GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

01-รูปร่างดีรู้ได้อย่างไร

รูปร่างดีรู้ได้อย่างไร

ปัจจุบันคนมักมองว่ารูปร่างของตนเองเป็นแบบใดขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนบุคคลหรือเป็นการแสดงความคิดว่ามีรูปร่างแบบใด ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงและอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังจะเห็นได้จากการที่กลุ่มนางแบบในปัจจุบันที่วงการแฟชั่นทั่วโลก ได้จุดกระแสขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2006 ที่ผ่านมา ก็คือ การที่ผู้จัดงานแฟชั่น วีค ทั่วโลก พร้อมใจกันแบนนางแบบที่ผอมผิดปกติ โดยห้ามไม่ให้นางแบบที่ผอมเหมือนคนเป็นโรคขาดอาหารเดินแบบโดยเด็ดขาด หลังจากการตายระหว่างเดินแบบ ของนางแบบชาวอุรุกวัย ที่ไม่ยอมกินอะไรเลยก่อนเดินแบบ เพราะคิดว่าถ้าผอมจะทำให้ตัวเองดูดีและมีชื่อเสียงมากขึ้น การตายของนางแบบอุรุกวัย ทำให้ แมดริด แฟชั่น วีค ของสเปน เป็นประเทศแรกที่ประกาศแบนนางแบบที่ผอมผิดปกติทันที โดยจะไม่ยอมให้เดินแบบ ถ้านางแบบคนนั้นมีมวลรวมของร่างกาย(body mass index)อยู่ที่ระดับตํากว่า 18 ในทางการแพทย์บอกว่า ปกติแล้วคนเราควรมีมวลรวมของร่างกาย(body mass index)อยู่ที่ระดับ 18 ขึ้นไป จึงจะถือว่ามีสุขภาพดี

 

ในทางกลับกันความอ้วนนี้ยังก่อให้เกิดต่อการเกิดอาการและโรคต่างๆ มากมายอาทิ อาการหายใจไม่อิ่ม ,ทำให้ข้อต่อต่างๆ ของร่างกายแบกรับน้ำหนักมากขึ้น, แผลจะหายซ้าและติดเชื้อได้ง่าย,โรคหัวใจขาดเลือด ,โรคเบาหวาน,นิ่วในทางเดินน้ำดีเพิ่มขึ้น ,ความดันโลหิตสูง ,หัวใจขาดเลือด ,เส้นเลือดในสมองตีบ,โรคมะเร็งบางชนิด ได้แก่มะเร็งที่พึ่งฮอร์โมนในผู้หญิงได้แก่ โรคมะเร็งมดลูก โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเต้านม ส่วนในผู้ชายได้แก่มะเร็งลูกหมาก นอกจากนั้นยังพบว่ามะเร็งทางเดินอาหารเพิ่มขึ้นเช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร และโรคมะเร็งถุงน้ำดี ฯ ซึ่งเป็นการบั่นทอนสุขภาพให้เสื่อมโทรมและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

 

 ฉะนั้นการที่มีรูปร่างที่ดีก็จะส่งผลให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในการตรวจสอบรูปร่างของตนเองสามารถหาได้จากดัชนีมวลกาย BMI [body mass index] ซึ่งคิดค้นโดย Mr.Adolphe Quetelet    ชาวเบลเยี่ยม เป็นค่าที่อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัวและส่วนสูง มาเป็นตัวชี้วัดสภาวะของร่างกายว่ามีความสมดุลของน้ำหนักตัวต่อส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่    ค่าดัชนีมวลกายสามารถคำนวณได้โดยนำน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูงกำลังสอง (หน่วยเป็นเมตร) ดังนี้

 

 

 

 

 

 

การคำนวณดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย(BMI)   =    น้ำหนัก(กก)
                                      ส่วนสูง(ม)²

ตัวอย่างการคำนวณ

น้ำหนัก 75 กก.      ส่วนสูง 180ซม.

1.    น้ำหนักตั้ง   75 กก.

2.    ส่วนสูงxส่วนสูง = 1.80x1.80= 3.24

3.    ดัชนีมวลกาย= 75/3.24=23.14 กก/ตารางเมตร

                              รูปร่างสมส่วน

เมื่อคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย BMI [body mass index] ได้แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับตารางว่าท่านมีรูปร่างอย่างไร

ดรรชนีมวลกาย

รูปร่าง

ชาย

หญิง

ผอม

น้อยกว่า  19.00

น้อยกว่า  18.00

สมส่วน

ระหว่าง  19.01 - 24.99

ระหว่าง  18.01 - 23.99

น้ำหนักเกิน

ระหว่าง  25.00 - 29.9

ระหว่าง  24.00 - 29.9

อ้วนไป

มากกว่า  30

มากกว่า  30

 

 

ความสำคัญของการรู้ค่าดัชนีมวลร่างกาย  BMI [body mass index]  เพื่อดูอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ถ้าค่าที่คำนวณได้ มาก หรือ น้อยเกินไป ดังนั้นจึงควรรักษาระดับน้ำหนัก และค่าดัชนีความหนาของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  สำหรับค่าค่าดัชนีมวลร่างกาย สำหรับชาวเอเชีย พบว่าประเทศอากาศร้อน ความอ้วนจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงถือค่าประมาณ 18-23 กก./ตารางเมตร  เป็นค่าที่เหมาะสมสำหรับชาวเมืองร้อน การประเมินค่าดัชนีมวลกายนั้น จะต้องคำนึงถึงตัวแปรต่าง ๆ ด้วย ดังเช่นมวลกล้ามเนื้อ มวลไขมัน เพราะฉะนั้นดัชนีมวลร่างกายข้างต้นจะไม่สามารถนำไปใช้ได้กับผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก

ข้อระวัง ในการคำนวณหาค่าดัชนีมวลร่างกาย  BMI [body mass index] จะใช้ประเมินปริมาณไขมันในผู้ที่มีกล้ามเนื้อมากๆไม่ได้ เช่น นักกีฬา นักเพาะกาย ที่อาจจะมีน้ำหนักมากเกิน 100 กิโลกรัมแต่ไม่จัดอยู่ในขั้นอ้วนหรืออันตรายมาก และใช้ประเมินในผู้ที่กล้ามเนื้อลีบจากสูงอายุไม่ได้ สำหรับคนอ้วนที่ยังไม่มีอาการของโรคต่างๆ ถือเป็นโอกาสดีที่ท่านยังมีเวลาแก้ตัว รีบควบคุมสภาพของท่านให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้กับปกติให้มากที่สุดก่อนที่จะมีการแสดงอาการของโรคต่างๆเกิดขึ้น 

การรับประทานอาหารมากๆและไม่ถูกสุขลักษณะแล้วทำให้มีค่าดัชนีมวลกายสูงๆ จะทำให้ต้องมาเสียโอกาสต่างๆไม่ว่าจะเป็น การเข้าทำงาน การเสียบุคลิกภาพ  และต้องคอยจ่ายยาเพื่อรักษาอาการของโรคที่ตามมา  การลดการน้ำหนักที่มากเกินไปโดยการหันมาสนใจดูแลสุขภาพเราเอง จะทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายเหมือนการรักษา อีกทั้งยังได้สุขภาพที่สมบูรณ์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลายอีกด้วย  

สำหรับท่านที่มีเกณฑ์ดัชนีมวลกายต่ำกว่ามาตรฐาน คงต้องมาลองสำรวจหาความผิดปกติของระบบอาหารและการทานอาหารของเรา หรือการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เราเบื่ออาหาร ทานไม่ได้ หรือใช้พลังงานมากกว่าการได้รับสารอาหารเข้าไป การปล่อยสภาพร่างกายให้ผอมมากและนานเกินไปก็มีผลร้ายต่อร่างกายเราเช่นกัน ฉะนั้นจึงควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขที่ต้นเหตุ แล้วสุขภาพที่ดีและรูปร่างที่ดีก็จะกลับมาเป็นของคุณครับ

 

 

      

 

----------------------------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 220425
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1131
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (100)

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น   

กินอาหารเพิ่ม "คอลลาเจน"

พออายุมากขึ้น คอลลาเจนใต้ผิวหนังลดลง ผิวพรรณก็เริ่มเหี่ยวย่น โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่ปรากฏริ้วรอย ตีนกา อย่างชัดเจน ดังนั้นคนที่รักสวยรักงาม จึงพยายามสรรหาสารพัดวิธีเพื่อเพิ่มคอลลาเจนให้คงความเต่งตึงอยู่เสมอ
 
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ. สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า คอลลาเจนเปรียบเสมือนโครงกระดูกของผิว พออายุมากขึ้น คอลลาเจนมักจะหายไป  ทำให้เกิดริ้วรอย หรือตีนกาความจริงคนเราไม่จำเป็นต้องไปกินคอลลาเจนที่เป็นขวด หรือเป็นเม็ด  ซึ่งมีราคาแพงก็ได้ เพราะกินเข้าไปแล้ว ก็โดนน้ำย่อยทำการย่อย หลังจากนั้นก็จะถ่ายออกมากลายเป็นปัสสาวะที่แสนแพง น่าเสียดายเปล่า ๆ
 
วิธีป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจน  ง่าย ๆ คือ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ตัวการของความแก่

คนที่ไม่อยากแก่เร็วอย่ากินแป้งและน้ำตาลเยอะ หลีกเลี่ยงแสงยูวี เพราะจะทำให้คอลลาเจนรวน จับกันสะเปะสะปะ แทนที่จะยืดหยุ่นก็เป็นเสมือนยางที่เสื่อมสภาพ ทำให้เปราะและเหี่ยวง่าย ที่สำคัญควรรับประทานอาหารเติมคอลลาเจนให้กับร่างกาย  สำหรับอาหารที่มีคอลลาเจน เช่น
ปลาทะเลน้ำลึก  ปลาทู ปลากระเบน  กระดูกปลาฉลาม ซึ่งคอลลาเจนจะพบในกระดูกของปลา หรือ พบบริเวณตาปลา มีลักษณะเป็นเหมือนวุ้น ๆ ใส ๆ หรือจะเอากระดูกอ่อนไก่ และหมูมาต้มน้ำซุปก็จะได้คอลลาเจนเช่นกัน
 
จะเห็นได้ว่าเวลาต้มขาหมู หรือต้มกระดูกหมู ข้น ๆ พอทิ้งไว้นาน ๆ จะกลายเป็นวุ้น  นั่นแหละคือคอลลาเจน

วิธีสังเกตว่าอันไหนไขมันอันไหนคอลลาเจน คือ ไขมันมักจะลอยอยู่ข้างบน
ส่วนคอลลาเจนจะจมอยู่ข้างล่างเป็นวุ้นใส ๆ  ถ้ากลัว ไม่กล้ากินคอลลาเจนจากสัตว์ ก็ยังมีคอลลาเจนจากพืชผัก ผลไม้  เช่น  สาหร่ายทะเล เทา หรือเตา ซึ่งเป็นสาหร่ายน้ำจืด เห็ดทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเข็มทอง เห็ดหูหนู หัวบุก  ถั่วเหลือง  แตงกวา ขึ้น  ฉ่าย มะกอก ส้มโอ แก้วมังกร แอปเปิล แต่คอลลาเจนที่พบในพืชผัก ผลไม้ จะน้อยกว่าที่พบในสัตว์
 
ทั้งนี้คอลลาเจนที่ได้จากธรรมชาติจะสามารถดูดซึมได้ดี แต่ต้องมีวิตามินซีอยู่ด้วย ดังนั้นท่องจำไว้ให้ขึ้นใจว่า  ถ้าเรากินคอลลาเจนเข้าไปเพียว ๆ โดยไม่กินอาหารที่มีวิตามินซีตามเข้าไปด้วย

คอลลาเจนจะถูกน้ำย่อยสับ ๆๆๆ กลายเป็นกากออกมาหมด  ถ้ากินเข้าไป 100 อาจจะเหลือแค่ 10 เพราะฉะนั้นถ้ากินคอลลาเจนจากสัตว์ หรือจากอาหารเสริม ที่ไม่มีวิตามินซี ก็ควรกินวิตามินซีร่วมด้วย  เช่น กินผลไม้อย่าง ฝรั่ง หรือกินผักอย่างกระหล่ำปลีก็ได้ ส่วนผลไม้มีวิตามินซีอยู่แล้ว ก็จะช่วยดึงคอลลาเจนตัวมันเองเข้าไปด้วย

14 พฤติกรรม เสี่ยงมะเร็ง

ความน่ากลัวของ มะเร็ง คือ เป็นแล้วมักลาม หายแล้วเป็นใหม่ได้

ความน่ากลัวของ มะเร็ง คือ เป็นแล้วมักลาม หายแล้วเป็นใหม่ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยหลายคนจึงถูกมะเร็งคร่าชีวิตไปนับไม่ถ้วน แม้จะได้รับการเยียวยารักษาอย่างดีแล้วก็ตาม

สำหรับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งนั้น นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า มี 14 ประการ ดังต่อไปนี้

1.นอนดึก ทำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมา นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดโรคร้ายอื่น เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคอ้วน เพราะการนอนดึก มักจะหิวและต้องหาของขบเคี้ยวมากินแก้ปากว่างกัน

2.คึกสูบบุหรี่และขี้เหล้า ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ปอดและตับทำงานหนัก ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็วและตายไวได้จากโรคมะเร็ง

3.เอาแต่ไขมันเข้าปากและอยากแต่เนื้อแดง ไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็งที่จะใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่ มัน จะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบ ไม่เหลือเลือดอันสมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ตัวเราจึงผอมเอา ๆ ตรงข้ามกับมะเร็งกาฝากที่โตไว

4.แฝงด้วยเครียดจัด จนมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นเร็ว ราวกับน้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น

5.ไวรัสตับอักเสบบีและมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย ในคนที่ภูมิไม่ดี ไม่มีการออกกำลัง พักผ่อนน้อย โดยเฉพาะผู้อายุมากที่ภูมิต่ำก็จะได้มะเร็งแถมเข้ามาในชีวิตทันที ดังนั้นถ้าเคยมีประวัติไวรัสตับอักเสบบีแล้ว ก็ต้องพยายามเสริมภูมิต้านโรคไว้ให้รู้สึกอยู่เสมอว่าเรามีระเบิดเวลาในกายจะได้ไม่ประมาท

6.ปล่อยกายให้อ้วน สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย และไขมันตามตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย

7.ล้วนขาดวิตามิน ด้วยวิตามินทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไปก่อนที่จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา

8.กินของร้อนจัดไป เช่น ซดชาร้อน หรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกบ่อย เมื่ออักเสบเป็นอาจิณก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งง่ายขึ้น

9.ทำให้คอเลสเตอรอลลดต่ำ พบว่า ถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดี มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามาหา

10.ทำกลั้นปัสสาวะ น้ำปัสสาวะเป็นของเสียยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่เราก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้

11.ปะทะเค็มจัด พบว่า สิ่งมีชีวิตที่ทานอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะในอาหารจำพวก เนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย

12.ประวัติมะเร็งในครอบครัว มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้ แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าป้องกันไว้ดี ๆ แล้วบางทีก็ไม่เกิดขึ้นมา

13.ตัวตากแดดบ่อย แสงแดดเป็นรังสี ที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจจนเครื่องในรวนหมด เมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัว ได้ ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งกลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

14.ไม่ค่อยช่วยใคร ถ้าพูดให้ง่ายเข้า คือ เห็นแก่ตัวและไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้วเรามักไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเองนัก และเมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้วก็ไม่ค่อยเกิดความ อยาก อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอกร้อนใจ หรือถ้าไม่มีเวลาก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบก็ทำให้มี สารสุข หลั่งออกมาเสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้ว.

