ฉันได้เล่าเรื่องของเด็กน้อยมาถึงตอนที่เธอเข้าเรียนอยู่ในชั้นประถมต้นของโรงเรียนราษฎร์แห่งหนึ่งในภูเก็ต เธอมีชีวิตในวัยเรียนที่นี่อย่างมีความสุขแม้ว่าจะถูกพ่อและแม่จัดการให้ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบก็ตาม  กรอบแรกที่ถูกจัดการเป็นเรื่องการไปโรงเรียน พ่อและแม่จะไม่ไปส่งเด็กน้อยที่โรงเรียนหากแต่หารถผูกให้รับ-ส่งระหว่างโรงเรียนและบ้านเป็นเวลา กรอบที่สองที่ถูกจัดการก็คือใช้คำชมเป็นตัวถ่วงให้ยังคงรักษาระดับการเรียนที่ดีเอาไว้ไม่ให้ตก  กรอบที่สามที่ถูกจัดการคือ ห้ามไปมั่วสุมที่บ้านเพื่อนบ้าน ขืนไปละก็โดนเลยแหละ

ตอนนั้นเด็กน้อยไม่รู้หรอกว่าทำไมพ่อและแม่จะต้องออกกฎห้ามเธอเอาไว้ ความที่ซุกซนและฉลาดเธอจึงดื้อเงียบแอบทำในเรื่องที่ห้ามอยู่บ้าง(เรียกว่าถ้ามีโอกาสเป็นลอง) เธอเคยลองใช้ทีเผลอของทั้งพ่อและแม่แหกกฎที่ตราขึ้นไว้ แอบไปบ้านเพื่อนบ้านทางหลังบ้านเวลาเล่นซ่อนหากับเพื่อนข้างบ้าน จนเมื่อเติบใหญ่มาแล้ว เธอจึงเข้าใจว่าที่แท้พ่อและแม่นั้นเข้าใจถึงความเป็นเด็กที่ยังไม่รู้ชอบว่าจะเป็นสิงห์มือไวหยิบจับเอาของของเพื่อนบ้านออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจทำนะซี แล้วความไม่ได้ตั้งใจนั้นอาจจะทำให้ได้รู้จักกับความรู้สึกเสียใจเมื่อถูกผู้ใหญ่เพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้องตัดสินผิดถูกเข้าให้ด้วยข้อหาผิดศีลลักทรัพย์  อีกทั้งผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ก็อาจจะขัดใจกันและกันจนมากหมอมากความไปได้

สีสันการใช้ชีวิตและการเล่นภายในโรงเรียนใหม่มีหลากรสชาติ จำได้ว่ามีการแบ่งก๊กแบ่งเหล่าในกลุ่มนักเรียนตัวเล็กๆอย่างเธอด้วย ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อนะว่าธรรมชาติจะสอนให้เด็กรู้จักเล่นพวกแต่เด็ก พวกใครพวกมันเกิดขึ้นแบบว่าถ้าคนหนึ่งโกรธอีกคนหนึ่งละก็ จะชี้ชวนคนอื่นให้มารักกันชอบกันเป็นพวกโดยไม่ต้องสอนกันแต่อย่างใด ดีกันโกรธกันไปเรื่อยวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ในหมู่เพื่อนของเด็กน้อยอย่างเป็นเรื่องธรรมด๊าธรรมดา การเล่นพวกนั้นมีทั้งกลุ่มเด็กหญิงล้วนๆ กลุ่มเด็กชายล้วนๆ และกลุ่มที่คละกันค่ะ ซึ่งก็แตกคอกันไม่นานก็หันกลับมาเล่นด้วยกันใหม่ได้ ภาพลางๆที่ฉันนึกภาพเธอได้ เธอและเพื่อนมีวิธีเล่นนั้นหลากหลายน่าสนุกทีเดียวเชียวค่ะ มีทั้งปิดตาซ่อนหา ไล่จับวิ่งแข่งกันมา  ทอยยาง ทอยเรือบิน ทอยหิน เป่ายาง กระโดดยาง รวมทั้งแบกนางพญามหากษัตริย์ลองกำลังแขนกัน

