ยกครูเป็นอนุศาสนาจารย์ให้การอบรมสั่งสอนคุณธรรมจริยธรรม

 

 

          สังคมไทยกำลังประสบปัญหาความเสื่อมโทรมด้านคุณธรรมจริยธรรมในเด็กและเยาวชน    ซึ่งอาจสร้างวิกฤติให้แก่สังคมไทยได้ในอนาคต จากรายงานภาวะสังคมไตรมาส ๑ปี๒๕๕๐ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานว่ามีเด็กและเยาวชนกระทำผิดเพิ่มขึ้นจาก ๑๑,๐๔๕  คดี ในไตรมาสแรกปี ๒๕๔๙  เป็น๑๑,๗๕๕  คดี          ในไตรมาสแรกปี ๒๕๕๐หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๖.๔  ผลการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ของสถาบัน       รามจิตติพบว่ามีวัยรุ่นตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาขึ้นไปดื่มแอลกอฮอล์จำนวน ๔  ล้านคน หรือร้อยละ๓๘.๓๓ของประชากร ซึ่ง  เยาวชนที่เข้าอยู่ในสถานพินิจ มีถึงร้อยละ ๓๔.๘  ที่กระทำผิดขณะมึนเมา


          
ความอ่อนด้อยด้านคุณธรรมจริยธรรมในเด็กและเยาวชนนั้นเป็นสัญญาณอันตรายที่เรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหันมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะครูควรเข้ามีส่วนวางรากฐานคุณธรรมในเด็กและเยาวชน


       
  การวิจัยเรื่องรูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรมจริยธรรมเมื่อปี ๒๕๔๙  โดยคณะผู้วิจัยสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนาซึ่งได้การสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)ผลการวิจัยได้แสดงให้เห็นแนวทางที่ครูผู้สอนสามารถพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้แก่ผู้เรียนได้ดังนี้


          
พัฒนารูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับสภาพของผู้เรียน

           เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านอายุ ระดับสติปัญญาความสามารถในการเรียนรู้ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ สภาพพื้นฐานครอบครัวปัญหาคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียน ฯลฯครูผู้สอนจึงควรคิดหารูปแบบการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับผู้เรียน


      
เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจผู้เรียนแต่ละคนนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อจัดการสอนได้อย่างเฉพาะเจาะจงและสอดคล้องกับสภาพผู้เรียนหลักจากนั้นให้เลือกใช้รูปแบบการสอนให้เหมาะสมตามพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย เช่นผู้เรียนในวัยเด็กเล็กเน้นการสอนโดยใช้   ตัวแบบหรือการให้รางวัลผู้เรียนระดับมัธยมเน้นการสอนที่ใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมในส่วนผู้เรียนที่มีปัญหาคุณธรรมจริยธรรมหนักกว่าผู้เรียนคนอื่นควรเพิ่มการให้คำปรึกษาและติดตามผลถึงบ้าน นอกเหนือจากการสอนในห้องเรียนเป็นต้น

           ที่สำคัญควรจัดการเรียนการสอนที่นำผู้เรียนเข้าไปปฏิบัติจริงแต่อยู่ภายใต้ความเหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน เช่นนำผู้เรียนเข้าไปทำประโยชน์สาธารณะไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมผ่านงานศพคนในชุมชนการช่วยเหลือผู้ป่วย อ่านหนังสือให้คนตาบอด ดูแลผู้สูงอายุ จัดค่ายอาสา ฯลฯทำให้ผู้เรียนรับรู้สภาพปัญหาและความต้องการของสังคมและมีส่วนช่วยขัดเกลาจิตใจผู้เรียนให้อ่อนโยน มีเมตตา

 

           สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมในรายวิชาและกิจกรรม
          
ครูควรสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมในทุกวิชาเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจว่าคุณธรรมจริยธรรมไม่ได้แยกส่วนจากศาสตร์ด้านอื่นเริ่มจากการวิเคราะห์ในแต่ละรายวิชาว่าสามารถสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมในเรื่องใดบ้างและแม้จะเป็นรายวิชาเดียวกันก็ควรสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้แตกต่างตามแต่ละช่วงชั้นหลังจากนั้นให้กำหนดแผนการสอนและกระจายความรับผิดชอบให้แก่ครูในแต่ละวิชา/ในแต่ละช่วงชั้นเพื่อจัดการสอนคุณธรรมจริยธรรมอย่างต่อเนื่องและไม่ซ้ำซ้อน