สวัสดีค่ะ

ขอบคุณมากๆเลยค่ะกับสาระดีๆแบบนี้ เพราะถูกเตือนให้ดูแลหุ่นให้ดูดีเสมอ แต่ตัวเองยังรู้สึกว่ายังผอมไปนิด (ลองคำนวณดูก็เป็นจริงๆค่ะ)ต้องขอขอบคุณเหลือเกินค่ะ จะได้ไปดูแลคนรอบข้างที่เรารักด้วยไงคะ

ครูแป๋ม

ความรู้เรื่องผ้าอนามัย คะ ถ้าใช้ไม่ดีมีสารเคมีเข้าจุดซ่อ­นเร้นได้นะ

*ผ้าอนามัย sanitary towel* (U.K) หรือ sanitary napkin (U.S) หมายถึง แผ่นซับใช้แล้วทิ้ง สำหรับสตรีใช้ซับเลือดประจำเดือน ทั้งนี้ไม่รวมถึง incontinence pads ซึ่งใช้โดยผู้หญิงที่มีปัญหาการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ ผ้าอนามัย ชนิดสอดไม่เป็นที่นิยมใช้ ส่วนผ้าอนามัยชนิดที่ใช้ภายนอกซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า maxi pad ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก เป็นแผ่นทำด้วยวัสดุที่มีคุณลักษณะซึมซับได้ดี หุ้มด้วยผ้าสำลี (quilted cotton) *Maxi pad แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

* 1. Ultra thin (ชนิดบาง) ซึ่งเป็นทีนิยมของวัยรุ่น 
   2. Maxi (ชนิดหนา) ดูดซับได้มากกว่า และแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ

  1. Regular (ปกติ) สำหรับการไหลของเลือดประจำเดือนปานกลาง   
  2. Super (พิเศษ) สำหรับการไหลของเลือดประจำเดือนมากกว่าปกติ และมีปัญหาทำให้เปรอะเปื้อนที่ด้านหน้าและ ด้านหลังของกางเกงใน 3. Overnight ออกแบบมาสำหรับดูดซับเลือดประจำเดือนที่ไหลรินออกมาขณะนอนหลับ Maxi ทั้ง 3 แบบ
โดยการใส่น้ำหอมในแผ่นผ้าอนามัยเพื่อดับกลิ่นเลือดประจำเดือนมีการใช้โลชั่นที่­มีส่วนผสมของ chitosan material ซึ่งมีขนาด particle มากกว่าประมาณ 250 ไมครอน ไม่เกิน ร้อยละ 1 ใส่ใน ผ้าอนามัยเพื่อต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์และลดกลิ่นแผ่นผ้าอนามัยใช้ได้นาน 6 ชั่วโมง บางครั้งอาจใช้ได้ 4-8 ชั่วโมง ขึ้นกับคุณภาพในการดูดซับและการไหลของเลือดประจำเดือน *ผ้าอนามัยที่ใช้แล้ว ให้ห่อด้วยกระดาษชำระ และทิ้งในถังขยะ อย่าทิ้งในโถส้วม*เพราะจะทำให้ส้วมอุดตัน *นอกเหนือจากแผ่นผ้าอนามัย ยังมีผลิตภัณฑ์เรียกว่า **pantiliners* หรือ

แผ่นอนามัย มีลักษณะเป็นแผ่นบางขนาดเล็กใช้ดูดซับของเหลว ที่ไหลออกมาทางช่องคลอดเป็นประจำทุกวัน หรืออาจใช้ในวันที่ประจำเดือนกำลังจะหมด หรือใช้เป็น backup (แผ่นกัน) สำหรับผู้ที่ใช้ผ้าอนามัยชนิดสอด แผ่นอนามัยช่วยให้สตรีรู้สึกสดชื่น และแห้งไม่ว่าจะเป็นวันใดในแต่ละเดือน*

ทุเรียน กินอย่างไรไม่อ้วน แถมเป็นยาถ่ายพยาธิชั้นยอด ทุเรียน กินอย่างไรไม่อ้วน เผยช่วยชำระล้างขยะในลำไส้ แถมเป็นยาถ่ายพยาธิชั้นยอด

        คงสงสัยกันสิว่า กินกันอย่างไรล่ะที่ไม่ให้อ้วน ตำราไทยบอกไว้ให้กินเป็นยาถ่ายพยาธิปฏิบัติไม่ยากเลย ง่ายๆ เพียงแค่ตื่นนอนตอนเช้าๆ ยามรุ่งอรุณ ก็ราวๆ ประมาณ 05.00 น. หลังจากล้างหน้า แปรงฟัน เรียบร้อย เริ่มกินทุเรียนได้ทันที กินพอประมาณ อาจสักครึ่งลูกย่อมๆ หรืออาจมาก

      -น้อยกว่านั้น ตามน้ำหนัก หรือความอ้วน ความผอม คือ อ้วนก็มากหน่อย ผอมก็น้อยลง ไม่ใช่กินเพื่ออิ่ม แต่กินเป็นยา แล้วดื่มน้ำอุ่นตามไปมากๆควรกินสองวันติดต่อกันและงดอาหารในทั้งสองเช้านั้น ความร้อนในสารกำมะถันธรรมชาติ และกากใย จากพูทุเรียน จะออกฤทธิ์ชำระล้างขยะในลำไส้ออกได้อย่างเกลี้ยงเกลา รวมทั้งเป็นยาถ่ายพยาธิต่างๆ อีกทั้งยังเป็นยาถ่ายในผู้ป่วยน้ำเหลืองเสีย ซึ่งมักเกิดแผลจากแมลงกัดอยู่เสมอทุเรียนให้ประโยชน์คณานับที่แพทย์แผนไทย มีอาทิเนื้อสีเหลือง

      - รสหวานร้อน ทำให้เกิดความร้อน แก้โรคผิวหนัง ทำให้ฝี

      -หนอง แห้ง เนื้อทุเรียนมีฤทธิ์ขับพยาธิเปลือกหนาม

      - รสเฝื่อน สับแช่ในน้ำปูนใสใช้ชะล้างแผลที่เกิดจากน้ำเหลืองเสี ย แผลพุพอง เผาทำถ่าน บดจนเป็นผง คลุกในน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา ลดความบวมพองจากคางทูม และเผาเอาควันไล่ยุงและแมลงใบทุเรียน

      - รสเย็นและเฝื่อน ใช้ต้มน้ำอาบแก้ไข้ แก้ดีซ่านและเป็นส่วนผสมในยาขับพยาธิรากจากต้น

      - ตัดเป็นข้อๆ ต้มให้เดือด ดื่มบรรเทาอาการไข้และรักษาอาการท้องร่วงนอกจากทุเรียนจะให้คุณอเนกอนันต์ตามสรรพคุณยาที่กล่าวมา ยังเป็นไม้ที่มีความเชื่อตามวัฒนธรรมประเพณีไทย ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยากระทั่งจนถึงปัจจุบัน คือ เป็นไม้มงคล ซึ่งตามตำราปลูกต้นไม้ตามอักษรนาม ประจำทิศว่าไว้..

       “ทิศที่ควรปลูกต้นไม้มงคล ทิศบูรพา ให้ปลูกไผ่ กุ่ม และมะพร้าว ทิศอาคเนย์ ให้ปลูกต้นยอและสารภี ทิศทักษิณ ให้ปลูกมะม่วง กับ มะพลับ ทิศหรดี ให้ปลูกชัยพฤกษ์ สะเดา ขนุน และพิกุล ทิศประจิม ปลูกต้นมะขาม จะช่วยป้องกันความถ่อย ถ้อยความและผีร้ายมิให้มากล้ำกรายอีกทั้งต้นมะขามเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลนาม ถือเป็นเคล็ดว่าจะทำให้มีแต่คนเกรงขาม ยำเกรง”

10 อาหารสุขภาพดีได้ไม่ยาก

1. สำรองผลไม้ในตู้เย็น ผักผลไม้ที่ควรสำรองในตู้เย็นอย่าให้ขาด ได้แก่ กะหล่ำปลี แครอท ส้ม แอปเปิ้ล ซึ่งนอกจากจะมีประโยชน์มากสำหรับสาว ๆ ที่กำลังไดเอตแล้ว การรับประทานผัก ผลไม้เป็นประจำ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

2. เหงือกดี ด้วยน้ำชายามเช้า องค์การอาหารและยาของสหรัฐและสวีเดน บอกว่า การบ้วนปากในช่วงเช้าด้วย น้ำชา จะช่วยลดแบคทีเรียในช่องปากได้ เนื่องจากสารโพลีฟีนอล จะช่วยยับยั้งการ เจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นต้นเหตุของฟันผุ ส่วนการดื่มชาหลังมื้ออาหารก็ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหงือกได้

3. ดื่มน้ำมากขึ้น การดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50 % เชียวล่ะ

4. เปลือยเท้า คลายเครียด การย่ำเท้าเปล่า ไปบนทรายนุ่ม ๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากการเดินเท้า เปล่า จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

5. รับแสงแดดอ่อน มีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่า ผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลย มีโอกาสที่จะเป็น มะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในเมืองที่มีแดด เนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์ วิตามินดีในร่างกาย แต่การโดนแดดจัดในช่วงบ่ายๆ ก็เป็นอันตรายเช่นกัน ควร รับแดดอ่อนๆ ในช่วงเย็นจะดีกว่า

6. หันมาทานขนมปังโฮลวีทกันเถอะ สำหรับมื้อว่างยามบ่าย แทนที่จะไปคว้าคุ๊กกี้หรือเค็กช็อกโกแลต ซึ่งเพียบด้วย แคลอรี่ เปลี่ยนมาทานขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่นรับรองว่า จะช่วยให้คุณรู้สึกมีกำลัง วังชาแล้ว ยังไม่อ้วนอีกด้วยล่ะ

7. สลัดปลาทูน่าเพิ่มความจำ ใครที่รู้ตัวว่า เริ่มจะหลง ๆ ลืม ๆ ลองหันมาทานสลัดปลาทูน่า หรืออาหารเมนูปลา รวมทั้งเพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี2 เช่น ไข่ นม ถั่วเหลือง นอกจากจะช่วยให้อารมณ์ดี แล้ว ยังช่วยเพิ่มพลังความจำให้กับสมองได้

8. เดินไว ๆ ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง คนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย แต่ยังห่วงใยสุขภาพของตัวเองอยู่ ลองใช้วิธีเดิน ให้ไวขี้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้า หรือหลังเลิกงาน เดินไปที่ป้ายรถเมล์ สักสามสี่ป้าย หรือเดินขึ้นลงบันไดให้ได้วันละ 20 นาที จะช่วยบริหารหลอดเลือด หัวใจให้แข็งแรง และยังทำให้หุ่มสลิมสมส่วนเป็นของแถม

9. เติมไขมันดี ๆ ให้ร่างกาย ไขมันนั้น ไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพระไขมันมีอยู่หลายชนิด ไขมันที่เป็นมหา มิตรกับร่างกายน่ะ หากร่างกายขาดแคลน อาจมีผลต่อการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จากน้ำ มันมะกอก น้ำมันถั่ว และไขมันโอเมก้า 3 จากปลา ซึ่งเป็นไขมันดี ๆ ที่ไม่เพียงให้ พลังงาน ทำให้มีเรี่ยวแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจอีกด้วย

10. Just Do Nothing ลองหยุดภารกินวุ่น ๆ สักสัปดาห์ละวัน หรือวันละ 1 ชั่วโมง ให้ปลอดจากเรื่องงาน และคนรอบข้าง ใช้เวลาอยู่คนเดียวตามลำพัง จะช่วยทำให้คุณรู้สึกสงบ เป็นเวลาที่ จะได้เรียนรู้วิธีหยุดพักใจ อาจจะฟังเพลงเงียบๆ คนเดียว หรืออาบน้ำอุ่นๆ แล้วอ่าน หนังสือเล่มโปรด ค่อยๆ จิบน้ำชาชมดอกไม้ เป็นการเติมความรื่นรมย์ด้านจิตใจทำ ให้คุณสดชื่น และมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ และยังห่างไกลจากโรคความรีบร้อนอัน หมายถึงโรคที่ทำให้คุณตื่นตัว และเร่งรีบ จนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง

สาเหตุที่คนเราสุขภาพไม่ดี

สาเหตุหลักมาจากการโภชนาการที่บกพร่องและระบบดูดซึม

อาหารของร่างกายทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารเข้าไปใช้ได้อย่างไม่เต็มที่

ถึงแม้จะเราจะทานอาหารปริมาณมากก็ตามแต่เนื่องจาก

ว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการตามที่ร่างกายเราต้องการ

ซึ่งส่วนใหญ่อาหารที่ทานนั้น

จะมีแต่แป้งและไขมันเป็นส่วนมาก เมื่อร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่ต้องการ

ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย

จะทำงานเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ไม่ว่าโรคอ้วน โรคผอม

ไม่แข็งแรง ปวดหัว เบาหวาน โรคหัวใจ

ไขมันในเส้นเลือด ความดัน และอื่น ๆ

เป็นผลมาจากการที่ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและถูกต้อง

อีกอย่างหนึ่งคือระบบดูดซึมที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจาก

ในลำไส้ของเราจะมีสิ่งสกปรกสะสมอยู่ตามผนังลำ

ไส้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบดูดซึมทำงานได้เพียง 30 - 50% เท่านั้น

หากเราทานอาหารเข้าไป 100%

ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เพียง50% เท่านั้น

ดังนั้นเราจะได้รับสารอาหารที่ไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการ อย่างแน่นอน

จึงเป็นผลให้ร่างกายไม่สามารถทำงานเต็มประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น

สาเหตุที่ทำให้คนเราอ้วน

สาเหตุหลักมาจากระบบเผาผลาญของร่างกายต่ำเกินไป และระบบดูดซึมอาหารของร่างกายทำงานอย่าง ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารเข้าไปใช้ได้อย่างไม่เต็มที่ ยกตัวอย่างเช่นอาหารจำพวกฟาสต์ฟูดที่เราทานเข้าไปนั้น ถึงแม้จะมีปริมาณมากก็ตามแต่มันก็ทำให้เราอิ่มตัวได้เพียงชั่วขณะ เนื่องจากว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นมีปริมาณมากก็จริงแต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการตามที่ร่างกายเราต้องการซึ่งส่วนใหญ่อาหารที่ทานนั้นจะมีแต่แป้งและไขมันเป็นส่วนมาก เมื่อร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่ต้องการ ร่างกายก็จะเรียกร้องให้เราทานอาหารเพิ่มขึ้นจนกว่าจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ อีกอย่างหนึ่งคือระบบดูดซึมที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากในลำไส้ของเราจะมีสิ่งสกปรกสะสมอยู่ตามผนังลำไส้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบดูดซึมทำงานได้เพียง 30 - 50% เท่านั้น หากเราทานอาหารเข้าไป 100% ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เพียง 50% เท่านั้น อีก 50% ที่เหลือจะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเนื่องจากคนที่น้ำหนักเกิน ระบบการขับถ่ายทำงานด้อยประสิทธิภาพอยู่แล้ว และหากเราต้องการให้ร่างกายได้รับเต็ม 100% เราต้องทานเป็น 200% จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเราน้ำหนักเกิน

สาเหตุที่ทำให้คนเรา ผอมเกินไป

สาเหตุหลักมาจากระบบเผาผลาญของร่างกายดีเกินไปแต่ระบบดูดซึมอาหารของร่างกายทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารเข้าไปใช้ได้อย่างไม่เต็มที่ และขับถ่ายออกหมด สารอาหารที่รับประทานเข้าไปนั้นอาจจะมีปริมาณมากก็จริงแต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการตามที่ร่างกายเราต้องการ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะทานอาหารมากขนาดไหนก็ตามแต่เมื่ออาหารเหล่านั้นไม่ใช่อาหารที่ร่างกายต้องการ และระบบเผาผลาญยังทำงานอย่างรวดเร็ว ร่างกายจึงไม่มีสารอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเราไม่สามารถทำให้ร่างกายอ้วนขึ้นมาได้ อีกอย่างหนึ่งคือระบบดูดซึมที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากในลำไส้ของเราจะมีสิ่งสกปรกสะสมอยู่ตามผนังลำไส้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบดูดซึมทำงานได้เพียง 30 - 50% เท่านั้นแต่ระบบขับขับถ่ายทำงานดี หากเราทานอาหารเข้าไป 100% ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เพียง 50% เท่านั้น ที่เหลือจะถูกขับถ่ายออกหมด

การมีสุขภาพที่ดีมิใช่การมีร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้น แต่ต้องมีสุขภาพจิตที่ดีมีความสุข มีความพอเพียง ประชาชนร่วมกันสร้างและมีครอบครัวที่มีความสุข สามารถทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้เป็นอย่างดี และต้องพัฒนาให้ประชาชนมีคุณธรรม เช่น มีความกตัญญู ซื่อสัตย์ สามัคคี มีความเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

การมีสุขภาพที่ดีมิใช่การมีร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้น แต่ต้องมีสุขภาพจิตที่ดีมีความสุข มีความพอเพียง ประชาชนร่วมกันสร้างและมีครอบครัวที่มีความสุข สามารถทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้เป็นอย่างดี และต้องพัฒนาให้ประชาชนมีคุณธรรม เช่น มีความกตัญญู ซื่อสัตย์ สามัคคี มีความเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

เมื่อวานเต้นเหนี่อยมากเลยแต่ก็ดีครับ ได้ออกกำลังกายกับเพื่อนๆๆสนุกดี

คนสายตาสั้น ควรสนใจวิตามินใดบ้าง

อย่าคิดว่าเมื่อสายตาสั้นแล้วก็จะต้องสั้นมากขึ้นเรื่อยๆ เสมอไป เนื่องจากว่าเซลล์ประสาทตานั้นจะไม่เสื่อมลงไปถ้าได้รับการบำรุงที่ดี โดยมากเราจะเคยได้รู้เพียงว่าคนที่รับ ประทานวิตามินเอเป็นประจำสม่ำเสมอจะมีดวงตาสวย สายตาดี เพราะวิตามินเอเกี่ยวข้องกับสายตาโดยตรงอยู่แล้ว แต่ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ค้นคว้าพบว่าวิตามินบี1 และวิตามินอีมีคุณสมบัติช่วยบำรุงเรื่องตาของคนเราได้เป็นอย่างดี การขาดวิตามินอีทำให้จอรับภาพของตาเสื่อม การขาดวิตามินบี1 ประสาทที่ทำหน้าที่นำภาพไปสู่สมองก็จะเกิดผิดปกติ มีผลทำให้ประสาทเสื่อม อาหารที่เป็นแหล่งวิตามินอี และ บี1 ที่ดี ได้แก่ ตับ นม ถั่วลิสง ถั่วต่างๆ ไข่แดง ข้าวซ้อมมือ เต้าหู้ เนื้อหมู งา กระเทียม และสาหร่าย

เลซิติน บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท

แหล่งอาหารที่มีเลซิติน ได้แก่ ตับ เนื้อวัว ไข่ เนยแข็ง ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลีเป็นต้น เลซิตินจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายในการบำรุงสมองอย่างดีเยี่ยมที่สุด นอกจากนั้นยังช่วยละลายไขมันในหลอดเลือด ช่วยบำรุงประสาท เพราะเลซิตินเป็นส่วนประกอบของแผ่น เนื้อเยื่อบางๆ ที่หุ้มรอบเส้นใยประสาทและยังเป็นตัวที่จำเป็นต้องการสร้างสารเคมีบางอย่างในระบบประสาท ผิวพรรณของคุณจะสดใส มีน้ำมีนวล ปราศจากรอยด่างดำ ริ้วรอยจุดกระต่างๆ รอยดำคล้ำรอบขอบตาจะหมดไป เลือดลมดี ไม่เหนื่อยง่าย อารมณ์แจ่มใส ก็ด้วยเลซิตินซึ่งมีอยู่มากเป็นพิเศษในถั่วเหลือง

