เขาบอกให้ขับ

  ติดต่อ

  จะขับ(เคลื่อนKM)ยังไงดี ??  

ประหลาดใจตัวเอง.. คิดได้ยังไง  ชื่อของลิ้งค์นี้ "know-or-not-is-knot"
คือว่า..อาการของเราตอนนี้.. เป็นแบบชื่อลิ้งค์ล่ะ .. กึ่งๆ กลางๆ ระหว่าง  รู้ (Know) กับ ไม่รู้  (not) พอเอาคำของฝรั่ง 2 คำมาสนธิกัน เลยกลายเป็น คำว่า ปมเงื่อน (knot) ไปเสียอีก (ในใจเราเองหวังว่า เมื่อแก้ปมออกได้คงจะเอาเชือกเส้นนี้ไปทำประโยชน์อะไรต่อมิอะไรได้บ้าง)

..อยากจะสารภาพว่า..เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินคำว่า KM มา เมื่อไม่นานนี้เอง  ..เนื่องจาก.. วันหนึ่ง มีท่านผู้เมตตา มาบอกเราว่า ขอให้เราเป็นประธาน KM เถอะ  เราถามว่า มันคืออะไรเหรอ  ท่านบอกว่า ไม่มีอะไรหรอก ง่ายๆ เอง...ไอ้เราหรือ ....เมื่อโดนอ้อนวอนด้วยแม่น้ำทั้งห้าร้อยสาย..เราก็ตอบไปว่า  บอกว่า ถ้าผู้บริหารเห็นว่ามีประโยชน์ต่อหน่วยงาน ก็จะทำให้ค่ะ...(.อืมมมม..กล้าหาญขนาดนั้นเชียวหรือเธอ..)

จากนั้น เราก็เริ่มมาอ่านๆๆๆ เรื่องเกี่ยวกับ KM ทั้งในหนังสือ ในอินเตอร์เน็ต  อ่านแล้วปวดหัวมากๆ เพราะมีหลายทฤษฎีเหลือเกิน (ตอนนั้นคิดว่า..ไปตกปากรับคำเขาทำไมเนี่ย..แต่รับไปแล้วคงต้องลุยเต็มที่ไปก่อนนะคะ ..ในที่สุด..ถ้าเราทำงานไม่ได้เรื่องจริงๆ เราคงต้องพิจารณาตัวเองอีกที)   สุดท้าย.. ก็ได้มาอ่านหนังสือของอาจารย์ประพนธ์ และอาจารย์หมอวิจารณ์ รู้สึกว่า ..อืม .. เริ่มเข้าท่าเข้าทาง แต่นั่นล่ะค่ะ  KM ถ้าไม่ทำก็ไม่รู้ใช่ไหมคะ

เมื่อช่วงต้นปี (ปลายเดือน มกราคม 2549)ทางกรมฯ ได้อบรมทักษะ ในการเป็นคุณอำนวย  เราได้ฟังวิทยากรจากศิริราช  ฟังอาจารย์จากอยุธยา และ คุณ...จากบริษัทสแปนชั่น  เรารู้สึกทึ่งมากๆ  (แต่ในใจก็คิดว่า เฮ้อ ..เราจะไหวไหมเนี่ย)  มีช่วงหนึ่งของการอบรม ที่มีการฝึก Sharing  เราเลยเริ่มมีโอกาสได้ฝึกนิดๆหน่อย แต่ก็ยังไม่มั่นใจมากเท่าไร เพราะยังเคยไม่จัดเวทีแบบนี้ด้วยตนเอง..

ช่วงต้นเดือน กุมภาพันธ์  ทีมงานพวกเราเลยมาลองจัดอบรมและให้ความรู้เรื่องการจัดการความรู้ในหน่วยงานดูค่ะ  โดยคิดรูปแบบอบรมเอาเองเลย (ประยุกต์จากที่อ่าน ๆ และ เคยฝึกมานิดหน่อย)


..ก็เขาว่า KM เรียนรู้ได้จากการปฏิบัติ ...อีกอย่างหนึ่ง..เราเคยได้ยินว่า มีหน่วยงานอื่น ๆ ที่เคยอบรมโดยการเปิดซีดีให้ความรู้เพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่าคนที่เข้ารับการอบรมยังนึกภาพไม่ค่อยออกเท่าไร...

