่เป็นคนละมิติ กับระบบโลกของคุณ ยุค ศรีอาริยะ  

          ระบบโลกของคุณ ยุค ศรีอาริยะ เน้นระบบการเมือง    เน้นการเมืองระดับ โลก     แต่หนังสือ The Necessary Revolution เน้นความเชื่อมโยงทั้งหมด    โดยไมถือเอามนุษย์ เป็นศูนย์กลาง    มีเป้าหมายของการปฏิวัติ เพือโลกที่ยั่งยืน  

         เปลี่ยนความเชื่อเสียใหม่    เอาตัวออกมาจากโลกมายาแห่งยุคอุตสาหกรรม    คิดและปฏิบัติแบบกระบวนระบบ      เราร่วมกันปฏิวัติโลกได้    เป็นการปฏิวัติ เพื่อความยั่ง ยืนของโลก    ไม่ใช่เพื่อ อำนาจการเมือง   

         มองในมุมหนึ่ง โลกอยู่ได้ด้วยพลังงาน    และ พลังงานทุกประเภทในโลกมาจากดวงอาทิตย์โดยตรงหรือโดยอ้อม    การใช้พลังงานฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลัก ในปัจจุบัน เป็นการใชพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่โลกสะสมเอาไว้เมื่อหลายร้อย ล้านปีมาแล้ว    และเมื่อใช้แล้วก็หมดไป เอากลับมาใหม่ไม่ได้  

         โลกยุคใหม่จะต้องใช้พลังงานที่เอา กลับมาใช้ใหม่ได้ หมุนเวียนได้    เน้นจากแสงอาทิตย์เป็นแหล่งหลัก    โดยต้องคิดอย่างซับซ้อนและเชื่อมโยง

         วิธีปฏิวัติโลก เริ่มจากการปฏิวัติตัวเรา เอง (หน่วยงาน/วงการของเราเอง)     ให้เห็นตัวเราเองเล็กนิดเดียว  หรือเห็นเป็น part of the whole    แล้วหัดคิดให้เห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ    ให้เห็นสิ่งที่มองไม่เห็น

         ที่จริง นี่คือการฝึกลดอหังการมมังการ นั่นเอง    แต่เป็นวิธีฝึกที่เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆ สมัยใหม่ เข้ามาช่วย

         หัวใจคือความเป็นอิสระจากการครอบงำ    และการเห็นแจ้งในความจริงของธรรมชาติ  ซึ่งหนังสือเล่มนี้เสนอ 5 ด้าน    ที่กระบวนทัศน์อุตสาหกรรมครอบงำให้เราหลงมายา ได้แก่

1.     พลังงาน   เราถูกครอบงำอยู่กับพลังงานจากฟอสซิล   ในขณะที่โดยธรรมชาติ โลกได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์

2.     อาหาร   เราตกอยู่ใต้ระบบการผลิตเป็นสินค้าโลก   ในขณะที่โดยธรรมชาติเราควรเน้นอาหารในถิ่น

3.     วัสดุ   เราใช้วัสดุประเภทก่อของเสียมาก   ในขณะที่เราสามารถใช้วัสดุแบบไม่มีของเสีย

4.     ความหลากหลาย   เรายึดถือมาตรฐาน   ในขณะที่ธรรมชาติที่แท้จริงคือความแตกต่างหลากหลาย

5.     ความสุขทางสังคม   เรายึดถือรายได้สูงสุดของตัวเราเอง   ในขณะที่ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนอยู่ที่การสร้างสัมพันธภาพระหว่างกัน

 

     และยังมีมิติของการมอง    มองใกล้ - มองไกล    มองแคบ - มองเชื่อมโยง   ผมยังอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ   เอามาเล่าส่วนหนึ่งก่อน

 

วิจารณ์ พานิช

๑๕ พ.ย. ๕๑