น้ำผึ้งก็เป็นยาอายุวัฒนะ

สารอาหารสำคัญๆที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในน้ำผึ้งก็คือ โปรตีน วิตามินบี1 บี2 บี5 และบี12 ไบโอติน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส ซิลิคอน แคลเซียม โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส กำมะถัน โบรมีน และคลอรีน น้ำผึ้งมีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงร่างกายให้กระปรี้กระเปร่า แข็งแรง สดชื่น เพิ่มพลัง แก้เบื่ออาหาร บำรุงหัวใจ บำรุงข้อต่างๆ ช่วยให้นอนหลับสบาย น้ำผึ้งจัดเป็นอาหารเสริมที่ดีที่คุณควรสนใจ หมั่นรับประทานเป็นประจำทุกๆ สัปดาห์ก็จะช่วยบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพดีอย่างที่คุณพิสูจน์ได้

ตาสว่าง สมองโลดแล่น ด้วยสะระแหน่

ในอาหารจานยำหรือจานผัดที่มีสะระแหน่โรยมาด้วยนั้นคุณควรจะรับประทานมากๆ เพราะ สะระแหน่ใบเล็กๆ กลิ่นแรงๆ นี่แหละมีคุณค่าสารอาหารไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สะระแหน่มีเมนทอลและน้ำมันหอมระเหย จึงช่วยกระตุ้นปลายประสาทผิวหนัง ช่วยขับเหงื่อ ลดคลาย อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ แก้อาการเป็นหวัดคัดจมูก แก้ร้อนใน บำรุงสมองให้ปลอดโปร่งและช่วยให้ตาสว่าง คึกคักสดชื่น ไม่ง่วงซึม

เป็นสิวต้องใส่ใจสุขภาพทั้งหมด

คนส่วนใหญ่เมื่อเป็นสิวแล้วมักจะสนใจดูแลแก้ไขปัญหาสิวเฉพาะที่ผิวหน้าเท่านั้น ซึ่งความ จริงแล้วสาเหตุที่เกิดสิวมาจากการไม่ดูแลสุขภาพของตัวเองนั้นเอง ถ้าคุณมีพฤติกรรมใดต่อไปนี้ นั่นล่ะคือปัจจัยสำคัญที่นำสิวมาสู่ใบหน้าของคุณ อดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก รับประทานอาหารรสหวานจัดหรือมันจัด ติดกาแฟ ชา เหล้า เบียร์ น้ำอัดลม และบุหรี่ รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เช่น ของหมักดอง อาหารกระป๋อง รับประทานอาหารเร่งรีบ ไม่เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน ไม่ค่อยรับประทานผักสดๆ ผลไม้สดๆ จนถ่ายไม่เป็นเวลา หรือท้องผูก ดังนั้นหากคุณเลิกนิสัยดังกล่าวนี้แล้วรับประทานแต่ผักสด ผลไม้ อาหารรสไม่หวานจัด เลิกขนม ของ หวาน น้ำอัดลมต่างๆ การรักษาด้วยการล้างหน้าบ่อยๆ คุณจะได้ผลที่น่าพอใจแน่นอน

หลักการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เริ่มต้นด้วยวิธีการที่ง่ายๆและปริมาณน้อยๆตามขั้นตอน

• ควรออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกาย โดยกระทำอย่างต่อเนื่อง

• การออกกำลังกายควรประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ช่วงอบอุ่นร่างกาย ช่วงฝึกจริง และช่วงผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

• การออกกำลังกายควรคำนึงถึงสภาพของร่างกาย เหมาะสมกับเพศ และวัย

• ควรมีนิสัยและสวัสดินิสัยที่ดีในการออกกำลังกาย

• งดการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา สารกระตุ้นหรือสิ่งเสพติด

การพักผ่อนและนอนหลับ

การพักผ่อน (Rest) ก็คือ การพักระหว่างการทำงานหรือการเล่น การนอนหลับ (Sleep) ปกติ ผู้ใหญ่นอนประมาณ 8 ชั่วโมง เด็กทารกนอนประมาณ 20-22 ชั่วโมง เด็ก 4-12 ปี ต้องการนอนหลับ 10 ชั่วโมง วัยรุ่นนอนประมาณ 8-10 ชั่วโมง

  • น.ส.ปาริชาติ กันทะวงค์ เลขที่10 มฟาร์อีสเทอร์น
    IP: xxx.149.25.225
    เขียนเมื่อ 

สุขบัญญัติ 10 ประการ

1. ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด

2. รักษาฟันให้แข็งแรงและแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง

3. ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังขับถ่าย

4. กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตรายและหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด

5. งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนันและการสำส่อนทางเพศ

6. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น

7. ป้องกันอุบัติเหตุด้วยการไม่ประมาท

8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอและตรวจสุขภาพประจำปี

9. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ

10.มีสำนึกต่อส่วนรวมร่วมสร้างสังคม

เบาหวานระหว่างตั้งครรภ์

สิ่งที่รอคอยหลังจากแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็คือ การมีลูกไว้สืบสกุล หรือเป็นโซ่ทองคล้องใจของพ่อ-แม่ หรือบางครอบครัวที่มีความพร้อม แม้จะมีลูกคนหนึ่งแล้วก็ตาม ก็ยังอยากจะมีเพิ่มมากขึ้นอีกเป็น 2 หรือ 3 คน และสิ่งที่อยากเห็นก็คือลูกที่เกิดมาพร้อมกับสุขภาพที่สมบูรณ์ แข็งแรง และแม่ก็ต้องดูแลตนเองอย่างดีให้แข็งแรงตลอดระยะที่ตั้งครรภ์ แต่ก็พบว่าหลายคนมีภาวะแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งมีผลไปถึงลูกที่จะเกิดมา นั่นก็คือ “การเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์”

ความเปลี่ยนแปลงเมื่อตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ทุกคนมีความเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกาย จิตใจ และการกินอาหาร บางคนมีอาการแพ้ท้อง กินอาหารได้น้อย แต่บางคนไม่มีอาการแพ้ กลับกินได้มากขึ้นกว่าปกติ น้ำหนักตัวจึงเปลี่ยนแปลงไปตามการกินอาหารของแม่แต่ละคนด้วย ซึ่งพบว่าหญิงตั้งครรภ์บางคนมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประวัติเป็นเบาหวานมาก่อน ทั้งนี้เพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงสร้างฮอร์โมนหลายชนิด บางชนิดมีผลต้านการทำงานของอินซูลิน ตับอ่อนจึงทำงานหนักมากขึ้นในการผลิตอินซูลินให้เพียงพอกับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ และทำให้เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ คือ

- อายุ 25 ปีขึ้นไป

- มีภาวะอ้วน โดยดูจากดัชนีมวลกาย ถ้าดัชนีมวลกาย (BMI) ก่อนตั้งครรภ์ตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตรขึ้นไป (ดัชนีมวลกายคำนวณได้จากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง)

- บุคคลในครอบครัวหรือญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน

- มีประวัติการตั้งครรภ์และการคลอดที่ผิดปกติ เช่น แท้ง ตายตอนคลอด เคยคลอดบุตรโดยน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม หรือเคยตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ

ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวควรมีการตรวจร่างกายตั้งแต่ฝากครรภ์ครั้งแรก และตรวจอีกครั้งเมื่อครรภ์อายุ 24-28 สัปดาห์

ปัญหาระหว่างตั้งครรภ์เมื่อเป็นเบาหวาน

ถ้าตรวจพบว่าเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ควรพบแพทย์เพื่อรับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเกิดปัญหาตามมา คือ

- แม่เสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษ และเกิดภาวะแท้ง

- เกิดปัญหาในการคลอด ต้องผ่าตัดหรือคลอดก่อนกำหนดได้

- ลูกในครรภ์ตัวโต หลังคลอดเมื่อโตขึ้นอาจเป็นโรคอ้วน เบาหวาน หรือผิดปกติอื่นๆ ได้

- มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ลูกมีหัวใจโต ตัวเหลือง มีน้ำตาล แคลเซียม และแมกนีเซียมต่ำในระยะแรกคลอด

- แม่อาจเป็นเบาหวานได้หลังคลอด

อาหารระหว่างตั้งครรภ์

อาหารหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานและไม่เป็นเบาหวานไม่แตกต่างกัน เพียงแต่ผู้ที่เป็นเบาหวานต้องระวังปริมาณอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล เพราะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าสารอาหารตัวอื่นๆ จึงต้องควบคุมปริมาณที่กินเพื่อให้มีระดับน้ำตาลในเลือดใกล้เคียงกับหญิงตั้งครรภ์ทั่วไป หากควบคุมด้วยอาหารไม่ได้ผลอาจต้องได้รับอินซูลินควบคู่ไปด้วย

เนื่องจากการกินอาหารเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำหนักตัวของหญิงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นหรือลดลง จึงต้องดูแลการเพิ่มน้ำหนักด้วย โดยพิจารณาจากน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ ดังนี้

น้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์

น้ำหนักตัวที่ควรเพิ่ม

น้ำหนักต่ำกว่าปกติ (BMI น้อยกว่า 18 กก./ม.2)

13-16 กิโลกรัม

น้ำหนักตัวปกติ (BMI ระหว่าง 18-22.9 กก./ม.2)

10-14 กิโลกรัม

น้ำหนักตัวมากกว่าปกติ(BMI มากกว่า 25 กก./ม.2)

6-9 กิโลกรัม

โดยเฉลี่ยใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ควรเพิ่มน้ำหนักเพียง 1- 2.5 กิโลกรัม หลังจากนั้นควรเพิ่มประมาณ 0.25-0.5 กิโลกรัม/สัปดาห์

การกินอาหารควรยึดหลักโภชนบัญญัติ 9 ประการของกระทรวงสาธารณสุข โดยกินอาหารเป็นมื้อเล็กๆ วันละหลายมื้อ แบ่งเป็น 3 มื้อหลัก และมีอาหารว่างระหว่างมื้อ พลังงานและปริมาณอาหารมื้อเช้าน้อยกว่ามื้อเที่ยงและเย็น อาหารว่างควรมีพลังงานน้อยกว่าอาหารมื้อหลัก กินอาหารตรงเวลา ไม่งดมื้อใดมื้อหนึ่ง ถ้ามีน้ำตาลต่ำในตอนกลางคืนควรมีอาหารว่างก่อนนอน หรือถ้ามีน้ำตาลสูงหลังอาหารเช้าควรลดปริมาณอาหารในมื้อเช้า

พลังงานจากอาหารสำหรับหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 1,700-2,000 กิโลแคลอรี/วัน มีปริมาณดังนี้

ประเภทอาหาร (หน่วย)

ปริมาณอาหารต่อมื้อ

ทั้งวัน

เช้า

ว่าง

เที่ยง

ว่าง

เย็น

ก่อนนอน

ข้าว (ทัพพี)

9

2

-

3

1

3

-

ผัก (ทัพพี)

3

1

-

1

-

1

-

ผลไม้ (คำ)

30

-

10

10

-

10

-

เนื้อสัตว์ (ช้อนโต๊ะ)

7

2

-

3

-

3

-

นม (แก้ว)

2

-

1/2

-

1/2

-

1

ไขมัน (ช้อนชา)

6

2

-

2

-

2

-

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในระหว่างตั้งครรภ์คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด เครื่องดื่มที่มีรสหวาน หรืออาหารที่เติมน้ำตาล เช่น น้ำหวาน ขนมหวาน ลูกอม อาหารที่มีรสจัด เช่น เค็ม เผ็ด ถ้าต้องการปรุงรสหวานควรใช้น้ำตาลเทียม เช่น แอสปาร์เทม หรือซูคลาโลส แทน

ถ้ามีปัญหาน้ำตาลต่ำกว่า 60 มิลลิกรัม/ดล. ซึ่งอาจจะมาจากอาการแพ้ท้อง กินอาหารได้น้อย หรือกินอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้มีอาการใจสั่น มึนศีรษะ เหงื่อออก ให้แก้ไขโดยดื่มนม 1 แก้วหรือน้ำผลไม้ครึ่งแก้ว หรือผลไม้ 1 ผลขนาดกลาง หรืออมลูกอม 3-4 เม็ด

แม่ที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์และทีมงานดูแลผู้เป็นเบาหวาน ซึ่งประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทางด้านเบาหวาน พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวาน นักกำหนดอาหาร เภสัชกร และนักกายภาพบำบัด เพื่อรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนเอง โดยเฉพาะด้านการกินอาหาร รับคำแนะนำจากนักกำหนดอาหารถึงปริมาณอาหารที่ควรบริโภค เรียนรู้เรื่องอาหารแลกเปลี่ยน การนับคาร์โบไฮเดรต การอ่านฉลากโภชนาการเพื่อใช้ประกอบการเลือกอาหาร และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันความผิดปกติที่จะเกิดแก่ลูกน้อยในครรภ์ด้วย

คุณแม่หลังคลอดควรควบคุมน้ำหนักตัวด้วย เพราะพบว่าถ้าไม่ลดน้ำหนักและปล่อยให้มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึงร้อยละ 50 ในเวลาเพียง 10 ปี จึงควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดปีละครั้ง ดูแลเลือกกินอาหารที่เหมาะสม และออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจและนำสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเป็นเบาหวานและส่งเสริมสุขภาพของตนเองในระยะยาว

วิธีควบคุมน้ำหนักที่ใช้กันทั่วไป

การอดอาหารอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าน้ำหนักตัว จะลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะรับประทานได้แต่น้ำเปล่า อย่างเดียว ไม่มีแคลลอรี่เลย แม้ว่าจะปฏิบัติได้เพียง มื้อใดมื้อหนึ่งในแต่ละวัน (ไม่มีใครอดได้วันละ 3 มื้อหรอก เพราะจะตายซะก่อนแน่นอน) ซึ่งวิธีการนี้ .. "มีผลเสียต่อร่างกายอย่างยิ่ง" ระบบเกลือแร่ในร่างกาย สับสน ทำให้ร่างกายเป็นกรดมากเกินไป ไตทำงานได้น้อยลง และมีการคั่งค้างของของเสีย โดยเฉพาะกรดยูริคในร่างกาย และการอดอาหารนี้ จะนำมาซึ่งโรคกระเพาะอาหารด้วย ตลอดจนโรคทางเดินอาหารอื่นๆ ตามมาเป็นขบวน จึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้เด็ดขาด

การรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ แต่ยังได้สารอาหารครบถ้วน การรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ แต่ยังได้สารอาหารครบถ้วนทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ยกเว้นแต่ ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ที่ต้องควบคุมเป็นพิเศษ ให้ได้รับในปริมาณที่พอเพียงกับการใช้งานเท่านั้น หรือรับประทานให้น้อยกว่า ที่ร่างกายต้องการ เพื่อให้ร่างกาย นำเอา ไขมันที่สะสมไว้ออกมาใช้แทน ก็จะทำให้ลดน้ำหนักได้ เป็นอย่างดี แต่ที่สำคัญอาหารที่รับประทาน ต้องเน้นให้ได้สารอาหารอย่างครบถ้วน เป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดี

การรับประทานอาหารแบบ ไม่ได้ดุล เป็นการรับประทานอาหาร ที่เน้นหนัก สารอาหารบางหมู่ บางอย่าง ในแต่ละมื้อ เช่น บางมื้อทานแต่ผักอย่างเดียว บางมื้อก็ทานแต่เนื้อสัตว์อย่างเดียว หมุนเวียนไป แต่วิธีการนี้ ค่อนข้างเสี่ยง และต้องได้รับการดูแลจาก นักโภชนาการอย่างใกล้ชิด วิธีการนี้ เหมาะสำหรับวัตถุประสงค์ บางอย่าง และใช้เฉพาะบางครั้งบางเวลาเท่านั้น เช่น นักกีฬาชกมวย ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่ต้องการให้ได้ กล้ามเนื้อที่ทรงพลังมากที่สุด เพื่อการขึ้นชกมวย ฯลฯ .. ไม่แนะนำวิธีการนี้ สำหรับคนทั่วไป เพราะเสี่ยง ต่อการได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน

การใช้อาหารทดแทน ได้มีผู้ผลิตอาหารหลายชนิด เพื่อให้รับประทานทดแทน มื้ออาหารทั้งมื้อ หรือเพียงบางส่วนของมื้อ ไม่ว่าจะเป็น ชนิดชงกับน้ำดื่ม เป็นเม็ด แค็ปซูล หรือแม้แต่ เครื่องดื่มที่มีแคลอรี่ต่ำ ซึ่งเป็นที่นิยม กันมากในต่างประเทศ โดยหลักการแล้ว อาหารเหล่านี้ จะทำให้อิ่ม แต่มีแคลอรี่ต่ำ แต่ได้สารอาหารที่ครบถ้วน ตามที่ร่างกายต้องการ จึงมั่นใจได้ว่า ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน แต่ไม่ได้รับแคลอรี่มากเกินไป นับเป็นการควบคุมน้ำหนักที่สะดวกดี เหมาะกับยุคสมัย โดยเฉพาะกับชีวิตคนเมืองที่ต้องเร่งรีบ ไม่มีเวลามากมายนัก

การใช้ยา ยาก็คือยา ไม่ใช่อาหาร จุดประสงค์ของยา ก็คือเพื่อแก้ไขโรคภัยไข้เจ็บ ดังนั้น การจะรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ทุกวันๆ ย่อมไม่เป็นผลดีแน่ ถ้าหากยานั้นๆ มีผลข้างเคียง ดังนั้นการใช้ยา จึงต้องได้รับการสั่งหรือ อยู่ภายใต้การควบคุมจากแพทย์ เท่านั้น และเช่นเดียวกัน ควรใช้ยา เมื่อรู้สึกว่า ความอ้วนของเราอยู่ในข่าย เป็น "โรค" ชนิดหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นการใช้ยา จึงอยู่ในดุลยพินิจ ของท่านและแพทย์ที่ทำการรักษาท่าน ต้องพิจารณาให้ดี และถ่องแท้