..เราเลยจัดการอบรมเป็น 2 วัน ..เน้นปฏิบัติ..(และ ออกแนวลูกทุ่งมากๆ )


...เหตุการณ์วันแรก...

--ช่วงเช้า--

   เราเชิญวิทยากรมาแนะนำเรื่องกระบวนการ Knowledge sharing สัก 2 ชม. ..จากนั้นก็ลุยแบ่งกลุ่มทำกระบวนการ sharing เลย..คนที่เข้ารับการอบรมเขาก็งงๆนิดหน่อยนะคะ..
..แบบว่าทีมงานKM ของเราเองก็ลองฝึกเป็น Notetaker ตามกลุ่มต่างๆ (หัดขับกันหมดเลยค่ะ ทั้งคุณกิจและคุณลิขิต ยกเว้น วิทยากร)  
..ส่วนหัวข้อในการแลกเปลี่ยนความรู้ ทีมงานพวกเราเองก็คิดเอาเองตามหัวปลาที่กรมฯ ตั้งเอาไว้ 
เราก็ไม่รู้ว่าหัวข้อที่ใช้จัดแลกเปลี่ยนมันกว้างไปหรือแคบไป   แต่เราก็ขอให้คุณกิจเตรียมเรื่องเล่ามาตามหัวข้อนั้นๆ .. โชคดีที่วิทยากรท่านยังอยู่ ท่านเลยช่วยแบ่งเบาความทุลักทุเลของพวกเราได้บ้างค่ะ 
..สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ก็คือ....คำพูดประมาณนี้ล่ะค่ะ...
..อืม ..เธอทำงาน/โครงการนี้ด้วยเหรอ ฉันไม่เห็นรู้เลย... 
..งานแบบนี้เธอคิดได้ยังไงเนี่ย  เล่าให้ฟังละเอียดๆ หน่อย  น่าสนใจมาก... 
...พี่ทำไมมีความรู้ในเรื่องนี้ละเอียดจัง ถ้าพี่เกษียณไป เราคงเสียดายความรู้ที่พี่มีแน่ๆเลย...

--ช่วงบ่าย--

   มีการทำ After action review --AAR--(ไม่ทราบว่ามีคำแปลแบบไทยๆ หรือเปล่า--วิมังสา --ใช้ได้หรือเปล่าคะ)  

ผู้เข้ารับการอบรม--บอกว่า เข้าใจกระบวนการ และเห็นประโยชน์ของ KM ตั้งใจว่าจะนำกระบวนการไปทำที่ฝ่ายฯ  บ้าง (พอได้ยินคำนี้ ประธานKM มือใหม่หัดขับดีใจมากๆ --ต่อไปเราจะจ้างคนนี้มาเป็นหน้าม้าให้เราทุกงานเลย --อิอิ--)

วิทยากร -- บอกว่า คุณกิจที่เข้ารับการอบรมฯ มีแววเป็นผู้นำ และสามารถเป็น FAได้ด้วย (ดีใจจัง งานของเราจะได้เบาขึ้นหน่อยนึง จะได้ขยายเครือข่ายได้เร็วขึ้นหน่อย)

ประธานKM(เราเอง) -- เราบอกว่า ผลที่ได้เกินที่คาดไว้ (เราหวังว่าคุณกิจจะพอเข้าใจกระบวนการ แต่นี่เขาสามารถเป็น FA ได้เสียด้วย)   เราบอกว่า  เราเริ่มเข้าใจแล้วกับคำพูดที่ว่า 
"ก่อนทำ KM ความทุกข์ในใจมีมากกว่าความทุกข์ที่มีอยู่จริง   หลังทำ KM แล้วความสุขที่ได้รับจะมากกว่าความสุขที่คิดเอาไว้...."     วันนั้น ..ตั้งใจว่า จะพยายามทำให้ทุกคนมีความเป็นผู้นำในการทำ KM ให้ได้ --มุ่งมั่นเหลือเกินนะเธอ--)

...เหตุการณ์วันที่สอง...