           นอกจากนี้ยังสามารถปรับกิจกรรมที่สถานศึกษามีอยู่มาหลักคุณธรรมจริยธรรมเป็นแกน เช่นกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ฯลฯ โดยพัฒนาต่อยอดกิจกรรมเหล่านี้ให้มีส่วนพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างน่าสนใจมีความร่วมสมัยสอดคล้องตามสภาพปัญหาและบริบทของชุมชนและสังคม

 

           จัดสรรทรัพยากรจากชุมชนมาใช้ร่วมกับสถานศึกษา
          
เนื่องจากสถานศึกษาอาจมีทรัพยากรไม่เพียงพอ ครูควรแสวงหาความร่วมมือกับชุมชนเพื่อนำทรัพยากรจากชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยเริ่มต้นจากวิเคราะห์ว่าในสถานศึกษาขาดแคลนทรัพยากรใดและต้องการทรัพยากรใดเพิ่มเติมจากนั้นวิเคราะห์ว่าชุมชนมีสิ่งใดสามารถนำมาใช้ในการสอนได้ อาทิ ปราชญ์ชาวบ้านกลุ่มผู้ปกครองที่มีความรู้ ผู้นำศาสนา รวมถึงโครงการที่ชุมชนจัดขึ้น เช่นโครงการสำนึกรักบ้านเกิด โครงการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ฯลฯเพื่อนำผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรม หรือนำมาใช้ในการเรียนการสอน

           ปรับเปลี่ยนระบบประเมินผลการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดการปรับปรุงรูปแบบการสอน

คุณธรรมจริยธรรมอย่างต่อเนื่องครูผู้สอนควรประเมินประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนคุณธรรมจริยธรรมว่าผลที่ได้รับเป็นไปตามเป้าหมายที่หรือไม่โดยเปรียบเทียบกับทรัพยากรที่ใช้    ในกระบวนการจัดการสอน อาทิ ทรัพยากรในรูปของเวลาต้นทุนค่าสื่อการสอนหรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ปริมาณบุคลากรที่ใช้ ฯลฯ


              
อย่างไรก็ตามการที่ครูผู้สอนจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้แก่ผู้เรียนได้นั้นต้องเกิดจากการสนับสนุนของผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กับงานด้านวิชาการผู้บริหารจึงควรเป็นผู้ที่มีทักษะด้านบริหารจัดการ มีความสามารถในการสร้างเครือข่ายเพื่อจัดสรรทรัพยากรมาสนับสนุนการจัดการสอนและระดมทรัพยากรจากชุมชนองค์กรศาสนา ปราชญ์ชาวบ้าน หน่วยงานรัฐ-เอกชนมหาวิทยาลัย ฯลฯ และที่สำคัญต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมจริยธรรม


             ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กล่าวไว้ว่า สังคมใด ๆ จะยั่งยืนถาวรได้นั้น ต้องเป็นสังคมที่คนในสังคมมีคุณธรรมจริยธรรมเพราะคุณธรรมจริยธรรมเป็นเหมือนเสาต้นใหญ่   ที่แข็งแรงคอยค้ำจุนสังคมไว้หากขาดเสาต้นนี้ไปสังคมนั้นย่อมพังทลายในที่สุดซึ่งครูผู้สอนนับเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนค้ำจุนสังคมผ่านการปลูกฝังผู้เรียนให้มีคุณธรรมจริยธรรมเป็นพื้นฐาน ในการดำรงชีวิตคุณธรรมจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง          

อนุศาสนาจารย์กับบทบาทในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม

         พระธรรมกิตติวงศ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ คุรุสภา กล่าวว่า อนุศาสนาจารย์ได้แก่อาจารย์ผู้ทำหน้าที่อนุศาสน์ คือแนะนำ ชี้แจง สั่งสอนทางธรรม

         อนุศาสนาจารย์ใช้เรียกอาจารย์ผู้อบรมศีลธรรมของหน่วยข้าราชการ เช่นของกองทัพสั่งสอนศีลธรรมแก่ข้าราชการทุกระดับชั้นในหน่วยงานนั้นตลอดถึงเจ้าหน้าที่พลทหาร หรือนักโทษ ในหน่วยงานนั้น