การผ่าตัดเอาไขมันออก ไม่ได้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อลดน้ำหนักตัว แต่เพื่อลดไขมันเฉพาะที่ เช่น ผู้ที่อ้วนเฉพาะที่หน้าท้อง สะโพก กรามหรือคาง แต่การผ่าตัด มีข้อเสียที่สำคัญคือ ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัว เป็นการทรมานสังขาร พอสมควร และเสียค่าใช้จ่ายสูง แม้ปัจจุบันจะมีวิธีใหม่คือ ดูดไขมันแทนการผ่าตัด ก็ยังต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวบ้างเหมือนกัน และการดูดไขมัน สามารถแก้ไขได้เฉพาะไขมันเก่าที่สะสมไว้เท่านั้น ไม่ได้รับรองว่า จะไม่มีไขมันใหม่มาสะสมอีก ถ้าพฤติกรรมการรับประทาน ไม่ได้รับการแก้ไขด้วย

การผูกฟันบน-ล่างติดกัน เพื่อไม่ให้อ้าปากได้ จึงไม่สามารถรับประทาน อาหารแข็งได้ นอกจากของเหลวเท่านั้น ร่างกายจะได้รับแคลอรี่น้อยลง เป็นการลดน้ำหนักตัว ที่ค่อนข้างจะรุนแรง และฟังดูไม่น่าจะมีใครทำกัน ซึ่งก็คิดว่าคุณก็คงไม่ใช้วิธีนี้เช่นกัน

การตัดต่อลำไส้ใหม่ คือทำให้ลำไส้เล็ก ไม่สามารถดูดซึมอาหารได้ตามปกติ น้ำหนักจะลดลงไป เพราะดูดซับสารอาหารได้น้อย แต่วิธีนี้ก็อันตรายมาก และอาจมีผลเสียในระยะยาว ยกเว้นเป็นการวินิจฉัยของ แพทย์ ที่จะพิจารณาทำให้เป็นรายๆ ไป

การตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วน ทำให้ทานแล้วอิ่มเร็ว รับประทานได้น้อย และทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ แต่ก็เช่นเดียวกับวิธีการตัดต่อลำไส้ คือมีอันตรายค่อนข้างมาก

การฝังเข็ม มีต้นกำเนิดในประเทศจีน ทำให้น้ำหนักลดลงได้ แต่ไม่สะดวกและผลที่ได้รับ ไม่ค่อยจะแน่นอนนัก

คุณประโยชน์ของ ผัก ผลไม้ และสมุนไพรบางอย่าง

ดอกเก๊กฮวย แก้ร้อนใน ดับพิษร้อนในตัว ลดความดันโลหิต ขยายหลอดเลือด บำบัดเส้นเลือดหัวใจตีบตัน และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

บีทรูท ลดความดันโลหิต ฟอกไต ช่วยขับปัสสาวะ

เสาวรส ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค และป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินสูงช่วยบำรุงสายตา ทำให้ร่างกาย แข็งแรง บำรุงกระดูก เพราะมีแคลเซียมสูง

แครอท อุดมไปด้วยวิตามินเอ และเกลือแร่ วิตามินเอเอาไว้ใช้ ช่วยบำรุง สายตา บำรุงผิวและเนื้อเยื่อ ช่วยยับยั้งความเสื่อมของ อวัยวะสำคัญของร่างกาย มีความเชื่อว่า แครอทช่วยรักษาโรคมะเร็ง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรค เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤษ์ อัมพาต ความดันโลหิตสูง ต้อกระจก และยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน เร่งการสร้างเซลล์ในแผลผ่าติด นอกจากนี้ ยังอุดมด้วยวิตามินบี วิตามินซี และแคลเซียมที่ดูด ซึมง่าย มีแพคติน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้ ช่วยลดโคเลสเตอรอล วิตามินและเกลือแร่ที่มีอยู่ มีบทบาทสำคัญ ในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

สตรอเบอรี่ บลูเบอรี่ ราสพ์เบอรี่ มีวิตามินซี แมกนีเซียม โปเทสเซียมสูง ช่วยเพิ่มช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยต้านอนุมูลอสิระ ป้องกันโรคต่างๆ ช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า

มะเขือเทศ อุดมด้วยวิตามินซี และอี มีสารไลโคทีน ช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด

แตงกวาญี่ปุ่น มีวิตามินซีและเคสูง

รากบัว รสสุขุม เย็น มีสรรพคุณ ในการดับพิษร้อนแก้กระหาย ช่วยให้เลือดเย็น บำรุงม้าม หัวใจ ช่วยเจริญอาหาร

โหล่วกิง รสเย็นสุขุม ช่วยดับพิษร้อนในปอด และกระเพาะอาหาร แก้กระหาย ช่วยให้ชุ่มคอ เทียงฮวยฮุ่ง รสสุขุม เย็น ขมเล็กน้อย มีสรรพคุณดับพิษร้อน แก้กระหาย

แซตี่ รากของแซ่ตี่ มีสรรพคุณแก้ร้อนใน บำรุงเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น บำรุงสายตา

ฟ้าทะลายโจร รสขม มีสรรพคุณ แก้ไข แก้หวัด แก้ต่อมทอมซิลอักเสบ ปอดอักเสบ แก้บิด ท้องเดิน

แต่ไม่ควรกินติดต่อกันนานๆ เพราะจะทำลายจุลชีพ ที่มีประโยชน์ในกระเพาะอาหาร สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ และเป็นโรคหัวใจไม่ควรกิน

ใบบัวบก รสขมซ่า กลิ่นหอม สรรพคุณแก้ร้อนใน ช่วยให้ลมเดินสะดวก ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด

ดอกงิ้ว ดอกแห้ง ใช้ทำยาระงับปวด แก้พิษไข้

ใบเพกา มีสรรพคุณ แก้ปวดข้อ แก้ปวดท้อง ช่วยให้เจริญอาหาร

ชะเอมไทย มีรสหวาน แก้โรคในลำคอ แก้ลม แก้เลือดออกตามไรฟัน บำรุงธาตุ ขับเสมหะ

ชะเอมเทศ ส่วนที่นำมาใช้ เป็นยาสมุนไพร คือ ส่วนราก มีรสหวาน ชุ่มคอ แก้ไอ ขับเสมหะ

อบเชยเทศ รสเผ็ดหวาน มีกลิ่นหอม แก้อ่อนเพลีย ขับลม แก้ไข้สันนิบาต แก้อัมพฤกษ์ (ไข้สันนิบาต เป็นไข้ที่เกิดจากโทษสามชนิดหรือตรีโทษทำให้กระหายน้ำ ร้อนใน เหงื่อออกมาก ง่วงนอน เจ็บในอก ลมอัมพฤกษ์ เกิดจากเอ็นกำเริบ จะปวดเมื่อยทุกข้อกระดูก

รางจืด รากและเถากินเป็นยารักษาอาการร้อนใน กระหายน้ำ และดับพิษทั้งปวง

ลูกใต้ใบ ใบอ่อน แก้ไอสำหรับเด็กลดไข้ ขับปัสสาวะ และลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย คัน แก้ไข้ทุกชนิด รักษาริดสีดวงทวาร กามโรค ปวดท้อง ดีซ่าน ท้องเสียง และบิด

หนุมานประสานกาย แก้หวัด แพ้อากาศ หืด หอบ ไอเรื้อรัง ช้ำใน

สระระแหน่ มีรสเผ็ด เย็น เมื่อรับประทานแล้วจะช่วยขับเหงื่อ ลดความร้อน ขับเลือดที่คั่งค้างในร่างกาย ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฤดูหนาว ผู้เฒ่าหรือคนอ่อนแอ อาจมีอาการไข้หวัด สามารถใช้ใบสระระแหน่ ต้มเป็นน้ำชาดื่ม เพื่อช่วยทำให้เหงื่อออก ระบายความร้อนได้ดี

มะตูม ผลมะตูมอ่อน บำรุงธาตุ เจริญอาหาร และช่วยขับและผายลม ผลมะตูมสุก รสหวาด แก้ลม แก้เสมหะ แก้มูกเลือด บำรุงไฟธาตุ แก้กระหายน้ำ ขับลม

ตะลิงปลิง รสเปรี้ยวจัด ช่วยเจริญอาหาร เลือดออกตามไรฟัน มีวิตามินซีสูง

กระเจี๊ยบแดง บำรุงธาติ ขับปัสสาวะ บำรุงกำลัง แก้ดีพิการ

ดอกอัญชัน มีเบต้าแคโรทีนสูง เป็นตัวแอติออกซิแดนท์ ช่วยต่อต้าน สารก่อให้เกิดมะเร็ง

ฝรั่ง ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ชะลอการลุกลามของมะเร็ง ช่วยทำให้แผลหายเร็ว ช่วยกระตุ้น การทำงานของเม็ดเลือดขาว และสร้างภูมิคุ้มกัน จึงสามารถป้องกันการเป็นหวัดได้

มะขาม มีวิตามินเอและซี นอกจากนั้น ยังมีวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ช่วยแก้อาการท้องผูก เป็นยาระบายแก้ไอขับเสมหะ

มะนาว มีวิตามินซีสูง มีทั้งวิตามิน บี 1 บี 2 และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ช่วยป้องกันหวัด ขับเสมหะ แก้ไอ แก้เจ็บคอ ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ในน้ำมะนาว มีสารไบโอฟลาโวนอยด์สูง จึงช่วยป้องกันอันตราย จากสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจ และโรคมะเร็ง

กลิ่นปาก

กลิ่นปากหรือปากเหม็น หรือลมหายใจไม่สะอาด หากเกิดขึ้นกับใครก็ทำให้ขาดความมั่นใจ จะปรึกษาใครก็รู้สึกเป็นสิ่งน่าอาย บทความนี้อาจจะช่วยให้ท่านลดกลิ่นปาก ตำแหน่งที่เกิดกลิ่นปากมากที่สุดคือลิ้นเนื่องจากผิวลิ้นหยาบ ดังนั้นหากเกิดกลิ่นปากลองทำความสะอาดลิ้นก่อนเป็นอันดับแรก

กลไกการเกิดกลิ่นปาก

เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปากตายทำให้เกิดสาร sulfur ออกมาจึงเกิดกลิ่น

แบคทีเรียสลายอาหารที่อยู่ในปาก

น้ำลายลดลงทำให้เชื้อแบคทีเรีย หรืออาหารไม่ถูกชะล้าง

สาเหตุ

การไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร ทำให้แบคทีเรียไม่ถูกชะล้างจึงเกิดกลิ่นปาก

โรคฟัน เช่นฟันผุ สุขลักษณะช่องปากไม่ดี มีการขังของเศษอาหารในช่องปาก

กลิ่นจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เช่นกาแฟ สุรา หอมใหญ่ กระเทียม พริก บุหรี่

หายใจทางปากเนื่องจากเป็นหวัด

โรคระบบทางเดินหายใจ เช่นผีในปอด ไซนัสอักเสบ คออักเสบ เป็นต้น

โรคบางชนิดเช่น โรคไต โรคตับ

การทดสอบกลิ่นปาก

ล้างข้อมือด้วยสบู่ให้สะอาดแล้วล้างน้ำจนสะอาด ใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง เลีย 4 ครั้งหลังจากนั้น 30 นาทีให้ดมว่ามีกลิ่นหรือไม่

การดูแลรักษา

ให้รับประทานอาหารครบ 3 มื้อทุกวัน

ให้ดื่มน้ำมะนาวซึ่งจะเพิ่มปริมาณน้ำลาย

ให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว

เคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอมระหว่างมืออาหาร

แปรงฟันหลังอาหารทุกครั้ง และให้แปรงลิ้น

ใช้ Dental flossing

หากแปรงเสียให้เปลี่ยนแปรง

ถ้าอาการไม่ดีภายหลังจากได้ปฏิบัติแล้ว 10 วันให้ปรึกษาทันต์แพทย์ หรือแพทย์ของท่าน

กลิ่นปากในเด็ก

ท่านผู้ปกครองหากเด็กมีกลิ่นปากไม่หาย ท่านไม่ต้องกังวลว่าจะเด็กจะมีโรคเหมือนผู้ใหญ่ เช่น โรคที่ศีรษะ คอ และกระเพาะอาหารเพราะว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของกลิ่นปากเกิดจากในปาก สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่

สุขอนามัยไม่ดี มีเศษอาหารและเชื้อแบคทีเรียเหลือตามซอกฟัน เด็กมักจะมีกลิ่นมากมากในตอนเช้า หากเป็นมากจะมีตอนสาย

ฟันผุ บางรายเด็กไม่มีอาการปวดฟันแต่มีฟันผุ

ไซนัสอักเสบทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังสามารถทำให้เกิดกลิ่นปากได้ นอกจากกลิ่นปากเด็กโดยมากจะเกิดอาการ น้ำมูกไหล ไอกลางคืน

คออักเสบ เด็กจะมีไข้เจ็บคอ และมีกลิ่นปาก

ภูมิแพ้ทำให้มีเสมหะไหลไปที่คอทำให้เกิดกลิ่นปาก

คำแนะนำ

อย่าทำให้เด็กขาดความมั่นใจ ควรใช้โอกาสนี้สอนเด็กแปรงฟัน และล้างปาก

เลือกแปรงที่มีขนาดเหมาะกับปากและมีขนอ่อนนุ่มพอควรพร้อมยาสีฟัน ยาสีฟันควรมีสาร fluoride

ควรแปรงฟันพร้อมเด็ก ให้เด็กแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง

สอนเด็กใช้ Dental flossing

หากเห็นเศษอาหารติดที่คอก็ให้เด็กกรวกคอบ้วนปาก

ให้ตรวจฟันทุกปี

วัดความหนักเบาการออกกำลังกายด้วยการเต้นของหัวใจ

ก่อนอื่น คงต้องบอกถึงความสำคัญของการวัดการเต้นของหัวใจว่า เป็นวิธีหนึ่งของการวัดความเข้มข้นของการออกกำลังกายว่าที่ทำอยู่ หนักเบามากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เราบาดเจ็บ หรือเหน็ดเหนื่อย จนถึงกับจะพาลจะเลิกออกกำลังกายไปเลย

การเต้นของหัวใจเป็นเครื่องมือสำคัญที่วัดว่าหัวใจของเรามีการสนองตอบกับการออกกำลังกายมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราสนใจวัดในขณะที่เราออกกำลังกาย จะทำให้เราสามารถออกกำลังกายในความเข้มข้นที่เหมาะสม

อัตราการเต้นของหัวใจ วัดด้วยอัตราการเต้นต่อครั้งต่อนาที โดยทั่วไปแล้ว จำนวนครั้งที่เต้นมากเท่าไร ก็หมายถึงมีความเข้มข้นของการออกกำลังกายมากเท่านั้น หากคุณออกกำลังกายไปนานๆ เมื่อระดับความฟิตของคุณสูงขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจของคุณจะลดลง

เดี่ยวนี้ เครื่องออกกำลังกายในฟิตเนส จะต้องมีเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือหากคุณออกกำลังกายนอกฟิตเนส คุณหก็สามารถหาซื้อเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ หรือจะอาศัยการจับชีพจร แล้ววัดดูสิว่าใน 10 นาที ชีพจรเต้นกี่ที จากนั้นเอา 6 คูณเข้าไป เราก็จะได้อัตราการเต้นของหัวใจของเราแล้ว

อัตราการเต้นของหัวใจ สามารถแบ่งออกได้ตามช่วงเวลาที่เราวัดได้ดังนี้

(1) Resting heart rate (RHR) - เป็นอัตราการเต้นของหัวใจขณะที่คุณพัก ไม่ว่าจะเป็นตอนที่คุณตื่นขึ้นมาตอนเช้า หรือ ตอนที่คุณสบายๆในช่วงระหว่างวัน อัตราการเต้นขณะพักของผู้ชาย ควรอยู่ประมาณ 60-80 ครั้งต่อนาที ขณะที่ผู้หญิงอยู่ที่ 70-90 ครั้งต่อนาที พวกที่ไม่ดูแลสุขภาพ อัตราการเต้นของหัวใจอาจจะเกิน 100 ครั้งต่อนาที

อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก บ่งบอกถึงระดับความฟิตของคุณได้ พวกนักกีฬาที่ออกกำลังกายสม่ำเสมออาจจะมีอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักที่ 40-50 ครั้งต่อนาที นอกจากนี้ หากคุณมีอัตราการเต้นของหัวใจค่อนข้างสูง อาจจะหมายถึงสัญญาณเตือนของจะออกกำลังหนักเกินไปจนเกิดปัญหา Over Training ก็หมายถึงเวลาที่คุณจะพักในการออกกำลังกายในวันนั้น หรือจะออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย จนกว่าอัตราการการเต้นจะกลับเข้ามาที่รพดับปกติ

(2) Maximum heart rate (MHR) - คืออัตราการเต้นสูงสุดที่ร่างกายของคุณจะรับได้ ซึ่งสามารถคำนวณโดย นำอายุของคุณหักออกจาก 220 เช่น หากคุณอายุประมาณ 40 ปี อัตราการเต้นสูงสุดของคุณจะอยู่ที่ 220-40 คือ 180 ครั้งต่อนาที