--ช่วงเช้า--

  วันนี้อาจารย์ที่เป็นวิทยากรท่านไม่ว่าง พวกเราต้องลุยกันเอง (ลูกทุ่งอีกแล้ว)  แต่โชคดีที่ท่าน ผอ. ว่าง  เราเลยเชิญท่านมาให้กำลังใจผู้เข้ารับการอบรม ท่านบอกว่า งานKM เป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นนโยบายของกรมฯ ด้วย  ท่านบอกกับเราว่า อย่าลืมข้อตกลงของการจัดอบรมที่นี่นะคะ ว่าทุกการอบรมจะต้องไม่เครียด (เหอๆ--ไอ้เราก็ทำผู้อบรมงงๆ ไปพักนึงแล้วเมื่อวานค่ะ)

  ในเวลาต่อมา..เราเปิดซีดีของอาจารย์ประพนธ์..เราเดาเอาว่าคนที่เข้ารับการอบรมอาจฟังไปเรื่อยๆ เฉื่อยๆ...ที่ไหนได้ นั่งจ้องกันตาแป๋ว  ..นั่นคงเป็นเพราะว่า เมื่อวานเขาได้เรียนรู้จากการกระทำแล้ว..เนื้อในซีดีแผ่นนี้นี้จึงเป็นทฤษฎีที่เติมเต็มในสิ่งที่เขาสงสัย..อืม..มุขนี้ได้ผลเหมือนกันแฮะ...

-- ช่วงบ่าย--

  เราให้แต่ละกลุ่มคิดหัวข้อในการ Sharing เอง ..เข้าท่าเหมือนกัน...น่าสนใจด้วย
หัวข้อก็เช่น..แนวทางการทำให้ผู้ปกครองเด็กไว้ใจและร่วมมือในการรักษา   การเตรียมตัวเพื่อรับ นศ.ฝึกงาน  ..มีอะไรอีกเยอะ ..จำไม่ได้อีกแล้วเรา..ต้องย้อนกลับไปดูซีดีการอบรมที่บันทึกไว้

 หลังจากนั้น มีการทำกระบวนการ AAR  และเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วน โดยพี่ที่มีตำแหน่งKM ระดับกรมฯ   ปิดท้ายด้วยการแถลงนโยบายของประธานKM มือใหม่หัดขับ   เราก็เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ทีมKM มีแผนงานอะไรบ้าง และ จะทำงานอะไรให้กับหน่วยงานบ้าง (แถลงไปแล้ว ..ก็ทำให้ได้ล่ะเธอเอ๊ย..)

บทเรียนจากการจัดอบรม

1. หัวข้อในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระยะเริ่มแรก ควรจะชัดเจน ไม่ควรกว้างมาก หรือแคบมากเกินไป

2. การจัดกลุ่มคุณกิจ ควรจัดกลุ่มคนที่สามารถเล่าเรื่องได้ทุกคน (เราลืมไปว่ามีหน่วยงานBack officeมาด้วย ลืมจัดหัวข้อให้เขา เขาจึงต้องไปแทรกอยู่ในกลุ่มผู้ให้บริการ)

3.บรรยากาศควรจะสบายๆ กว่านี้ (นี่เกร็งกันตั้งแต่ทีมงานเลยค่ะ)--คราวหน้าไปจัดริมน้ำดีไหมเนี่ย

4. การปฏิบัติทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งคุณอำนวย คุณกิจและคุณอะไรต่อมิอะไร    " Learning by doing" is  reality..แต่งภาษาอังกฤษอ่านเองแล้ว งงซะเอง..เหอๆ..

และนี่เป็นข้อความที่เราพิมพ์ใน Power point แผ่นแรก  " เราจะก้าวไปพร้อมๆกัน "  มาคิดอีกที อืม...มันเป็นความจริงๆด้วยเนอะ..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มือใหม่หัดขับ

หมายเลขบันทึก: 22280, เขียน: , แก้ไข, 2012-02-11 14:40:16+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #เขาบอกให้ขับ

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (2)

เจ้าของบล็อกเองค่ะ Pancake
IP: xxx.64.120.201
เขียนเมื่อ 

เพิ่งมานึกได้ว่า...ต้องไม่ลืม.. ที่จะกิตติกรรมประกาศ  ประธานKM ท่านเก่า ที่ได้วางแผนงาน/โครงการ ไว้ก่อนที่จะมอบมรดกชิ้นนี้ให้แก่เราด้วยค่ะ...ไม่เช่นนั้น ท่านที่มาอ่าน คนอื่นๆ อาจจะนึกว่าเป็นผลงานของเราเองทั้งหมด...(ก็ลืมไป ..นึกว่าพิมพ์บล็อกแล้วอ่านได้เองคนเดียว..)

