"ถึงแม้วันนี้เราจะยังต้นเล็กๆ อาจอ่อนแอ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพิงแก่ใครได้ แต่สักวันผมเชื่อแน่ว่าผมต้องทำได้ เพราะผมมั่นใจกับผู้ดูแลรดน้ำเอาใจใส่เรา และดินที่อุดมสมบูรณ์ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่จะสามารถทำให้เราเติบโตขึ้นมาได้อย่างสง่างาม"

                    "สีเขียวมะกอก" เป็นสีประจำของวิชาชีพเภสัชกรรมทั่วโลก และเราชาวเภสัชทุกคนต่างก็มักใช้เป็นสัญญาลักษณ์แทนตัว ดังนั้นผมจึงตั้งชื่อ blog ว่ากล้ามะกอก ซึ่งเปรียบเสมือนต้นมะกอกต้นเล็กๆ ที่พร้อมจะเติบโตไปเป็นต้นใหญ่ ให้ร่มไม้ และเป็นที่พึ่งพิงแก่บุคคลอื่นๆ ในวันที่พวกเขาไม่มีที่พึ่งพิง ถึงแม้วันนี้เราจะยังต้นเล็กๆ อาจอ่อนแอ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพิงแก่ใครได้ แต่สักวันผมเชื่อแน่ว่าผมต้องทำได้ เพราะผมมั่นใจกับผู้ดูแลรดน้ำเอาใจใส่เรา และดินที่อุดมสมบูรณ์ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่จะสามารถทำให้เราเติบโตขึ้นมาได้อย่างสง่างาม ถึงแม้เมล็ดพันธุ์จะไม่ค่อยดีนักแต่ทว่าผู้ดูแลเอาใจใส่ดี ผมก็คิดว่ากล้ามะกอกเหล่านี้มันจะโตขึ้นมาได้อย่างงดงาม

                     วันนี้จะเล่าให้ฟังถึงเมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่งที่เป็นกล้ามะกอกอยู่ในขณะนี้ เมล็ดพันธุ์นี้ได้มาจากเมืองในป่าในเขา ในที่ทุรกันดารคืออำเภอปัว เมืองเล็กๆ ห่างไกลจากตัวเมืองถึง 60 กิโลเมตร ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนหากย้อนเวลากลับไปสักสิบปีคงนึกภาพกันออก ถึงความห่างไกลความเจริญ

                      ผมเกิดมาในชุมชนเล็กๆ สังคมโดยรวมเป็นสังคมการเกษตร หากมองภาพรวมทางด้านสาธารณสุขในขณะนั้นแล้วมันน่าสลดหดหู่ใจจริงๆ ชาวบ้านมักมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อระบบการรักษาการแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากชาวบ้านมักบ่นเสมอและจะเป็น hot topic มากหลังจากชาวบ้านกลับมาจากโรงพยาบาล สิ่งที่ชาวบ้านมักจะพูดถึงกันตลอดมักจะเป็นเรื่องถูกหมอ พยาบาลด่าบ้าง ดูถูกบ้าง และหมอที่มาประจำการในเมื่อสิบกว่าปีนั้น มักเป็นหมอใหม่ที่จบมาใช้ทุนคงจะเป็นหมอมาจากกรุงเทพ ที่มักฟังชาวบ้านพูดภาษาถิ่นแล้วไม่เข้าใจหรือบางทีหมอมักตวาดคนไข้เมื่อทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ หมอมักถามผู้ป่วยไม่กี่คำแล้วก็จ่ายยา มีชาวบ้านคนหนึ่งกลับจากโรงพยาบาลมาถึงก็บ่นอุบกับเพื่อนบ้านว่าหมอไม่เห็นค่อยพูดกับแกเลยได้แต่จ้องดูทีวีอยู่นั่นแหละ ผมนึกหัวเราะในใจแต่ก็ไม่ได้บอกคุณป้าไปหรอกว่านั่นมันคือคอมพิวเตอร์ หรือบางทีโรงพยาบาลมักให้นอนดูอาการโดยไม่ได้จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่องเหล่านี้มักสร้างความไม่พอใจและรู้สึกไม่ประทับใจกับระบบการรักษาพยาบาลและที่หนักที่สุดชาวบ้านเห็นโรงพยาบาลเป็นโรงฆ่าสัตว์ไปเสียแล้ว ชาวบ้านก็มักหันมาใช้วิถีการแพทย์แบบดั้งเดิมคือการเป่า การพ่นน้ำมนตร์ การใช้ไสยศาสตร์แทน และยาที่ชาวบ้านได้รับจากทางโรงพยาบาลมาก็มักจะไม่กินเพราะความไม่เชื่อมั่นในตัวผู้ให้การรักษาและระบบสาธารณสุขของทางภาครัฐ แต่ทั้งนี้หมอที่ดีๆ ก็มีมาบ่อยนะครับแต่พอถึงเวลาก็จากพวกเราไปเหมือนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นวงจรอุบาทของการแพทย์เมื่อสิบปีก่อนที่เกิดขึ้น แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เป็นอย่างไร แต่ผมหวังว่ามันคงดีขึ้นมามากแล้วหละครับ

                      สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นวงจรอุบาทนั้นทำให้เป็นแรงผลักดันทำให้ผมสนใจอยากจะเรียนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ อันที่จริงตอนอยู่มัธยมแล้วผมลังเลอยู่สองอย่างคืออยากเป็นครูกับอยากเป็นเภสัชกร แต่เมื่อคิดแล้วเภสัชกรคะแนนมันสูงมากเกินกว่าที่เด็กบ้านนอกจะสู้ไหว ก็ตัดสินใจบอกแม่ไปว่าจะมาเรียนครูเพราะแม่ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีของผมเลยหละ แม่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อนักเรียนซึ่งแม่ทำงานทั้งเจ็ดวันในหนึ่งสัปดาห์กับบทบาทความเป็นครู จริงๆ แล้วผมมีเหตุผลอีกมากมายที่อยากเป็นครู แต่ตอนนั้นผมบอกแม่ว่าไม่ต้องเครียดหรอกว่าผมจะไม่มีที่เรียนเพราะผมกลัวแม่เครียดกับการเรียนของผมมาก ผมบอกว่าผมจะไปเรียนราชภัฏ แล้วกลับมาสอนที่บ้าน พอคุยกันได้แบบนั้นแม่ก็โล่งใจ เพราะช่วงนั้นจะมีข่าวเด็กสอบเอนท์ไม่ติดแล้วฆ่าตัวตายแม่จึงกลัวมาก แต่ถึงอย่างไรลึกๆ ผมก็ยังอยากเป็นเภสัชกรอยู่ดี

(จบตอนที่ 1)

___________________________________________________________________                       

อะไรที่ทำให้ผมอยากเป็นเภสัชกร

ใครกันที่ทำให้ผมฮึดสู้ขึ้นมาได้

ติดตามอ่านตอน 2 ครับ