(3) Training Heart Rate (THR) - ตามหลักแล้ว คุณควรจะออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นที่สูงเพียงพอให้เกิดผลจากการฝึกที่เพียงพอ (a sufficient training effect) แต่จะต้องไม่หนักเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ ดังนั้น คุณควรจะออกกำลังกายในระดับที่ทำให้อัตราการเต้นของคุณอยู่ในช่วง THR

ปัญหาคือเราจะหา THR อย่างไร

American College of Sports Medicine (ACSM) แนะนำว่า ระดับต่ำสุดของ THR น่าจะอยู่ที่ 60% ของ MHR แต่ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายๆคนแนะนำว่า ควรจะออกกกำลังกายให้อัตราการเต้นของหัวใจของคุณอยู่ที่ประมาณ 70-80% ของ MHR หากคุณออกกำลังกายเกินค่านี้ จะเป็นช่วงเปลี่ยนการออกกำลังกายของคุณจาก Aerobic Exercise เป็น Anaerobic Exercise ซึ่งหัวใจของคุณไม่สามารถนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายตามความต้องการได้ทัน ซึ่งคุณจะออกกำลังกายได้ไม่นาน และจะเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบาดเจ็บสูง และไม่เกิดผลดีต่อความฟิตของร่างกายเท่าไร

อย่างไรก็ตาม คนที่พึ่งเริ่มการออกกำลังกาย การกำหนดอัตรากรเต้นที่ 70-80% ของ MHR อาจจะรวดเร็วจนเกินไป ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย เราควรจะออกกำลังกายให้อัตราการเต้นของหัวใจเราอยู่ในช่วง 60-80% ของ MHR

(คำนวณหา THR ของคุณ ได้ที่ http://www.siamfitness.com/THR1.html)

(4) Recovery heart rate - เมื่อเราออกกำลังกายแล้ว เราจะต้องมีการ cool-down เหมือนเป็นการผ่อนเครื่อง ให้ร่างกายค่อยๆลดระดับอัตราการเต้นของหัวใจลง ซึ่งควรจะลดลงมาระดับที่สูงกว่าอัตราการเต้นของหัวใจก่อนพัก ประมาณ 20 ครั้ง หาก recovery heart rate ของคุณลดลงช้า อาจจะหมายความว่า เราอาจจะออกกำลังกายหนักเกินไปหรือไม่ก็ cool-down ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง

การรักษาน้ำหนัก

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปจะใช้เป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต เช่นใช้หล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ใช้ในการเดิน การหายใจ การทำงาน แต่ถ้าหากเรารับประทานอาหารที่มีพลังงานมากกว่าที่เราใช้ส่วนเกินของพลังงาน จะสะสมในรูปไขมันผลทำให้น้ำหนักท่านเพิ่ม

ท่านผู้อ่านควรที่จะรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติคือดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 20-20 กก./ตารางเมตร หากต่ำกว่านี้ร่างกายอาจจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หากมากกว่านี้อาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆเช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง

โรคอ้วนทำให้เกิดโรคอะไร

คนอ้วนมักจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรค ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้นโรคอ้วนยังเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด

การลดน้ำหนัก

วิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือการลดพลังงานจากอาหาร และการออกกำลังกายหรืออาจจะทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน

ลดพลังงานจากอาหาร

รับประทานอาหารพวกผักผลไม้ให้มาก ไม่ปรุงอาหารด้วยไขมัน

ลดอาหารไขมัน เช่นอาหารทอด ผัด เช่นปาท่องโก๋ กล้วยทอด ไก่ทอด ฟิซซ่า โรตี กะทิ

ดื่มนมพร่องมันเนย งดเนย

ลดการบริโภคน้ำตาล ของหวาน

ลดสุรา

การออกกำลังกาย

ใช้การเดินแทนการนั่งรถ

ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์

ไปเล่นกับลูก ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

1. ลดน้ำหนักได้ 5 ก.ก. ลดอัตราการเกิดข้อเสื่อมได้ 50%

2. การออกกำลังกายที่ดีคือไม่เหนื่อยจนเกินไป คือยังสามารถพูดคุยได้ปกติ ไม่หอบเหมือนหมา

3. การวิ่งควรวิ่งให้เร็วสม่ำเสมอ ประมาณ 20 นาที จะกระตุ้นให้หลั่งสาร endorphin ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้าต้องการลดน้ำหนักให้วิ่งเกิน 20 นาทีได้

4. การวิ่งช้าสลับเร็ว จะทำให้ร่างกายหลั่ง adrenaline ซึ่งทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบตัน ถือว่าไม่ดี

5. การออกกำลังกายแบบ แอนแอโรบิค คือเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ใช้ อ๊อกซิเจน เป็นส่วนประกอบในการสร้างพลังงาน ซึ่งดีตรงที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แต่จะไม่มีผลต่อปอด หัวใจ หรือเส้นเลือด หรือสุขภาพโดยทั่วไป เช่น การตีเทนนิส วิ่งระยะสั้น 100 เมตร ซึ่งไม่ได้ช่วยเพิ่มสมรรถภาพของหัวใจ และหลอดเลือดเลย

6. การออกกำลังกายควรทำหลังจากทานอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง เนื่องจาก อาหารถูกย่อยและดูดซึมเข้าไปในเลือดเต็มที่แล้ว

7. เครื่องเล่นคาดิโอเช่น ลู่วิ่ง ไม่ทำให้ข้อ บาดเจ็บ พวกเครื่องช่วยยกน้ำหนักทำให้ข้อบาดเจ็บได้เล็กน้อย

8. ยกดัมเบล บาร์ แบบไม่มีเครื่องช่วย ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บของข้อต่อและกล้ามเนื้อได้ง่าย ข้อดีคือทำให้กล้ามเนื้อสมบูรณ์ ได้เร็วกว่าการยกน้ำหนักแบบมีเครื่องช่วย

9. การยกน้ำหนักเป็นการเพิ่ม สมรรถภาพของกล้ามเนื้อ เพื่อให้เล่นกีฬาได้ดีขึ้น แต่ถือว่าเป็นการออกกำลังกายโดยไม่ใช้ออกซิเจน จึงไม่เป็นการช่วยการทำงานของหัวใจ

10. การยกน้ำหนักเพื่อให้กล้ามเนื้อใหญ่ ให้ยก 70-80% ของน้ำหนักที่ยกได้เต็มที่ ยกครั้งละ 3 5 เซ็ท เซ็ทละ 5 8 ครั้ง การยกน้ำหนักเพื่อให้กล้ามเนื้อคงทน ให้ยก 40 70% ของน้ำหนักที่ยกได้เต็มที่ ยกครั้งละ 3 5 เซ็ท เซ็ทละ 10 15 ครั้ง

11. ผู้ที่ออกกำลังกายจนเป็นอาจิณแล้ว ดังนักกีฬา ครูฝึกหล่อล่ำในฟิตเนส จะมีอัตราการเต้นของหัวใจปกติ Resting Heart Rate อยู่ที่ 65 ครั้งต่อนาทีครับ

ปัญหาใหญ่สำหรับสาวๆสมันใหม่อย่างไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่จริงในเรื่องของความอ้วน อวบ เป็นสาวเจ้าเนื้อ วันนี้++[[Dek-DuE]]++มีเรื่องดีๆกี่ยวกับการลดน้ำหนักมาให้ด้วย

1.กินผักเยอะๆ กินเนื้อปลา น้ำมันปลาอาหารเสริมประเภทโอเมก้า3 เพราะไขมันสีน้ำตาลร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีแต่ไขมันสีขาว ที่เรารับประทานทั่วไปจะถูกเก็บสะมไว้ใต้ชั้นผิวหนัง

2.ดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยๆวันละ3ลิตร สามารถช่วยสลายเซลลูไลต์บริเวณต้นขาได้ ตอนเช้าๆก่อนแปรงฟัน ลองดื่มน้ำก่อน2แก้วให้แบคทีเรียในปากลงไปในท้องเพื่อช่วยในการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ถ่ายอย่างน้อยๆวันละครั้งอย่าให้ท้องผูก เพราะอาการท้องผูกนั่นแหละทำให้เราอ้วนได้

3.ออกกำลังการซะบ้าง อย่างน้อยๆ2-3ครังต่อสัปดาห์นะ ครั้งละ30นาที หรือไม่ลองฝึกการหายใจด้วยง่ายๆด้วยการประสานมือเข้าด้วยกันแล้วยืดขึ้นเหนือศรีษะกลั่นหายใจ 5 วินาที แล้วค่อยๆลดแขนลง ทำอย่างน้20ครั้งทุกเช้า ช่วยคลายเครียดได้ด้วยจ้า

4.พักผ่อนเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 6 - 8 ช.ม. มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็แย่นะจ๊ะ การเข้านอนเร็วน่ะดีนะ ถ้าเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม ร่างกายจะหลั่งGrowth Hormone มาช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหลอ พร้อมทั้งยังมาเสิมสร้างคอลลาเจนให้ด้วย

* * * วิธีง่ายๆไม่เสี่ยงกับอันตราย ลองดูละกันนะ เด๋วถ้ามีเรื่องดีๆใหม่แล้วจะมาบอกนะจ๊ะ* * *

ขอให้สาวๆทุกคนที่ตั้งใจ ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามที่คาดหวังนะจ๊ะ

  • นางสาวไพลิน จ้นทร์ทะวงศ์ เลขที่25 ภาคพิเศษจันทร์ - ศุกร์ cmru.
    IP: xxx.173.224.19
    เขียนเมื่อ 

การออกกำลังกายและการดื่มสุรา

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเดนมาร์ก เปิดเผยผลการศึกษาว่า การดื่มแอลกอฮอล์และการออกกำลังกายให้ผลดีต่อสุขภาพ หากปฏิบัติอย่างเหมาะสมไปพร้อม ๆ กัน

แต่อย่าเข้าใจผิดหรือตีความเอาแต่ได้ประสาสิงห์สุรา เนื่องจากข้อดีนั้นไม่ได้ หมายถึง มาไปออกกำลังกายไป เพราะถ้าทำอย่างนั้นมันคือหนทางสู่หายนะชัด ๆ ทว่าการดื่มกับการออกกำลังกายจะเกิดประโยชน์ เมื่อดื่มในปริมาณเล็กน้อยถึงปานกลาง เพื่อสังสรรค์หรือเข้าสังคม ส่วนการออกกำลังกายก็ควรปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

นอกจากงานวิจัยล่าสุดจากเดนมาร์ก ก่อนหน้านี้มีการศึกษาพบว่า การดื่มในปริมาณน้อยถึงปานกลาง มีส่วนเกี่ยวพันกับการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ และงานวิจัยบางชิ้นยังพบด้วยว่า การดื่มในปริมาณที่เหมาะสม สามารถลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งบางชนิดด้วย เช่นเดียวกับที่พบว่าผู้ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็มีอัตราความเสี่ยงของโรคดังกล่าวลดลง

ดังนั้นเมื่อเอาสองเรื่องนี้ (ดื่มพอประมาณและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ) มารวมกัน ก็ยิ่งให้ผลที่เอื้อต่อกัน นั่นคือทำให้อัตราเสี่ยงของโรคหัวใจลดต่ำลงกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว

แต่ถึงที่สุดของที่สุด ข้อดีและคุณประโยชน์ที่กล่าวมา ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ดื่มแต่น้อยพอเป็นกระษัย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น หากดื่มหนัก หรือเมาหัวราน้ำ หรือออกกำลังกายแบบเหยาะ ๆ แหยะ ๆ ทำบ้างไม่ทำบ้าง นอกจากไม่เกิดประโยชน์ยังมีสิทธิ์เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย ๆ

สาระแหน่

ชื่อวิทยาศาสตร์ Mental cordifolia Opiz.

วงศ์ Labiatae

ชื่ออื่น/ชื่อท้องถิ่น สะระแหน่สวน (ภาคกลาง) มักเงาะ สะแน่ (ภาคใต้) หอมด่วน หอมเตือน (ภาคเหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

สะระแหน่เป็นพืชล้มลุกที่เลื้อยปกคลุมดิน มีลำต้นขนาดเล็กแตกกิ่งก้านสาขามากมาย ใบเป็นรูปไข่หรือรูปวงรีเห็นเส้นใยชัดเจน ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ก้านใบสั้น ทั้งใบและลำต้นมีกลิ่นหอม

แหล่งที่พบ

พบได้ทั่วไปตามบ้าน เพราะนิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว

สารสำคัญที่พบ

ทั้งใบและลำต้นมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วยสารเมนทอล (Menthol) ไลโมนีน (Limonene) นีโอเมนทอล (Neomenthol) เป็นต้น

สรรพคุณ

สะระแหน่ มีฤทธิ์เย็นรสเผ็ด น้ำมันสาระแหน่ช่วยขจัดลมร้อน ใช้เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ ขับลม ขับเหงื่อ รักษาอาการหวัดลมร้อน ใช้ผสมยาหรือยาอมเพื่อให้เย็นชุ่มคอ

1. รักษาอาการปวดศรีษะ ปวดฟัน เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น โดยดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่ 5 กรัม กับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง

2. รักษาอาการบิดท้องร่วง อุจจาระเป็นเลือด โดยนำใบสะระแหน่ต้มดื่มแต่น้ำ

3. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย โดยตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด พอกบริเวณที่โดนกัด

4. ช่วยห้ามเลือดกำเดาได้ โดยใช้สำลีชุบน้ำที่คั้นจากใบสะระแหน่ หยอดที่รูจมูก

5. รักษาอาการปวดหู โดยนำน้ำคั้นจากใบสะระแหน่หยอดหู จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี

6. รักษาอาการหน้ามือตาลาย โดยรับประทานน้ำต้มใบสะระแหน่และขิงสด

ส่วนที่ใช้ประกอบอาหาร

ใบสดและลำต้น

วิธีใช้ประกอบอาหาร

ใบสะระแหน่ใช้ลดกลิ่นคาวของอาหารจำพวกพร่า ยำ และลาบ ใช้แต่งกลิ่นเครื่องดื่มและเหล้า

ข้อสังเกต/ข้อควรระวัง

1. ใบสะระแหน่สดและยอดอ่อน มีสรรพคุณดีกว่าใบสะระแหน่แห้ง

2. มีรายงานว่าใบสะระแหน่สามารถระงับอาการปวดได้ดีกว่ายาแก้ปวด

วิธีปลูก

ขยายพันธุ์โดยการปักชำ ใช้ลำต้นและกิ่งก้านที่ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ปักลงในภาชนะหรือแปลงเพาะชำ โดยปักให้กิ่งเอนไปตามดิน รดน้ำให้ชุ่มพอสมควร ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วนซุย

เรื่องของสิว

สิวเป็นการอักเสบของระบบต่อมไขมัน (sebaceous) ในรูขุมขน ปกติไขมันที่สร้างจากต่อมไขมันจะออกมาตามเส้นขน หากมีการอุดตันของทางเดินก็จะทำให้เกิดสิว สิวมีหลายชนิดที่พบบ่อยๆได้แก่ สิวธรรมดาหรือที่เรียกว่า Acne vulgalis สิวหัวดำ สิวที่มีการอักเสบเป็นหนอง บางรายมีตุ่มหนองด้วย

สาเหตุของสิว

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวได้แก่

ฮอร์โมน ร่างกายสร้างฮอร์โมน Androgen ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่ม โดยมากฮอร์โมนจะเริ่มสร้างเมื่ออายุ 11-14 ปีดังนั้นจึงพบสิวมากในวัยนี้และอาจจะอยู่ได้นานหลายปี

การผลิตไขมันมากขึ้นและร่วมกับเซลล์ผิวหนัง และเชื้อแบทีเรียทำให้เกิดการอุดตันจนเกิดสิว

มีการเปลี่ยนแปลงของรากผม รากผมเจริญเร็วเซลล์มีการแบ่งตัวเร็ว และมีเซลล์ที่ตายมาก จึงเกิดการอุดตันของต่อมไขมัน

แบททีเรียโดยเฉพาะชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการอักเสบของสิว

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวมากน้อยมีอะไรบ้าง

กรรมพันธ์

การทำงานของต่อมไขมัน หากที่ใดที่มันและร่วมกับการดูแลรักษาความสะอาดไม่ทั่วถึงก็ทำให้เกิดสิว

อาหารโดยทั่วไปไม่มีผลต่อการเกิดสิว แต่ก็มีความเชื่อกันว่าการรับประทานอาหารที่มัน หรือหวานจะเกิดสิวได้ง่าย

อากาศ ขึ้นกับแต่ละคนบางคนเป็นมากในฤดูหนาว บางคนฤดูร้อน

อารมณ์ คนที่อารมณ์ดีจะเกิดสิวน้อยกว่าคนที่อารมณ์เสีย

การใช้เครื่องสำอางค์เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเกิดสิว การเลือกสบู่ที่เหมาะกับสภาพผิวหนัง คนที่มีแห้งควรจะใช้สบู่ที่เป็นด่างอ่อน คนที่ผิวมันก็อาจจะใช้สบู่ที่มีความเป็นด่างมากขึ้นได้ หรืออาจจะใช้สบู่ที่มีด่างอ่อนแต่ล้างหน้าบ่อยขึ้น

ครีมบำรุงผิวก็ต้องเลือกใหถูกกับผิวหน้า คนที่ผิวแห้งไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอร์เป็นส่วนประกอบ คนที่ผิวมันก็หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีไขมันสูง

การระคายผิว เช่นการล้างหน้าที่มีการถูมาก หรือการบีบสิว

ยาบางชนิดทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น เช่น INH Iodides Bromide Steroid Testosterone Gonadotropine Anabolic steroid ยาคุมกำเนิด

ตำแหน่งที่เกิดสิว

ตำแหน่งที่เกิดสิวได้แก่บริเวณที่ไขมันมากได้แก่ หน้า ไหล่ หลัง อก

การรักษาสิว

งดใช้เครื่องสำอางที่ทำให้เกิดสิว หรือเลือกเครื่องสำอางที่ถูกกับผิวหน้า

งายาหรือครีมทาก่อนนอน

ห้ามบีบหรือแกะสิวโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้สิวลุกลาม