โรงเรียนใหม่แห่งนี้เป็นที่แห่งแรกที่ทำให้เด็กน้อยได้เจอหน้าและรู้จักญาติทางพ่อคนแรกในชีวิตที่เป็นเด็กๆด้วยกัน  ลูกของลุงที่เคยเล่าว่ามีบ้านเล็กบ้านน้อยหลายหลังคือพี่ชายคนแรกที่ได้เห็นหน้าที่โรงเรียนแห่งนี้นะเอง วันไหนพี่เขาหยุดเรียน เด็กน้อยจะรู้เลยค่ะ เพราะว่าพี่ชายคนนี้เขามีโครงร่างตัวเล็ก ทุกเช้าที่อยากเจอหน้า มองหาได้ที่ท้ายแถวของห้องเขาค่ะ  ที่มองเห็นหน้าเขาชัด ก็เพราะเธอก็ยืนอยู่ท้ายๆแถวเหมียนกัล การเข้าแถวหน้าเสาธงที่นี่  เขาจะให้เด็กโตและเด็กเล็กยืนมองหน้ากัน เด็กเล็กให้ยืนบนลานของเขื่อนที่สูงกว่าลานเสาธง เด็กโตจะให้ยืนมั่นอยู่บนลานที่เสาธงตั้งฐานอยู่ เวลาไปยืนเคารพธงชาติ ทุกๆห้องจะหันหน้าเข้าหาเสาธง

ระหว่างที่เด็กน้อยเรียนอยู่ที่นี่ เธอมีเรื่องให้ต้องย้ายตัวเองอีก การย้ายคราวนี้ไม่ใช่การย้ายที่เรียนแต่อย่างใดหากแต่เป็นการย้ายที่อยู่อาศัยสำหรับกินอยู่หลับนอน สิ่งแวดล้อมเธอจึงเปลี่ยนอีกครั้งจากการอยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกเป็นการอยู่ร่วมบ้านกับคนอื่น คนอื่นที่เล่าอยู่นี้มีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้ของเด็กคนนี้นะเอง ฉันเดาเอาเองค่ะว่าการที่พ่อและแม่ทำอย่างนี้เขามีความคาดหวังบางอย่างอยู่ในใจ ฉันถามเด็กน้อยไปว่าเธอรู้บ้างไหมตอนนั้นว่าพ่อแม่คาดหวังอะไร เธอตอบมาว่าไม่รู้ รู้แต่ว่าแม้เธอจะไม่ชอบแต่ต้องยอมย้ายไปอยู่ดี

ภาพใหม่ของเธอที่เห็นเป็นช่วงหนึ่งแห่งการเรียนรู้ที่มีป้าสะใภ้เป็นครูพี่เลี้ยง มีลุงคนที่สามอยู่ด้วย และมีเด็กๆมาเป็นครูซึ่งเป็นน้องสาวน้องชายรวมสามคน ผู้ใหญ่คนอื่นก็มีคนที่มาทำงานที่นี่  ซึ่งเป็นบริษัทกงสีของครอบครัวพ่อนะเอง

บทเรียนรู้จากชีวิตจริง

เด็กนะเขาก็มีความทุกข์นะ

ทุกข์ของเด็กเกิดจากการตัดสินใจของพ่อแม่ และการกระทำของผู้ใหญ่

การสร้างกรอบของผู้ใหญ่ต่อเด็กที่มีจิตใจหวั่นไหวทำให้เด็กฉลาดเลือกที่จะถักทอเสื้อที่มองไม่เห็นไว้ป้องกันความกลัวในใจออกมาในรูปความเก่ง ความว่าง่าย

เด็กที่ดื้อ คือ เด็กที่กำลังเรียนรู้และออกแบบเสื้อที่มองไม่เห็นว่าจะถักทอออกมาคลุมกายอย่างไรจึงรู้สึกดีและสวยงามในสายตาของผู้ชมดู

เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น มีเพื่อนและวิธีเล่นเป็นครู  

เวลามองเห็นอะไร ในสมองเด็กมีความคิดและการเรียนรู้อยู่นะ

Keywords :

การเปลี่ยนสถานที่อยู่ การอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้า การเล่น เป็นวิธีฝึกแบบธรรมชาติให้มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง(change agent)

การแบ่งก๊กแบ่งเหล่าเป็นเรื่องของธรรมชาตินะ