ขอบพระคุณผู้บริหารที่กล้าฝากงานอันท้าทายไว้ในมือของ "มือใหม่หัดขับ" ด้วยค่ะ  ผิดพลาดสิ่งใด  ต้องขออภัยท่านไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ..

เราเอง
IP: xxx.64.120.47
เขียนเมื่อ 

บันทึกสุดท้ายของ ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร

จากนิตยสารรายเดือน จีเอ็ม ฉบับเดือน พฤษภาคม 2549 หน้า232-233

1)ตอนที่ผมไปเรียนต่อต่างประเทศ เราจะกลัวไปหมดทุกเรื่อง แต่คุณแม่เขียนจดหมายมาสอนผมว่า อย่ากลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะถ้าเราไปตั้งท่ากลัวเสียก่อน มันก็จะไม่เกิดสติปัญญาที่จะไปแก้ไขปัญหา สู้เราทำตัวสบาย ๆ แล้วแก้ไขปัญหาไปตามธรรมชาติจะดีกว่า

2)คนไทยเราเรียนปริญญาโทเพราะคิดว่าเรียน ๆ ไปเถอะ เราแยกเอาการเรียนรู้และชีวิตออกจากกัน เชื่อแต่ว่าพอจบการศึกษาแล้วค่อยใช้ชีวิต แต่ในต่างประเทศการเรียนรู้เป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง มันเป็นสิ่งที่เคียงคู่กับการใช้ชีวิต

3)คุณพ่อ-คุณแม่ผมเป็นคนที่เชื่อมั่นในการศึกษา การศึกษาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมีใครขโมยไปได้ การศึกษาเป็นทรัพย์สินที่ต่อเนื่อง คุณพ่อ-คุณแม่จึงพยายามทุกวิถีทางให้ผมมีการศึกษาที่ดี ยอมขายที่นาเพื่อให้สามารถส่งเสียผมไปเรียนได้ ทุกครั้งที่เห็นเด็กไม่สนใจการเรียน ผมจะรู้สึกเศร้าใจมาก ๆ หากมีโอกาสได้ทำบุญ ผมจะเลือกทำบุญกับโอกาสทางการศึกษาของเด็ก

4)การที่คนเราจะมองหาจุดมุ่งหมายของชีวิตให้เจอ มันเกิดขึ้นต่างรูปแบบกัน ต้องถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากจะทำที่สุดในชีวิตกันแน่ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องหาให้เจอ ไม่ช้าก็เร็ว เราจะได้มีพลังขับเคลื่อนให้ไปถึงจุดมุ่งหมาย

5)ผมคร่ำเคร่งกับการเรียนเพราะเป็นสิ่งที่เราไปอยู่ตรงนั้นเพื่อที่จะทำมัน เราไม่ได้ไปอเมริกาเพื่อท่องเที่ยว เราไปเพื่อศึกษา อย่าลืมว่าผมทำงานไปด้วย เพราะฉะนั้นผมไม่ได้พลาดโอกาสที่จะเรียนรู้ชีวิตในอีกแบบหนึ่ง ในขณะเดียวกันผมก็ไม่พลาดโอกาสที่จะเปิดหูเปิดตาไปท่องเที่ยว ผมคิดว่าชีวิตผมค่อนข้างจะรอบด้าน ได้ศึ่กษาทั้งวิชาการและทำงานแบบผู้ใช้แรงงาน

6)มองย้อนหลับไป ผมจะเลือกเงินหรือชีวิตเหรอ? ก็ผมนี่ไง ผมเป็นตัวอย่างของคนที่มุ่งหน้าหาเงิน เพราะว่าผมมีแผนการในชีวิตมากมายที่ต้องสร้างสมเอาไว้เพื่อครอบครัว มันไม่ถึงกับลืมใช้ชีวิตหรอก แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้ชีวิตมากกว่า ที่สุดแล้วมันก็นำพาซึ่งความเจ็บป่วย ที่สุดแล้วผมก็หาเงินตามจุดมุ่งหมายได้ไม่มากเท่าที่ควร เราบอกว่าเราจะทำงานสัก 20 ปี แต่ว่าโอกาสของเรามีแค่ 10 ปี เพราะหลังจากที่ตรากตรำทำงานมาหนัก ร่างกายบอกว่ามันทำได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นก็ลงเอยด้วยการที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