อาหารสามารถรับประทานได้แต่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มัน และหวานและก็อย่ารับมากจนอ้วน

ห้ามถูหน้าแรงๆในขณะล้างหน้า ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งและใช้ผ้าซับเบาๆ

คนที่หน้ามันให้ล้างหน้าด้วยสบู่อย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง

การเลือกยาทาสิวขึ้นกับชนิดของสิวซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์

การเลือกรับประทานยาขึ้นกับแพทย์ที่ดูแล

ยารักษาสิว

การรักษาสิวทางกายภาพ

การกดสิว ใช้รักษาสิวทั้งชนิดหัวดำและหัวขาว แต่ในกรณ๊รูเปิดเล็กมา อาจจะต้องใช้เข็มหรือเลเซอร์เพื่อให้รูเปิดใหญ่ขึ้น การกดต้องทำให้ถูกวิธีเพราะหากกดผิดจะทำให้สิวถูกดันลึกลง

การฉีด steroid เข้าใต้หัวสิว ข้อดีทำให้การอักเสบลดลงเร็ว แต่ถ้าฉีดมากไปหรือลึกเกินไปจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดเกิดรอยบุ๋ม

การใช้ความเย็น ใช้ใไนโตรเจนเหลว นกรณ๊ที่สิวเป็นชนิดถุง

การแบ่งชนิดของสิว

รูปตัดขวางของผิวหนัง

A = ผิวหนังปกติ B=สิวหัวดำ C=สิวหัวขาว D= สิวที่เริ่มเป็นตุ่ม E=สิวอักเสบและเป็นหนอง

สิวธรรมดาหัวดำ สิวหัวขาว สิวหัวช้าง สิวและหนอง

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิว

สิวเกิดจากความสกปรกของใบหน้าใช่หรือไม่ หากคุณเชื่อว่าสิวเกิดจากความสกปรกคุณจะล้างหน้าบ่อยและล้างแรงซึ่งจะทำให้หน้าสูญเสียไขมัน และความชุ่มชื้น และเกิดระคายเคืองบนใบหน้าทำให้เกิดสิวมากขึ้น สิวมิใช่เกิดจากความสกปรกแต่เกิดจากเซลล์ที่ตายของผิวหนัง และสิ่งสกปรกร่วมกับไขมัน วิธีที่ถูกต้องให้ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งและซับเบาๆด้วยผ้า

สาเหตุของสิวส่วนใหญ่เกิดจากเครื่องสำอางที่ใช้

การรักษาสิวต้องใช้เวลา ควรปรึกษาแพทย์มนรายที่เป็นมากหรือไม่หาย

ความเครียดอาจจะทำให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้น

สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนทำให้เกิสิว เช่นความสกปรก ละอองไขมันจากการปรุงอาหาร น้ำมันเครื่องเป็นต้น

สิ่งที่ต้องระวังในการรักษาสิวสำหรับคนท้อง

อนุพันธ์ของวิตามินเอทั้งชนิดกินและทา เพราะอาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการตั้งครรภ์

ยาคุมกำเนิด

ยาปฏิชีวนะกลุ่ม tetracyclin

การรักษาน้ำหนัก

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปจะใช้เป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต เช่นใช้หล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ใช้ในการเดิน การหายใจ การทำงาน แต่ถ้าหากเรารับประทานอาหารที่มีพลังงานมากกว่าที่เราใช้ส่วนเกินของพลังงาน จะสะสมในรูปไขมันผลทำให้น้ำหนักท่านเพิ่ม

ท่านผู้อ่านควรที่จะรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติคือดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 20-20 กก./ตารางเมตร หากต่ำกว่านี้ร่างกายอาจจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หากมากกว่านี้อาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆเช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง

โรคอ้วนทำให้เกิดโรคอะไร

คนอ้วนมักจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรค ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้นโรคอ้วนยังเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด

การลดน้ำหนัก

วิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือการลดพลังงานจากอาหาร และการออกกำลังกายหรืออาจจะทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน

ลดพลังงานจากอาหาร

รับประทานอาหารพวกผักผลไม้ให้มาก ไม่ปรุงอาหารด้วยไขมัน

ลดอาหารไขมัน เช่นอาหารทอด ผัด เช่นปาท่องโก๋ กล้วยทอด ไก่ทอด ฟิซซ่า โรตี กะทิ

ดื่มนมพร่องมันเนย งดเนย

ลดการบริโภคน้ำตาล ของหวาน

ลดสุรา

การออกกำลังกาย

ใช้การเดินแทนการนั่งรถ

ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์

ไปเล่นกับลูก ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน

1.มีรายงานการเกิดภาวะความดันโลหิตในหัวใจห้องขวา และในระบบไหลเวียนของปอดสูงขึ้นได้จากยาลดความอ้วน กลุ่ม anorexic drug(กลุ่มที่ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร)

2.มีรายงานพบว่า การรรับประทานยาลดความอ้วน จะเกิดภาวะลิ้นหัวใจรั่วได้

3.อาการข้างเคียงอย่างอื่น เช่น ใจสั่น,หงุดหงิด เป็นลม หน้ามืด หรือ ท้องผูกได้ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับสูตรยาที่ใช้(regimens) ต้องสอบถามจากแพทย์ผู้นั้นโดยตรง เพราะว่าอาจมียาอื่นเสริมมาด้วย เช่น ยาทัยรอยด์ฮอร์โมน,ยาขับปัสสาวะ,ยาระบาย ซึ่งอาจมีผลต่อระบบสรีรวิทยาของร่างกาย (metabolism&physiology)ด้วย

ยาลดความอ้วนเฉพาะส่วน เท่าที่ทราบยังไม่มี ยกเว้นการออกกำลังโดยวิธีที่ถูกต้อง อาจทำให้ลดไขมันจากบางแห่งได้ดี กินอย่างไรไม่ให้อ้วน ก่อนอื่นคุณต้องทราบก่อนว่า เราประเมินความอ้วนโดยใช้ความสัมพันธ์ของน้ำหนักและส่วนสูง ที่เรียกว่า Body Mass Index (BMI = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วย ส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง) ในผู้ใหญ่อายุ 20-29 ปี ค่า BMI ที่เหมาะสมคือ 27.8 ในผู้ชาย และ 27.3 ในผู้หญิง ถ้า BMI สูงกว่านี้จะมีความเสี่ยงของการเกิดโรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหินสูง โรคหัวใจ เป็นต้น ความอ้วนอาจเกิดจาก การใช้ยา หรือสารบางอย่าง เช่น Steroid หรือ อาจเป็นจากโรคฃองต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต เป็นต้น

สัญญาณ 10 ประการที่ร่างกายคุณฟ้องว่าคุณท­านอาหารไม่เหมาะสม

ร่างกายของคุณเกิดมีปฏิกิริยาตอบกลับมาเป็นผดผื่น คัน ผิวหนังลอกเป็นขุยแล้วล่ะ ก็ แสดงว่าคุณกำลังทานอาหารไม่ถูกต้องอยู่นะคะ วันนี้เราจึงนำ สัญญาณ 10 ประการที่ร่างกายคุณฟ้องว่าคุณทานอาหารไม่เหมาะสมมา ฝากกัน

1. ผิวหนังมีปัญหา

เช่น มีอาการคัน หรือลอกเป็นขุย แม้จะไม่ใช่ช่วงหน้าหนาว อาการเช่นนี้อาจเป็นลักษณะของการ ขาดวิตามิน A ผักและผลไม้ ที่มีสีเหลือง สีส้ม หรือสีเขียวเข้ม ล้วนแต่อุดมไปด้วยวิตามิน A เพียงพอที่จะทำให้ผิวคุณเป็นปกติ ไม่ควรทานวิตามิน A เสริมที่อยู่ในรูปแบบเม็ด เพราะการได้รับโดยตรงเช่นนี้มาก เกินไปจะเป็นอันตรายได้

2. ผมไม่เงางาม

ในกรณีที่รุนแรง ผมของคุณจะไม่สามารถจัดทรงได้เลย เป็นผลมาจากการ ขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นมังสวิรัติ หรือคน ที่จำกัดอาหารอย่างมาก ดังนั้นคุณจึงควรที่จะทานอาหารที่มีกากใยควบคู่ไปกับการ ออกกำลังกาย ส่วนคนที่เป็นมังสวิรัติ ต้องได้สารอาหารจาก พืชผัก ข้าว และ ถั่ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้โปรตีนทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ขาดไป และเพิ่มเติมด้วยกะหล่ำดอก และผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด ถั่วแขก และถั่ว เหลือง ซึ่งอุดมไปด้วยไบโอติน

3. ท้องผูก

เป็นอาการที่กำลังบอกคุณว่า คุณต้องได้สารอาหารพวก ไฟเบอร์ หรืออาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ต่าง ๆ อย่างน้อยวันละ 25 กรัม และดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย

4. ผายลมบ่อย ( ตด...เหม็น)

แม้ว่าไฟเบอร์จะมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไป หรือได้รับสารอาหารประเภทนี้เร็ว เกินไป เช่น กินถั่ว หรือไม้จำพวกที่มีฝัก เช่น กระถิน ทองหลาง ร่างกายของคุณจะ ผลิตแก๊สตามออกมามากกว่าอาหารที่ย่อยง่ายตามปกติ วิธีแก้ปัญหาคือค่อย ๆ เพิ่มสารอาหารพวกไฟเบอร์อย่างช้า ๆ ถ้าคุณเคยกินแค่เพียง วันละ 10 กรัม อย่าผลีผลามเพิ่มเป็น 25 กรัมในวันรุ่งขึ้น ในสัปดาห์แรกเพิ่มแค่ เพียง 5 กรัม แล้วสัปดาห์ต่อมาค่อยเพิ่มอีก 5 กรัม

5. ข้อต่อมีเสียงดังหรือปวดบริเวณข้อต่อ

อย่าเพิ่งไปโทษโรคข้ออักเสบ อาจเป็นไปได้ว่าคุณกิน ปลาน้อยเกินไป กรดไขมัน ประเภทโอเมก้า -3 ที่พบมากในปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า จะทำให้ข้อต่อของคุณ เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กระแสโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการบวมและ ปวดบริเวณข้อต่อ

6. สเปิร์มน้อยลงไปมาก

ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะมีลูก และมีปัญหาระดับของสเปิร์มต่ำกว่าปกติ อาจเป็นไป ได้ว่าคุณ ขาดวิตามิน C ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายจากการศึกษาพบว่า วิตามิน C ยังช่วยในการรักษาปริมาณและความสมบูรณ์ ของตัวสเปิร์มด้วย Earl Dawson, Ph.D., ที่ University of Texas Medical Branch ที่ Galveston แนะนำว่าให้ผู้ชายดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน โดยบอกว่าวิตามิน C มีส่วนช่วยป้องกันสเปิร์มจากอันตรายและความเสียหายในทุกๆ ด้าน

7. หัวใจเต้นผิดปกติ

หัวใจของคนเราเป็นกล้ามเนื้อที่มีการบีบตัวมากกว่า 100,000 ครั้งต่อวัน คงไม่ สามารถทำงานอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา แต่ถ้าอยู่ ๆ คุณรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว กว่าปกติ หรือเต้น ๆ หยุด ๆ โดยไม่มีเหตุผล ถ้ามีอาการเจ็บปวด หรือหน้ามืด เวียนศีรษะด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าแพทย์พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ หัวใจคุณก็ยังมีอาการเต้นผิดปกติในบางครั้ง คุณอาจจะ ขาดสารอาหารพวกแม็กนีเซียม หรือโปแตสเซียม สำหรับโปแตสเซียม ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้ว ช่วงอาหารเช้าให้ เพิ่มกล้วยเข้าไปในส่วนหนึ่งของเมนู สำหรับแม็กนีเซียม ให้ทานอาหารว่างที่เป็น พวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน หรือเมล็ดฟักทอง และผักโขม เป็นอีกตัว หนึ่งที่มีแร่ธาตุช่วยในการทำงานของหัวใจ

8. ปวดเหงือก

ถ้าการเจ็บปวดเกิดจากการอักเสบ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและปัญหาของเหงือก แสดงว่า ปากของคุณกำลังต้องการ แบคทีเรียที่มีประโยชน์ ให้มาช่วยจัดการกับแบคทีเรียใน ปากที่มีอันตราย ให้กินโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่เราต้องการเป็นอาหารว่างในช่วง เช้าของทุกวัน

9. กระดูกแตก

ถ้ากระดูกคุณแตกมากกว่า 2-3 ครั้งตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่ากระดูก ของคุณอยู่ในภาวะอ่อนแอ อาจมีสาเหตุมาจากการขาดวิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งเป็น ตัวประกอบที่สำคัญในการสร้างกระดูก ผู้ชายก็ต้องการแคลเซียมมากเหมือน ๆ ผู้หญิง เพราะผู้ชายมักจะกินเนื้อมากกว่า ซึ่งอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส ยิ่งร่างกายได้รับ ฟอสฟอรัสมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการแคลเซียมมากขึ้นเท่านั้น อาหารที่อุดมไปด้วย แคลเซียม ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง โยเกิร์ต นมและเนยแข็ง (ไขมันต่ำได้ก็ ดี)

10. ขี้ลืม

อาจเป็นได้ว่าคุณขาดวิตามิน B ในการศึกษาที่ USDA Human Nutrition Research Center in Boston นักวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีระดับของวิตามิน B 6 B 12 และ B folate สูงในเลือด จะมีความทรงจำที่ดีกว่าจากการทดสอบพบว่าสารอาหารพวกนี้ช่วย ให้สมองทำงานได้เต็มที่ และยังช่วยควบคุม homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิด หนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการที่เลือดจะไปหล่อเลี้ยงสมอง ถั่ว เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B 6 และโฟเลต มากที่สุด และไม่ต้องกังวลกับการ ขาดวิตามิน B 12 เพราะมีมากในเนื้อสัตว์และอาหารทะเล

หมั่นสังเกตตัวเองสักนิด แล้วจะรู้ว่าร่างกายของท่านเรียกร้องอะไร

ดับร้อน ผ่อนกระหาย ทั้งร้อนไนและร้อนกาย

สภาพอากาศที่ร้อนจัด แดดแรง อาจทำให้หลายคนมีอาการ กระหายน้ำ คอแห้ง ลมหายใจร้อนผ่าว ร้อนใน บางทีในช่วงที่ร้อนๆ นี้ ถ้ารับประทานอาหารมันๆ ทอดๆ ก็อาจจะมีอาการเป็นแผลในปาก หรือที่เรียกกันว่า แผลร้อนใน ซึ่งเป็นกันมากในช่วงหน้าร้อน

ในฤดูร้อน เป็นช่วงที่ความร้อนในธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น เมื่อความร้อนจากภายนอกกระทบร่างกาย จึงเป็นเหตุให้ธาตุไฟ ในร่างกายกำเริบ ส่งผลให้มีอาการตัวร้อน ปวดหัว วิงเวียน อ่อนเพลีย คอแห้ง กระหายน้ำ ร้อนใน ท้องผูก วิธีป้องกัน อาการเหล่านี้ คือ ไม่ควรกินอาหารรสเผ็ดจัด และมันเลี่ยน เพราะยิ่งเสริมธาตุไฟ ควรกินอาหารที่มีรสขม รสเย็น รสเปรี้ยว และรสจัด สำหรับเครื่องดื่ม ควรดื่มน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จะช่วยคลาย ความร้อนลง เช่น น้ำมะนาว น้ำส้ม น้ำสับปะรด น้ำกระเจี๊ยบ น้ำระกำ น้ำมะยม นอกจากนี้ น้ำผักและน้ำผลไม้บางชนิด ก็มีสรรพคุณ แก้ร้อนในแก้ไอ แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ เช่นน้ำแตงกวา น้ำรากบัว น้ำบัวหลวง น้ำมะพร้าว น้ำตาลสด น้ำเก๊กฮวย น้ำแตงโม น้ำแตงไทย น้ำใบบัวบก น้ำมันแกว น้ำองุ่น น้ำแห้ว น้ำมะตูม น้ำทับทิม น้ำมะขาม น้ำมะเฟือง น้ำอ้อย ซึ่งน้ำผักและน้ำผลไม้เหล่านี้ นอกจากจะช่วยแก้ร้อน ในแล้วยังช่วยให้รู้สึกสดชื่น และแก้กระหายน้ำได้อย่างดี

สำหรับชาวจีน และชาวอินเดีย นิยมใช้รากบัว เป็นยาแก้ร้อนใน เพราะดื่มได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รสชาติอร่อย มีสรรพคุณ แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับเสมหะ แก้ไอ ชูกำลัง โดยวิธีปรุง แก้ร้อนใน ที่นิยมมากที่สุด คือ นำรากบัวมาฝานเป็นแว่นใส่น้ำ พอท่วม ต้มนาน 10-15 นาที รินดื่มน้ำวันละ 3-4 ครั้งๆละ 1 แก้วหากชอบรสหวาน สามารถเติมน้ำตาลลงไปได้ แต่ไม่ควรเติมให้หวานมาก เพราะน้ำตาลไม่ถูกกับร้อนใน หากไม่มีเวลาต้ม ให้นำรากบัวสด มาตำให้ละเอียดคั้น เอาแต่น้ำดื่มครั้งละ 3-4 ช้อนแกง วันละ 3-4 ครั้ง มีฤทธิ์แรงกว่าต้มรากบัว หรือไม่ก็เคี้ยวรากบัวอ่อนๆกินสดๆ แต่ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะอาจเกิดอาการแน่นหน้าอกได้

