กรณีงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระพี่นางฯถ้าจะมองโดยภาพทั่วๆไปแล้ว เสมือนหนึ่งว่ามุสลิมไม่ได้แสดงออกในเรื่องนี้เลย ถามว่ามุสลิมไม่จงรักภักดีกระนั้นหรือ ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ขุนนางในสยามแล้ว ตั้งแต่ท่านเฉกอะฮ์มัดเป็นต้นมาจนถึงยุคสมัยรัตนโกสินทร์มุสลิมรับใช้เบื้องพระยุคลบาทเสมอมา กรณีพระราชท่านเพลิงพระศพ ต้องถือว่าเป็นพิธีกรรมในศาสนา อย่างที่รับทราบไปแล้วว่า อิสลามมีกฎข้อหนึ่งในเรื่อง "มุรตัด" คือการตกศาสนา การเข้าไปล่วงเกินในพิธีกรรมของศาสนาต่างๆ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เข้าข่าย มุรตัด เพราะในคัมภีร์อัลกุรอ่าน ระบุอย่างชัดเจน ที่ว่า "ลากุมดีนุกุมว่าลียาดีน" แปลว่า ศาสนาของท่านก็ของท่านศาสนาของฉันก็ของฉัน (ไม่ก้าวก่ายกัน)" นั้นหมายความว่า ไม่ให้ก้าวล่วงในพิธีกรรมของศาสนาอื่น การพระราชทานเพลิงพระศพหรือการเผาศพคนทั่วๆไปก็ดีคือพิธีกรรมในศาสนา มุสลิมจึงร่วมในช่วงพิธีกรรมไม่ได้ และไม่ได้หมายความว่าไม่จงรักภักดี ผู้ที่เข้าพระทัยในศาสนาดีที่สุดคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อครั้งที่ท่านวันนอร์เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯรัฐธรรมนูญ ปี 40 พระองค์ท่านตรัสจัดเจนว่า "อะไรทำได้ก็ทำ อะไรทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ"นั้นก็เข้าใจได้เลยว่าการกราบมุสลิมทำไม่ได้ หรือแม้แต่การมีพระราชดำริให้มีการแปลอัล-กุรอ่านเป็นภาษาไทยในสมัยของท่านอดีตจุฬาราชมนตรี ต่วน ก็เป็นที่กล่าวขานกันมากในหมู่ประเทศมุสลิม อัล-กรุอ่านฉบับแปลภาษาไทยเป็นไม่กี่ภาษาที่แปล ในครั้งนี้ผู้ที่เป็นข้าราชการมุสลิมอาจจะอึดอัดที่สุด เพราะมีบางหน่วยงานราชการที่มีคำสั่งให้มีการวางดอกไม้จัน โดยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับมุสลิม อันนี้บรรดาข้าราชการของพระองค์ต้องพึงจดจำราชดำรัสของพระองค์ให้ดี โดยเฉพราะผู้บังคับบัญชา ที่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย สังคมไทยน่าเป็นห่วงก็ตรงนี้

ddress style="text-align: center;">  ภาพนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯพระราชทานทุนทรัพย์ให้อดีตจุฬราชมนตรี ต่วน สุวรรณศาสน์

 

ddress style="text-align: center;">     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ddress style="text-align: center;">เสด็จพระราชดำเนิน ณ.มัสยิดต้นสน อดีตจุฬาราชมนตรีแช่ม พรมยงค์ รับเสด็จ