7)ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมคงเลือกทั้งเงินและชีวิต เพราะว่าเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินก็ยังเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต แต่ว่ามันไม่ใช่สรณะ ผมเลือกที่จะกระจายการทำงาน กระจายความทุ่มเทนั้นออกไป เพื่อให้สามารถทำงานได้นานมากขึ้น และตัวผมเองสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นาน ๆ

8)ความทรงจำที่มีค่ามากสำหรับผม มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่ผมอยู่กับตัวเอง

9)ผมเคยเขียนการ์ดเล็ก ๆ ให้ภรรยา สรุปความได้ว่า เวลาที่คนสองคนเดินไปบนชายหาด ตอนที่เราหันกลับมามองก็จะเห็นเป็นรอยเท้าเล็ก ๆ 2 คู่ เดินไปเดินมา ทำไมเราจึงเห็นรอยเท้าเหลืออยู่แค่คู่เดียวล่ะ อีกคนหนึ่งหายไปไหนหรือ คำตอบคือไม่มีใครหายไปไหนหรอก แต่อีกคนกำลังอุ้มอีกคนหนึ่งเอาไว้ ผมหมายถึงตัวผมอุ้มเขาอยู่ เป็นคำมั่นสัญญาว่าผมจะดูแลเขาไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

10)ครั้งหนึ่งที่ผมฟังดุริยมนตราซึ่งเป็นเสียงสวดมนต์ที่ประกอบไปกับดนตรี ผมฟังแล้วผมร้องไห้มาก แล้วกอกกับตัวเองว่าถ้าชีวิตผมจะหาไม่จริง ๆ ด้วยอาการเจ็บป่วยนี้ ผมอยากจะบอกคุณพ่อกับคุณแม่ว่า ผมได้คุณพ่อกับคุณแม่ที่ประเสริฐที่สุด ไม่ใช่แค่เลี้ยงดูสั่งสอนให้แนวทางชีวิตในยามที่ผมปกติดีอยู่ แต่ในยามเจ็บป่วยคุณพ่อ-คุณแม่ไม่เคยห่าง มาหาผมที่โรงพยาบาลทุกวัน อยากให้ท่านได้รู้ว่าผมมีคุณพ่อ-คุณแม่ที่ผมไม่สามารถเรียกร้องหาได้ดีกว่านี้จากที่ไหน

11)ในความเป็นพ่อ ผมให้คะแนนความพยายามมากกว่าผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าคะแนนความพยายามของผมที่ 80 มันไม่เต็มร้อยหรอกครับเพราะมีข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่ลูก ๆ มีแกนกลางคือเขามีแม่ที่ดี เพราะฉะนั้นลูก ๆ จะไม่เคยรู้สึกว่าขาดพ่อ เพราะว่าแม่ทดแทนได้หมด แม่ไม่ใช่เพียงแค่คนที่พยายามรักษาความสมดุลในครอบครัว แต่เขาเป็นศูนย์กลางของจักรวาลในครอบครัวเรา นี่ไม่ใช่การถ่อมตน แต่เป็นการพูดในความรู้สึกที่แท้จริง เขาเป็นดวงใจของเราทุกคน ให้กลับกัน ผมไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าผมทำได้ เพราะว่าผมอาจจะถนัดเรื่องจัดหามากกว่าการดูแล ใครอยากได้อะไรผมจะหามาให้ ขอแค่ให้รู้เถอะไม่ต้องเอ่ยปากหรอกผมจะไปหามาให้

12)ชีวิตผมไม่มีอะไรนอกจากบริษัท เจเอสแอลและครอบครัว ผมมีแค่นี้ ผมไม่มีอย่างอื่นอีกแล้ว

13)การเป็นพ่อเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ต้องใช้อะไรเป็นพิเศษ ไปมากกว่าความรักทั้งหมด ผมเคยเซ็นหนังสือให้ลูกว่า ”สำหรับน้องเพชร ด้วยความรักทั้งหมดในหัวใจพ่อ” ถ้าคุณรักลูก คุณก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างกับเขา และตรงนี้ต่างหากที่เพิ่มเติมมาด้วยสติปัญญา พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะมีเวลาอยู่ด้วยกัน เรียนรู้ถึงความต้องการและความฝันของเขา แต่บางครั้งลูกก็ไม่ได้อยากอยู่กับเราเสมอไป เขาอาจจะมีธุระอื่น ฉะนั้นความรักและความเข้าใจจะต้องมาเป็นอันดับต้น เลย เราต้องพยายามหาหนทางละมุนละไมที่จะโอบแขนของเขาเข้าไปอยู่ในชีวิตของเขาให้ได้