นอกจากน้ำรากบัวแล้ว น้ำสมุนไพรจีน อย่างน้ำจับเลี้ยง ก็ดื่มแก้อาการร้อนในได้ดีไม่แพ้กัน ในส่วนผสมก็จะประกอบด้วย ดอกงิ้ว ใบบัว รากหญ้า ใบเพกา เก๊กฮวย รากบัว โหล่งกิง เทียงฮวยฮ่ง แซ่ตี่ แห่โกงเช่ง หล่อฮั่งก้วย นำมาต้มรวมกัน สำหรับดื่มแก้ร้อนใน แผลในปาก เจ็บคอ ขมคอ คอแห้ง ไอ เสียงแหบ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ

สำหรับคนไทย เมื่อมีอาการร้อนใน มักจะดื่มยาขมและยาเขียว ซึ่งเป็นยาสมุนไพร ที่บำบัดอาหารร้อนในได้เป็นอย่างดี ยิ่งในยุคนี้ สมุนไพรได้ถูกแปรรูป ใช้กินง่ายขึ้น จึงมีชาสมุนไพรดื่มแก้ร้อนใน หลายอย่าง รวมทั้งแก้กระหายน้ำ แก้ไอ แก้เจ็บคอ เช่น ชาฟ้าทะลายโจร ชาชะเอม ชารางจืด ชาลูกใต้ใบ ชามะตูม

น้ำดื่มแบบไทยๆ อีกอย่าง ที่ใช้ผสมน้ำดื่มเพียงนิดหน่วยก็ชื่นใจนั้น ก็คือ ยาอุทัย ที่มีส่วนผสมของฝาง ซึ่งแก้กระหายน้ำ แก้ท้องร่วง บำรุงโลหิตสตรี ชะเอมเทศ และอบเชยเทศ แก้อาการคันระคายคอ บำรุงหัวใจขับเสมหะ และเกสรทั้งห้า (ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี เกสรบัวหลวง) แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงหัวใจแก้ลมวิงเวียน ถ้าจะให้หอมชื่นใจยิ่งขึ้น ให้ลอยดอกมะลิสัก 6-7 ดอก กลิ่นหอมของดอกมะลิ ช่วยให้เย็นไวยิ่งขึ้น (ระวังเรื่องยาฆ่าแมลงด้วยนะคะ)

นอกจากจะเลือกดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ และน้ำสมุนไพรข้างต้น เพื่อคลายอาการร้อนในแล้ว ควรดื่มน้ำบริสุทธิ์มากๆ กินผักและผลไม้มากๆ เพื่อไม่ให้ท้องผูก ที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกิน อีกอย่างหนึ่งในหน้าร้อน คือ งดกินอาหารประเภททอดๆ มันๆ อาหารรสจัดและผลไม้บางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุเรียนไม่ควรกินมากเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้อาการร้อนในถามหาเร็วขึ้น

วิธีป้องกันไซนัสอักเสบ

ไซนัสอักเสบ เป็นได้บ่อยกว่าที่คิด และมักคิดว่าเป็นแค่หวัดลงคอ เพราะเมื่อเป็นหวัด น้ำมูกไหล แน่นจมูกมาก ๆ และมีการสูดน้ำมูกแรง ๆ ก็มีโอกาสเกิดไซนัสอักเสบเฉียบพลันได้ภายใน 2-3 วัน วันแรกที่เป็นหวัด

วิธีการป้องกัน

1. พยายามอย่าคลุกคลีกับผู้ป่วยที่กำลังเป็นหวัด ไอ หรือจาม

2. ถ้าเป็นหวัดเวลาไอ จาม ให้หาผ้าปิดปาก และจมูก เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อหวัดไปยังผู้อื่น และห้ามสูดน้ำมูก ( การสูดน้ำมูกจะเพิ่มโอกาสเป็นไซนัสอักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบได้ )

3. เมื่อเป็นหวัด หรือไซนัสต้องรักษาให้ถูกต้องและใช้เวลานานพอเพียง

4. การสั่งน้ำมูก ให้สั่งทีละข้าง โดยบีบจมูกข้างหนึ่งแล้วสั่งอีกข้างไม่ควรสั่งแรงมากเกินไป

5. เมื่อเป็นหวัด ให้หลีกเลี่ยงน้ำแข็งและน้ำเย็น

6. หลีกเลี่ยงการเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลม เข้าหน้าหรือศีรษะนาน ๆ

รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วย จะได้มีร่างกายที่แข็งแรง.

สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวได้ด้วยหลัก ๗ อ.

--------------------------------------------------------------------------------

*** กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร

ไขมันเป็นอาหารหมวดหนึ่ง ที่จำเป็นต่อสุขภาพ แต่เพราะสาเหตุ การเจ็บป่วยของคนปัจจุบัน มาจากการกินที่ไม่ได้สัดส่วน โดยเฉพาะการกินไขมันมากเกินจนเป็นโรค "ไขมัน" จึงมักถูกมอง และถูกเข้าใจผิดว่าเป็นตัวการร้ายของการเจ็บป่วยต่างๆ แท้จริงแล้วสรรพสิ่งในโลกมีทั้งคุณ และโทษ อยู่สองด้านเสมอ สารไขมันก็เช่นเดียวกัน จะว่าไปแล้ว ไขมันไม่ใช่ตัวการที่ทำให้ใครๆ ต้องเจ็บป่วยหรือเป็นโรค แต่พฤติกรรมการกินที่ควบคุมตัวเองไม่ได้นั่นแหละที่เป็นต้นเหตุแท้จริง

ประโยชน์ของไขมันคือ ทำหน้าที่เป็นเบาะชั้นดีที่ห่อหุ้ม ป้องกันและยึดเหนี่ยวไม่ให้อวัยวะ ในร่างกาย (เช่น หัวใจ ตับ ปอด ไต ลำไส้ ฯลฯ) กระทบกระแทกกัน ซึ่งจะทำให้เกิดอันตราย

นอกจากนี้ ไขมันยังทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียความร้อน และป้องกันไม่ให้ ความเย็น จากอากาศภายนอกผ่าน เข้าร่างกายได้ เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิปกติของร่างกายไว้ รวมทั้งทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ไม่แห้งกระด้าง ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดีและแข็งแรงสดใส

ความสำคัญของไขมันอีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่ค่อยได้พูดถึง คือเรื่องความสวยงาม ว่ากันว่าส่วนที่ สวยงามของผู้หญิงนั้นล้วนมีแต่ไขมันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าอก ก้น สะโพก หรือแก้ม แต่ทั้งนี้ ไขมันที่อยู่ในอวัยวะดังกล่าวก็ต้อง สมดุลพอดี จึงจะสวยงามน่ามอง และในยามที่เกิดขาดแคลน หรือไม่มีอาหารกิน ร่างกายจะดึงเอาไขมันที่เก็บสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ มาใช้เป็นพลังงานสำรอง

ในไขมันจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่ช่วยในกา

โดยทั่วไปคนมักจะเข้าใจผิด คิดว่าอาหารประเภทไขมันเท่านั้นที่จะไปสะสมเป็นก้อนไขมัน อยู่ตาม ส่วนต่างๆ ของ ร่างกาย แต่ความจริง แล้ว อาหารทุกชนิดที่กินเข้าไป (เนื้อ นม ไข่ ข้าว แป้ง น้ำตาล ผลไม้) ถ้ามากเกินความต้องการที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน ส่วน ที่เหลือจะถูกนำไป เก็บสะสมไว้ ในรูปของไขมันทั้งสิ้น

วันหนึ่งๆ ร่างกายต้องการพลังงานจากอาหารไขมันประมาณร้อยละ ๒๕-๓๐ ของพลังงานที่ ได้รับ จากอาหารทั้งหมด หรือเทียบเป็นน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารก็ไม่เกิน ๓ ช้อนโต๊ะต่อวัน แต่คนไทย ทุกวันนี้ กินไขมันล้นเกินอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะอาหารทอด ชุบแป้งทอด ผัด อาหารที่มีนม เนย ไขมัน กะทิ เป็นส่วนประกอบ รวมไปถึงขนมกรุบกรอบบรรจุซองทั้งหลาย ผลคือน้ำหนักตัวเพิ่ม อ้วน เป็นโรคต่างๆ

การประกอบอาหารด้วยวิธีนึ่ง ปิ้ง ย่าง (แบบคนสมัยก่อน) จะช่วยลดปริมาณไขมันส่วนเกิน ลงได้มาก

ในแต่ละวัน คนปกติควรได้รับโคเลสเตอรอลจากอาหารประมาณ ๓๐๐ มิลลิกรัม ถ้าร่างกายได้รับ เกินความต้องการ แล้วไม่มีการออกกำลังกาย หรือไม่มีกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมากๆ ที่ทำให้เกิด การเผาผลาญสูงๆ สารโคเลสเตอรอลเหล่านี้ก็จะกลายเป็นส่วนเกิน แล้วสะสมอยู่ตามผนัง หลอดเลือด

*** อาหารที่ช่วยลดโคเลสเตอรอล

อาหารที่มีกากใยอาหารชนิดละลายน้ำ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ถั่วลันเตา ถั่วแดง ถั่วเหลือง ข้าวโพดอ่อน ขนมปังโฮลวีต ธัญพืชต่างๆ

ผลไม้ที่มีกากใยสูง เช่น ส้มเขียวหวาน กล้วย ส้มโอ ฝรั่ง มะม่วง แอปเปิ้ล ลูกแพร์ และผลไม้แห้ง เช่น ลูกพรุน เป็นต้น

อาหารชนิดไขมันอิ่มตัวต่ำ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน นมพร่องมันเนย น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันงา น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น

รดูดซึมวิตามิน ชนิดที่ ละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี เค

สุขภาพดี คือ การมีชีวิตรอด

.......... สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพของคนเรานั้น ตั้งแต่โบราณกาลมา เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของประชาชน ซึ่งคนไทยไม่ได้แตกต่างไปจากใครในโลก ที่ในอดีตต่างก็มีชีวิตกำเนิดเกิดก่อต่อกันมาเป็นสังคม ที่ผูกพันอยู่กับธรรมชาติ เพื่อการดำรงชีวิตที่ครบด้วยจตุปัจจัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค แต่ละวัฒนธรรมต่างก็มีเอกลักษณ์ และการพัฒนาเฉพาะตัวในด้านต่างๆ บรรพบุรุษของแต่ละสังคม ได้มีการปรับประยุกต์เทคโนโลยี เพื่อจรรโลงเผ่าพันธุ์ให้มีอิ่ม มีอุ่น มีที่อาศัย และมีอนามัยยืนยาว ทั้งหมดนี้ คือ การปรับตัวทางสุขภาพพื้นฐานด้วยวิทยาการท้องถิ่น ตั้งแต่มนุษย์ได้ก่อตัวขึ้นมาในครรภ์ของมารดา จนกระทั่งคลอดออกมา และเจริญวัยไปตามเวลา มนุษย์ได้รับการดูแลทางสุขภาพมาโดยตลอด สุขภาพดี คือการมีชีวิตรอด เพราะฉะนั้นอาจเห็นได้ว่าในหลากหลายวัฒนธรรมกับหลากหลายค่านิยมและความเชื่อ ตลอดจนข้อห้ามและข้อกำหนด เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นบวกต่อการมีสุขภาพที่ดี สำหรับสมาชิกของแต่ละสังคม ซึ่งต่างวัฒนธรรม ก็ต่างมีคำอธิบายที่ต่างกัน และตรงนี้เองที่การแบ่งบทบาทหน้าที่ของคนในอดีตกาล เพื่อการอยู่รอด ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า การดูแลส่งเสริมสุขภาพและป้องกันรักษาโรคนั้น ปรากฏเห็นได้ชัดเจน หากศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมของที่ต่างๆ ในแต่ละสังคม พ่อจะหาอาหาร ทำที่อยู่ ดูแลความปลอดภัย ป้องกันศัตรู แม่จะดูแลที่อยู่และดูแลลูก ตลอดจนเครื่องนุ่งห่ม เมื่อลูกเกิดออกมาก็จะมีทั้งพ่อ แม่ และเครือญาติ มาช่วยกันดูแลอบรมสั่งสอนความรู้ ประสบการณ์ และประเพณีที่ดีงาม มีการห้ามในส่วนที่เป็นอันตรายต่อตนและคนอื่น ครั้นเมื่อป่วยก็มีการช่วยกันดูแลรักษาด้วยวิชาการและยาที่ศึกษากันมาจากบรรพบุรุษ เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า สังคมมนุษย์นับแต่โบราณกาลก็มีระบบการดูแลสุขภาพของตนเองทั้งสิ้น จะดีกว่าหรือด้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ และปัจจัยแวดล้อมของแต่ละสังคม แต่ละพื้นที่

กรดออกซาลิก"ในผัก ผลไม้

ตั้งแต่เกิดมาทุกคนจะถูกปลูกฝังให้กินผัก ผลไม้ เยอะ ๆ ทั้งที่บางคนก็ไม่เคยรู้เลยว่า ในผัก ผลไม้ ที่กินเข้าไปนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร หรืออาจจะมีสารอะไรบ้างที่เป็นพิษต่อร่างกาย

ท่านผู้อ่านรู้หรือไม่ว่า ผัก ผลไม้ บางชนิดที่เรากินเข้าไปทุกวัน มี “กรดออก ซาลิก” อยู่หากเรากินเข้าไปในปริมาณ มาก ๆ มันอาจจะไปจับกับแคลเซียม ทำให้เกิดนิ่วได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุร วัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ในผักต่าง ๆ จะมีกรดออกซาลิกมาก โดยเฉพาะ ยอดผัก ใบ หรือต้นอ่อน

กรดออกซาลิก มีอยู่ในผักหลายชนิด ได้แก่ ใบชะพลู ยอดพริกชี้ฟ้า ผักปลัง ผักโขม ผักชีฝรั่ง ผักกระเฉด หัวไชเท้า ใบโหระพา หน่อไม้ฝรั่ง บรอกโคลี ผักกาด แครอท มันสำปะหลัง ดอกกะหล่ำ มะเขือ กระเทียม

ในผักบางชนิดนอกจากจะมีกรดออกซาลิกมากแล้ว จะมีแคลเซียมอยู่ในตัวมันเองเยอะด้วย ก็ยิ่งจะรวมตัวกัน และทำให้เกิดนิ่วได้ง่ายขึ้น

ส่วนผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก ได้แก่ สับปะรด กล้วยไข่ พุทรา

การกินผักและผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก มาก ๆ มันจะไปจับกับแร่ธาตุตัวอื่น ๆ กลายเป็นผลึกออกซาเลต เช่น จับกับแคลเซียม ก็จะกลายเป็น แคลเซียมออกซาเลต จับกับโซเดียม ก็จะกลายเป็น โซเดียมออกซาเลต

กรดออกซาลิกจะชอบไปจับแคลเซียม ทำให้เกิดแคลเซียมออกซาเลตได้ง่าย ยิ่งในปัจจุบันคนชอบกินแคลเซียมเม็ด กรดออกซาลิกก็จะไปจับกับแคลเซียมที่กินเข้าไป หรือไปจับกับแคลเซียมในกระดูก ทำให้เกิดผลึกนิ่ว กระดูกงอก กระดูกย้อย พอกระดูกของคนเราถูกดึงแคลเซียมออกไป กระดูกก็จะพรุนง่าย ทำให้มีหินปูนงอกตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เอกซเรย์แล้วอาจจะเจอกระดูกงอกตรงนั้นตรงนี้ กลายเป็นก้อนนิ่วเลยก็ได้

ความจริงร่างกายสามารถขับกรดออกซาลิกออกมาทางปัสสาวะได้ แต่ในคนที่มีปัญหาเรื่องไต ไม่ควรกินเพราะร่างกายจะไม่สามารถขับกรดออกซาลิก ออกมาได้หรือขับออกมาได้น้อย ทำให้เกิดนิ่วในไต หรือกระเพาะปัสสาวะได้ คนที่กินแคลเซียมเม็ด ก็ไม่ควรกินผักที่มีกรดออกซาลิก หรือถ้ากินผักที่มีกรดออกซาลิก ก็ไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม เพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงขึ้นได้

ดังนั้นการกินผัก ผลไม้ ที่มีกรดออกซาลิก ไม่ควรกินในปริมาณที่มากเป็นกิโลกรัม หรือกินติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม

อย่างไรก็ตามผัก และผลไม้ ที่กล่าวมา แม้จะมีกรดออกซาลิก ที่อาจเป็นโทษต่อร่างกาย แต่ประโยชน์ด้านอื่นก็มีเช่นกัน เช่น มีวิตามิน แร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หรือมีคลอโรฟิลล์เยอะ ซึ่งคลอโรฟิลล์จะช่วยนำสารอาหารเข้าไปในร่างกาย ช่วยชะลอเซลล์ที่เสื่อมได้ หลักสำคัญในการกิน คือ กินอาหารที่หลากหลาย ไม่ควรกินอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะยอดผัก มีสีเขียวจัด กลิ่นฉุน กลิ่นแรง.

