ทุกวันนี้เรามักจะค้นหาความผิดพลาดของผู้อื่น... ทำไมเราไม่ลองหาความดีของคนอื่นดูบ้างล่ะ...

วันก่อนได้กล่าวถึงปัญหาอย่างหนึ่งที่บริษัทกำลังพัฒนาประสบคือ การถามหาคนรับผิดของปัยหาต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกประการหนึ่งคือ วัฒนธรรมการจับผิด

การจับผิด มักจะเป็นวิธีการยอดนิยมของหน่วยงานหลายแห่ง แล้วแต่นโยบายของผู้บริหาร

การจับผิดเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหา จุดบกพร่อง ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์

แต่ในหน่วยงานเอกชนบางแห่งมักใช้การจับผิดเพื่อหาคนลงโทษหรือเป็นแนวทางในการสร้างผลงานของผู้จับผิดเสียเอง

เพราะคนเรามักจะสนใจสิ่งที่ผิดพลาดของคนอื่นมากกว่าจะจำในสิ่งที่เขาทำดี

เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเบื้องลึกของจิตใจของคนบางคน มักจะไม่อยากให้คนอื่นได้ดีกว่าตนเอง และจะหาทางทำอย่างไรก็ได้ให้ตนเองได้ดีกว่าคนอื่น

ถ้าหากองค์กรใดมีพนักงานอย่างนี้แล้วคงลำบาก...

ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน ควรมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดแนวคิดนี้ และไม่ส่งเสริมทั้งทางตรงและทางอ้อม

ตัวอย่าง การส่งเสริมทางตรง เช่น ส่งพนักงานไปเพื่อจับผิดพนักงานอีกกลุ่มหนึ่ง โดยให้เหตุว่า "ไปดูงาน..." ซึ่งกลับมาแล้วงานที่ได้คือความผิดพลาดของพนักงานในกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น

ส่วน การส่งเสริมทางอ้อม คือ มักจะมองว่าพนักงานที่จับผิดคนอื่นเก่ง ๆ เป็นคนที่มีความสามารถ

ในที่สุดพนักงานในกลุ่มนั้นจะมีแต่ผู้เชียวชาญด้านการจับผิด โดยสนใจแต่ความผิดของผู้อื่น และหาทางปกปิดความผิดของตนเองอยู่เสมอ

วิธีการแก้ไขปัญหาคงยากที่จะจัดการได้ ถ้าหากผู้บริหารไม่เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว และควรสร้างระบบการแก้ไขปัญหา ระบบการตรวจสอบให้ถูกต้องและเป็นธรรม

อีกทั้งระบบการดูงานหรือการตรวจสอบผู้บริหารควรมุ่งเน้นการตรวจสอบเพื่อปรับปรุงการทำงาน และมีกลอุบายในการแก้ไขปัญหา

ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารส่งคนแอบไปใช้บริการของพนักงาน เมื่อได้ผลลัพธ์ว่าพนักงานบริการไม่ตรงตามคุณภาพและมาตรฐานที่กำหนดไว้ ก็ควรหาสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานของพนักงาน ความรู้ ความสามารถ หรือเกิดจากระบบงาน ระบบการแก้ไขปัญหา แต่ในทางกลับกันถ้าเลือกที่จะลงโทษพนักงานแล้ว ระยะยาวพนักงานก็มีแนวโน้มในการป้องกันการจับผิด และระบบการบริการก็ไม่ได้ถูกแก้ไขเช่นเดิม...

หลังจากที่เราเคยชินกับการจับผิดมานานแล้วเราลองมาจับถูกกันดีไหมครับ... จับแต่สิ่งที่เขาทำดีแล้วนำมาประยุกต์ใช้... สวัสดีครับ...