14)ผมไม่ขอเปรียบเทียบชีวิตการเป็นพิธีกรของผมกับคนอื่น ๆ ตอนที่ทำรายการจันทร์กะพริบใหม่ ๆ ผมจบดอกเตอร์มา มันยิ่งสร้างความคาดหวังว่าจะทำอะไรดี ๆ ได้อีกเยอะ ต้องศึกษาหาความรู้เยอะ อ่านประวัติของแขกรับเชิญมาล่วงหน้าซึ่งจะทำให้เราไม่รู้สึกห่างไกลจากเขา รายการจันทร์กะพริบเป็นงานที่ยาก ผมใช้เวลากว่า ๒ ปีจึงจะหาตัวเองพบ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการเป็นพิธีกรมันคือการแสดง ในเมื่อมันคือกาแสดง อะไรล่ะคือบุคลิกภาพจริง ๆของเรา เวลาที่เราขอคำแนะนำจากใคร 10 คน เราจะได้คำตอบ 10 อย่าง เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าที่สุดแล้วผมเชื่อตัวเองอีกว่า ผมไม่ใช่คนถามจาบจ้วงหรืออยากให้เฮฮากว่านี้ ผมว่าไม่ใช่ผม ผมเป็นคนที่ให้เกียรติคน เป็นคนที่มีบุคลิกพูดง่าย ๆ ว่านุ่มนิ่มบางทีมันเป็นจุดอ่อน แต่เราต้องพัฒนาให้เป็นจุดแข็งให้ได้ เอาความอ่อนโยนมาเป็นเสน่ห์ เอาความนุ่มนิ่มมาเป็นวิธีการถามคำถามทำให้เกิดความอบอุ่นขึ้น

15)ครั้งแรกที่ผมสัมภาษณ์ ทอดด์ ทองดี เขาบอกว่ายูรู้ไหม ว่าการที่ยืนอยู่ด้วยกันบนเวที มันมีไออุ่นของคนที่อยู่ใกล้กัน เขาไม่รู้สึกอบอุ่นแบบนี้กับใครเท่าที่ยืนอยู่ใกล้ผม ผมมีความรู้สึกว่านั่นแหละคือการที่เราหาตัวเองเจอ ธรรมชาติของผมคือเป็นผู้ชายที่อบอุ่นนั่นเอง

16)ทุกวันนี้ผมดูทีวีได้ไม่นาน เพราะว่าเสียงมันดังเกินไป รายการโทรทัศน์น่าจะมีความนุ่มนวลแล้วค่อยทะยานขึ้นไปถึงความตื่นเต้น แต่ทุกวันนี้มันมีแต่ความเปรี้ยงปร้าง อาจเป็นเพราะว่าการแข่งขันมันสูง พิธีกรต้องขุดมุกมาใช้เพื่อให้ได้ชื่อว่าสามารถสร้างเสียงฮาได้ตลอดเวลา ซึ่งผมคงสอบตกในกรณีนี้ แต่ผมเชื่อว่าความแพรวพราวมันมีได้หลายลักษณะ เช่นยิงคำถามแพรวพราวก็ได้ หรือบางทีเขาตอบอะไรมา เราอาจจะแสดงความคิดเห็นอะไรกลับไป เป็นความแพรวพราวตรงนี้ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีมุกตลอดเวลา

17)การเป็นพิธีกรคือโอาสที่ได้เรียนรู้ชีวิตของคน ได้แบบเรียนชีวิตโดยไม่ต้องซื้อหามา เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ไม่มีอะไรทดแทนได้ ผมเรียนรู้ชีวิตของชีวิตของผู้อื่น ผมได้ค้นพบว่าชีวิตไม่มีความแน่นอน เราต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าและในยามที่เรายังมีลมหายใจอยู่ เราน่าจะได้ใช้โอกาสนั้นทำความดี เป็นสิ่งที่เราจะทิ้งไว้ในโลกนี้ มันเป็นมรดกของมนุษยชาติอย่างหนึ่งและคนอื่น อาจจะเรียนรู้ได้ในภายหลัง