         อนุศาสนาจารย์เป็นข้าราชการพิเศษ มีคุณสมบัติพิเศษคือมีภูมิจริยาและภูมิปัญญาทางธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี เช่น เป็นเปรียญ ๙  ประโยคหรือจบปริญญาสาขาวิชาพระพุทธศาสนา

 

          เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องอนุศาสนาจารย์ จึงใคร่ขอนำเสนอประวัติความเป็นมาของอนุศาสนาจารย์ พอสังเขป  ดังนี้

 

ประวัติความเป็นมา

 

อนุศาสนาจารย์ เป็นคำเรียกชื่อนายทหารผู้ปฏิบัติงานด้านศาสนาในกองทัพ ตามพระราชานุมัติของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๖  พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานกำเนิด กิจการอนุศาสนาจารย์ขึ้นในกองทัพไทย เมื่อ วันที่ ๒๙  มิถุนายนปีพุทธศักราช ๒๔๖๑  โดยทรงตระ หนักถึงความ จำเป็นทีต้องมีอนุศาสนาจารย์ติดตามกองทหาร อาสาไปช่วยราชสัมพันธมิตรในงานพระราชสงครามทั้งนี้เพื่อทำหน้าที่ปลุกใจทหาร เป็นที่พึ่งทางใจและนำปฏิบัติศาสนกิจแก่ทหารตามพระราชปรารภ

ความตอนหนึ่งว่า

“ ……ทหารที่ออกจากบ้านเมืองไปคราวนี้ ต้องอยู่ถิ่นไกลไม่ได้พบเห็นพระเหมือนอยู่ในบ้านเมืองตน จิตใจจะเหินห่างจากธรรมถึงยามคึกคะนองก็จะฮึกเหิมเกินไป ถึงคราวทุกข์ร้อนก็อาดูรระส่ำระสายไม่มีใครคอยช่วยปลดเปลื้องบรรเทาให้ ถ้ามีอนุศาสนาจารย์ออกไปจะได้คอยพร่ำสอนและปลอบโยนปลดเปลื้องในยามทุกข์ โดยมีอำมาตย์ตรี พระธรรมนิเทศทวยหาญ      ( อยู่อุดมศิลป์ ) เป็นปฐมอนุศาสนาจารย์


           กิจการ อนุศาสนาจารย์กองทัพอากาศมีเคียงคู่กันมาโดยตลอด ถือกำเนิดขึ้น เมื่อวันที่ ๖กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๑โดยมีคำสั่งทหาร ที่ ๙๘/๕๘๑๐ลงวันที่ ๖  กรกฎาคม ๒๔๘๑เรื่องคำสั่งย้ายขุนเวียรวีรธรรม (เวียร  พูลสวัสดิ์ ) จากกรมยุทธศึกษาทหารบกมารับราชการในกองทัพอากาศ จึงนับเป็นอนุศาสนาจารย์ ทอ . คนแรกต่อมากิจการด้านอนุศาสนาจารย์ได้มีวิวัฒนาการเจริญมาโดยลำดับ  นับแต่มีฐานะเป็นกรมอากาศยานจวบจนปัจจุบัน

            กิจการ ด้านอนุศาสนาจารย์เป็นหน่วยงานระดับกองขึ้นอยู่กับกรมยุทธศึกษาทหารอากาศมีภารกิจโดยรวม คือ      ทำหน้าที่อบรมศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมตลอดจนนำปฏิบัติด้านศาสนกิจและพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นที่ปรึกษาสวัสดิภาพทางใจให้กับกำลังพลและครอบครัวชาวกองทัพอากาศ และบุคคลทั่วไป โดยผู้ทำหน้าที่อนุศาสนาจารย์ ต้องมีคุณสมบัติคือ เคยบวชเรียน ในพระพุทธศาสนา จบการศึกษาเปรียญธรรมประโยคและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี     จากมหาวิทยาลัยสงฆ์ คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยในกรณีที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจะต้องเป็นเปรียญธรรมไม่ต่ำกว่า ๕ ประโยคหรือสูงกว่า ทั้งนี้ต้องเป็นบุคคลผู้มีความประพฤติเรียบร้อย ดีงาม อยู่ในศีลในธรรม