18)การมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เราทำให้ห้วงชีวิตเป็นอะไรก็ได้ เป็นหนึ่งชีวิตที่เต็มไปด้วยคุณค่าหรือเราทำหนึ่งชีวิตของเราให้เป็นหนึ่งชีวิตที่สร้างความทุกข์ใจให้กับใครสักคนหนึ่งไปตลอดชีวิตก็ได้ ความยิ่งใหญ่ของชีวิตอยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร

19)ผมไม่รู้ว่าจำนวนของคนที่เห็นแก่ตัวบนโลกนี้มีเท่าไหร่ แต่ผมว่าความเห็นแก่ตัวมันเกิดขึ้นได้กับทุก ๆ คนแหละ มันคือการชั่งน้ำหนักในสิ่งที่เราจะทำ จริง ๆ แล้วก็คงเหมือนกับที่เขาพูดกันว่า ไม่ต้องเป็นคนดีเท่าไหร่หรอก ขอแค่เป็นคนเลวน้อยที่สุดก็พอแล้ว

20)ความกตัญญูรู้คุณคนเป็นสิ่งที่ผมยึดถือเป็นหลักประจำใจ คนเราถ้าไม่รู้จักรู้พระคุณคน มันทำให้เราหลงลืมไปว่าเรามีชีวิตอยู่ทุกวันได้เพราะอะไร คนที่เขาให้เรามาบางทีเขาไม่ได้จดจำเพราะมั่นเป็นการให้ที่แท้จริง แต่การที่เราได้รับนั้นหมายถึงการได้ส่วนบุญที่ดีมา มันเปลี่ยนชีวิตเรามากเพียงพอที่เราควรจะจดจำว่าเรามาถึงฝั่งฝันนี้ได้อ่างไร มีใครบ้างที่ช่วยพยุงเรา ขณะ
ที่เราว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรมา การระลึกถึงพระคุณของคนเป็นสิ่งที่มนุษย์ประเสริฐเขาทำกัน

21)คนที่เป็นผู้ให้ ในชีวิตผมมีมากและผมไม่มีวันที่จะลืมได้เลย ภรรยาผมเขาไม่เคยนึกถึงตัวเองเลย เขานึกถึงแต่ว่าทำอย่างไรสามีเขาจึงจะหาย ผมเรียนเรื่องธรรมชาติบำบัด ผมรู้สึกเอาเองว่าผมรับพลังดี ๆ จากธรรมชาติมาเยอะ เรียนรู้ที่จะรับพลังธรรมชาติจากต้นไม้ ใบหญ้า ผมรับรู้ถึงความปรารถนาดี ความหวังดีของคนจำนวนมาก คนเหล่านี้เป็นคนที่ผมไม่มีวันลืมไปจากชีวิตนี้ แล้วก็ขอเจอกันทุกชาติไป ผมคิดว่าถ้าผมจะหาย ก็ได้ด้วยพลังรักที่เขามีต่อผม

22)ทุกวันนี้ผมมองทุกอย่างด้วยสายตาเป็นกลางมากขึ้น ผมมองว่าถ้ามันจะเป็นความรู้สึกที่สุด ผมก็จะไม่ดีใจจนเกินเหตุ หรือถ้ามันจะทุกข์นัก ผมก็จะไม่ทุกข์มาก ผมจะอยู่ตรงกลางด้วยความหวังว่า วันของเราจะต้องมาถึง เราได้ฟังเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับคนหลายคนที่เป็นมะเร็ง ใจผมก็อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผมบ้าง เมื่อไหร่ปฏิหาริย์จะเกิดขึ้นกับผมสักที ผมท้อแท้บ้าง แต่ผมไม่ยอมแพ้พ่าย ทำไมยังเจ็บปวด เศร้า ทุกขเวทนาอยู่เรื่อย แต่ผมปฏิเสธ ที่จะตายไปกับโรคนี้
23)ผมเสียใจอยู่ตลอดมาที่มีเวลาให้กับครอบครัวน้อยเกินไป อยากบอกลูกว่า ถ้าพ่อเลือกได้ พ่อคงอยู่บ้านให้มากกว่านี้