  • นางสาวไพลิน จันทร์ทะวงศ์ เลขที่ 25 ภาคพิเศษจันทร์ - ศุกร์ cmru
    IP: xxx.173.224.84
    เขียนเมื่อ 

คนเราหัวแหลมที่สุด อายุ 39 หลังจากนั้นสติปัญญาจะเริ่มเสื่อมถอย

คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯแถลงว่า ได้ศึกษาพบว่า สมองของคนเราจะเปรื่องปราดที่สุด เมื่ออายุ ขึ้น 39 ปี หลังจากนั้นก็จะเริ่มเสื่อมถอยลงในอัตราที่รวดเร็ว

กลุ่มคณะนักวิทยาศาสตร์อธิบาย สาเหตุที่สมองลดถอยลง เนื่องจากหนังที่เป็นไขมันหุ้มเซลล์ประสาท ที่เรียกว่าหน่วยประสาท เหมือนกับพลาสติกหุ้มสายไฟ เป็นเหมือนกับฉนวน สำหรับพ่นประจุสัญญาณ ไปทั่วร่างกายและสมองอย่างฉับไว เมื่อตอนช่วงวัยกลางคน ได้อ่อนชะลอลง

เมื่อเปลือกเสื่อมสลายลง เป็นเหตุให้สัญญาณที่เดินไปมาระหว่างหน่วยประสาทในสมองช้าลง ซึ่งทำให้ปฏิกิริยาของร่างกาย ต่าง ๆ พลอยเชื่องช้าลงไปด้วย พวกเขาได้บอกด้วยว่า คนเราเมื่อล่วงวัย 40 ปีแล้ว ร่างกายจะเป็นฝ่ายแพ้ศึก ในการซ่อมแซมเปลือกนอกเหล่านั้น ทีมผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษา ด้วยการทดสอบกับผู้ชายดูว่าจะสามารถเคาะนิ้วชี้ได้เร็วสักเท่าไร ภายในระยะเวลา 10 วินาที

  • นางสาวไพลิน จันทร์ทะวงศ์ เลขที่ 25 ภาคพิเศษจันทร์ - ศุกร์ cmru
    IP: xxx.173.224.84
    เขียนเมื่อ 

ดื่มน้ำเย็นหลังอาหาร อันตรายถึงชีวิต

คุณทราบหรือไม่ว่า การดื่มน้ำเย็นหลังมื้ออาหารทันที จะทำให้กระเพาะและลำไส้ของคุณเต็มไปด้วยน้ำมันที่จับตัวกันเป็นก้อนสีขาว และเมื่อเจอกับกรดในกระเพาะอาหาร จะอ่อนตัวกลายสะภาพเป็นกึ่งของเหลวที่เหนี่ยวข้น ไขมัยเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ลำไส้ก่อนอาหารชนิดอื่นและจะดูดซึมเป็นอันดับแรก แต่ว่าลำไส้นั้นไม่อาจดูดซึมและกำจัดน้ำมันเหล่านี้ได้หมด ผนังลำไส้จะเต็มไปด้วยคราบไขมันคล้าย ๆ กับการล้างหม้อใส่แกงในหน้าหนาว ไม่ว่าจะล้างยังไงก็ยังรู้สึกมันและลื่น เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ ไขมันเหล่านี้ก็จะฝังเข้าไปในผนังลำไส้ สะสมนาน ๆ จะทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ในที่สุด ดังนั้นผู้ที่เคยชินกับการดื่มน้ำเย็นหลังอาหาร ควรรีบเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาดื่มน้ำอุ่นแทน

  • นางสาวไพลิน จันทร์ทะวงศ์ เลขที่ 25 ภาคพิเศษจันทร์ - ศุกร์ cmru.
    IP: xxx.173.224.84
    เขียนเมื่อ 

นวดหน้า บอกลาริ้วรอย 5 ขั้นตอนง่าย ๆ

1. เริ่มจากบริเวณหน้าผาก ให้ใช้นิ้วนางและนิ้วกลาง เริ่มจากกึ่งกลางหน้าผากนวดวนขึ้นเป็นแนวขดลวด (ขึ้นหนักลงเบา) นวดจนถึงบริเวณขมับ 6 จังหวะ ทำซ้ำ 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายให้กดจุดที่ขมับเพื่อความผ่อนคลาย

2. บริเวณรอบดวงตา และยกกระชับริมฝีปาก ใช้นิ้วกลางและนิ้วนาง นวดเบา ๆ บริเวณใต้ตา โดยเริ่มจากแนวโครงกระดูกเบ้าตาล่าง วนไปมาเบา ๆ นับ 1 ครั้ง (ทำซ้ำ 3 ครั้ง) จากนั้นเริ่มนวดจากบริเวณใต้โพรงจมูก ลูกออกด้านข้างในลักษณะยกผิวขึ้น ลูบไปมา 3 ครั้ง และเลื่อนนิ้มลงมาบริเวณใต้ท้องริมฝีปากล่าง ลูบออกตามแนวริมฝีปากในลักษณะยกขึ้น ทำซ้ำ 3 ครั้ง

3. ยกกระชับกล้ามเนื้อบริเวณมุมปาก ใช้ปลายนิ้วทั้ง 2 ข้าง นวดจากบริเวณกึ่งกลางคางขึ้นไปบริเวณมุมปากในลักษณะยกขึ้น (ทำซ้ำ 3 ครั้ง)

4. ยกกระชับกล้ามเนื้อบริเวณแก้ม ใช้ปลายนิ้มทั้ง 2 ข้าง นวดจากบริเวณมุมปากในลักษณะยกผิวขึ้นเป็นมุมกว้าง ค้างไว้สักครู่แล้วค่อยลูบลง (ทำซ้ำ 3 ครั้ง)

5. ผ่อนคลายความตึงเครียดบริเวณรอบดวงตา ใช้นิ้วกลางและนิ้วนางกดบริเวณหัวตาทั้ง 2 ข้าง กดเบา ๆ นับ 1-3 แล้วลูบผ่านเปลือกตา และวนรอบดวงตา กลับมากดที่หัวตา (ทำซ้ำ 3 ครั้ง) โดยครั้งสุดท้ายลูบผ่านเปลือกตาไปกดจุดที่บริเวณขมับ

นอนไม่หลับ 33 วิธีนี้ช่วยได้

1. อย่าเข้านอนเพราะว่า "ถึงเวลานอนแล้ว" แต่จงเชื่อนาฬิกาในตัวคุณเอง ถ้าดูไม่ออกว่าตอนไหน ขอให้รู้ไว้ว่าร่างกายจะสื่อให้ทราบเมื่อถึงเวลา แต่ทว่า มนุษย์เรา ไม่รู้ ความหมายอยู่บ่อย ๆ ซึ่งได้แก่ การหาวนอน อาการแสบตา ความรู้สึกประเภท "ลานหมด" หัวจะทิ่มลงท่าเดียว ส่วนหนังตา ก็หย่อน พาลจะหลับให้ได้…. ถ้ายังไม่รับ ทราบสัญญาณเหล่านี้ คุณก็จะพลาดรถไฟ สายเจ้าหญิงนิทรา และจะต้องรอไปอีกสองชั่วโมง จึงจะง่วงนอนอีกครั้ง เนื่องจากต่าง คนต่างก็มีช่วงจังหวะของตัวเอง จึงเปล่าประโยชน์ที่ คุณ จะเข้านอนแต่เนิ่น ๆ ถ้าคุณเป็นสมาชิกครอบครัว นอนดึก หรือรอจนดึกดื่น จึงเข้านอน ถ้าคุณเป็นพวกนอนหัวค่ำ

2. อย่านอนผิดเวลาทุกวัน คุณรับประทานอาหารประมาณเวลาเดิม ก็ขอให้เข้า นอน และ ตื่นนอนตามตารางเวลา เดิมเป็น ประจำด้วย มิฉะนั้นคุณก็เสี่ยง ที่จะง่วง นอนผิดเวลา

3. ทดลองหลับแว่บเดียว ทำเหมือนจิตรกรซัลวาดอร์ ดาลี ที่ดูเหมือนเป็น หนึ่งใน บรรดา ลูกสมุนของเทคนิค "แสงแว่บ" เรียกสติคืนมา นั่งบน เก้าอี้โซฟา มือถือ ช้อนชาคันหนึ่ง ตรงปลายเท้าของคุณวางจานโลหะ ไว้หนึ่งใบ เมื่อผล็อย หลับ มือก็จะปล่อยช้อนหล่นลงมาบนจานโลหะ ส่งเสียงดัง ซึ่งจะปลุกคุณให้ตื่น…. ในทางทฤษฎีถือว่า อาการของคุณปกติดี คำอธิบาย….เมื่อหลับตา คุณตัดข้อมูล ไม่ให้เข้าสู่สมองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ควรฝึกวันละหลายครั้ง

4. พักกลางคัน ถ้าคุณไม่สนใจพักแป๊ปเดียวเพื่อให้ตนเอง กระปรี้กระเปร่า ก็ใช้วิธีนี้ นั่งท่าสบาย ๆ อยู่ที่โต๊ะ ทำงาน ของคุณ หนุนศีรษะบนแขนที่ไขว้ กัน หรือนอนท่าเหยียด ยาว หลับตาและปล่อยตัวตามสบาย 5 นาที เพื่อผ่อนคลาย ง่าย ๆ

5. สะสมการนอน "ช่วงสั้น" ใน วันทำงาน คงยากที่ จะนั่งสัปหงกหน้าแป้นพิมพ์ คอมพิวเตอร์ตอน บ่ายอ่อน ๆ เก็บสะสมความอยากเอนหลังนาน ๆ เป็นชั่วโมง ครึ่งถึงสองชั่วโมง (ซึ่งเป็นหนึ่งวัฏจักรของการ นอนหลับพักผ่อน ที่เต็มอิ่ม) เอาไว้ชดเชยตอนบ่ายของวันสุดสัปดาห์ คุณจะได้พักผ่อนอย่าง อิ่มเอม ใช้หนี้ความเหนื่อยล้าตลอดสัปดาห์

6. บอกเลิกการตีเทนนิสหรือการออกกายบริหารที่ฟิตเนสทุกเย็นวันอังคาร นอกเสียจากว่าคุณไม่ กลัวนอนดึก การเล่นกีฬาตอนหัวค่ำยิ่งไม่เอื้อ ต่อการนอน เพราะทำให้ร่าง กายสดชื่นตื่นตัว แต่ก็อีกนั่นแหละ ต้องจับตาดูความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคน เพราะสิ่งที่ทำให้คนใกล้ตัว หลับบางที คือสิ่งที่กลับปลุกให้คุณตื่น

7. ลงมือฝึกชี่กง (ลมปราณ) ชี่กงเหมาะมากสำหรับสงบความคิดจิตใจ และขจัด ความอ่อนเพลีย ในไม่ช้าคุณจะเรียนรู้ที่จะทำท่าที่ชวนให้ง่วงนอนเป็น

8. รับประทานอาหารค่ำแต่หัวค่ำ คุณจะรู้สึกว่าเวลาช่วงค่ำยาวนานขึ้น ควรหลีก เลี่ยงการเข้านอน "ขณะยังย่อยอาหารอยู่" ปล่อยให้เวลาผ่านไป อย่างน้อย สอง ชั่วโมงหลังอาหารค่ำแล้วจึงค่อยนอน

9. ค้นพบความเพลิดเพลินและประโยชน์ของการเดินย่อยอาหารมื้อค่ำ

10. ละเว้นสารกระตุ้นต่าง ๆ เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำชา….ความจริง ที่มนุษย ์ส่วนใหญ่ยังคงละเลยอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีความสามารถจะรับและ มีปฏิกริยา โต้ตอบ พิเศษกับคาเฟอีนก็ตาม เพราะระบบเผาผลาญ บางคนต้อง ใช้เวลาสิบสอง ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อกำจัดกาแฟเพียงถ้วยเดียว ไม่น่าแปลกใจ ที่คำว่า "kawa" หรือ "กาแฟ" ในภาษาอาหรับ หมายถึง "ตัวทำลายความง่วง"

11. จงหาว ถ้าเกิดง่วงนอนและมีอาการหาวบ่อย ๆ การบังคับตนเองให้หาว จะช่วย ผ่อนคลาย ได้และทำให้อยากนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า ได้ยืดแข้งยืดขาด้วย

12. ดื่มเครื่องดื่มชาสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการกล่อมประสาทอย่าง ชาคาโมมายล์ ลาเวนเดอร์….จะช่วยให้นอนหลับได้

13. ลดปริมาณอาหาร และ กลูไซด์ (อินทรียสารในคาร์โบไฮเดรต) ตอนมื้อค่ำ หลีกเลี่ยงน้ำตาล ของหวานที่หวานจัด น้ำผึ้ง น้ำอัดลม…. เพราะเสี่ยงที่จะ เสริม ให้ โลหิตมี ปริมาณกลูโคสต่ำกว่าปกติในตอนกลางคืน

14. รับประทานแอปเปิ้ล ผักกาดหอม และผลิตภัณฑ์จากนม ตามความเชี่อที่ว่า อาหารเหล่า นี้เป็นเพื่อนกับความง่วง เพราะประกอบด้วยสารหลักใน ตัวยาที่ออกฤทธิ์ วิตามินและเอ็นไซม์ที่เป็นสื่อกลางช่วยให้ง่วงเหงาหาวนอน ควรเลือกผลิตภัณฑ ์จากนมที่ย่อยได้ง่ายที่สุด อย่างโยเกิร์ต (นมเปรี้ยว) นมข้น และเนยแข็งสีขาว ดีกว่าพวกเนยแข็งที่ ไขมันสูงและผ่านการหมักเชื้อ สำหรับอาหารค่ำ ควรเลือกอาหารจำพวกปลานึ่ง ผักนึ่ง และผลไม้ที่ย่อยง่าย เลีกเลี่ยงอาหาร ที่มีไขมัน ผลิตภัณฑ์จากหมูเนื้อ เครื่องเทศและเครื่องปรุงรส

15. ก่อนเข้านอนอย่าดื่มน้ำมากเกินไป แต่ให้ดื่มมาก ๆ ในระหว่างวันตั้งแต ่เวลา 18 นาฬิกาเป็นต้นไปจงลดการบริโภคของเหลว

16. ปกป้องตนเองให้พ้นจากเสียงรบกวนหาสำลีอุดหูหรือติดกระจกซ้อนสองชั้น ปูพรมตลอดห้อง ใช้เพดาน เก็บเสียง….เสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม ทีเราใช้ ชีวิต อยู่มีส่วนในการลด ทอนคุณภาพการนอนได้

17. หัวเราะวันละหลาย ๆ ครั้ง การหัวเราะเป็นกิจกรรมตามธรรมชาติและ เกิดขึ้นเอง ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาท สำหรับบางคน "หัวเราะนาทีเดียวมี ค่าเท่ากับการ ผ่อนคลายร่างกายสี่สิบห้านาทีเต็ม"

18. การพักผ่อนนอนหลับเป็นเรื่องใหญ่ ที่นอนเป็นเรื่องสำคัญ จงหันไปเลือก ฟูก ขนาด 160 คูณ 200 ซ.ม. กว้างขวางกว่าฟูกมาตรฐานขนาด 140 คูณ 190 ซ.ม. หรือ ไม่ก็ไปหาฟูกแบบอเมริกัน เลือกตามชอบใจว่าจะเป็น คิงไซส์ ขนาด 190 คูณ 200 ซ.ม. หรือแคลิฟอร์เนียนคิงไซส์ ขนาด 180 คูณ 210 ซ.ม.

19. เพื่อความสมดุลสงบ เวลานอนควรตรวจสอบทิศทางที่ถูกต้อง สำหรับการวาง เตียงนอน คือให้ศีรษะหันไปทางทิศเหนือ เท้าไปทางทิศใต้ตามทิศทาง ของคลื่นแม่ เหล็กโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าให้ศีรษะหันไปทางทิศ ตะวันออก

20. ถ้าคุณต้องทาสีผนังห้องนอนใหม่ ขอให้ทราบด้วยว่าสีฟ้ากลาง ๆ เป็นสีสำหรับ การนอนที่ดีที่สุด

21. กรองแสงสว่างเหมือนกับการหรี่ศูนย์ความรู้สึดตื่นของเราค่อย ๆ หรี่จาก แสง สว่างจ้าให้มืดลงเรื่อย ๆ ลดไฟฟ้าในห้องนอนของคุณ หรือปิดตาสักครู่ ก่อน ดับไฟ คุณจะ ช่วยร่างกายให้ปฏิบัติหน้าที่ ง่ายขึ้นโดยช่วงเวลา เปลี่ยนแปลงคือ สองสามนาที และปฏิบัติกลับกันในตอนเช้า

22. ไม่ควรนำต้นไม้ใบเขียวไว้ในห้องนอน อย่างน้อยเวลากลางคืน หลีกเลี่ยง ไม่ให้ มาแย่งออกซิเจน

23. ใช้วารีบำบัด สปาบางแห่งเสนอวิธีบำบัดที่ช่วย ให้คุณค้นพบกุญแจ สำหรับการ นอนหลับใน โปรแกรม ประกอบด้วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ในสระว่ายน้ำ ที่ บรรจุน้ำทะเลอุ่น ๆ ตามด้วยเสียงดนตรีใต้น้ำ การแช่น้ำ ในอ่างจากุชซี่ที่ผสม หัวน้ำมันดอกลาเวนเดอร ์จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

24. อย่าให้ห้องนอนของคุณร้อนเกินไป จะดีที่สุดให้อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 ถึง 25 องศาเซลเซียส

25. ควบคุมการหายใจขณะตื่นอยู่ ร่างกายเพิ่มการหายใจในระดับทรวงอกเอง โดยสัญชาตญาณ จงหายใจเข้าช้า ๆ และลึก ๆ โดยใช้ท้องอย่างไม่ต้องฝืน และ ต่อเนื่องกันราบ รื่น หายใจออกแล้วหยุดไว้สองวินาที ก่อนหายใจใหม่ อีกครั้ง การหยุดช่วงสั้น ๆ นี้มีบทบาททำให้ระบบประสาทสงบลง ให้ปฏิบัติ การหายใจ ในท่านอนเหยียดยาว ก่อนนอน

26. นวดตัว โดยเน้นที่เท้า กลุ่มเส้นประสาท เส้นโลหิต หรือต่อมน้ำเหลือง ด้วยน้ำมันหอม ระเหยผสมลงไปในน้ำมันฐาน หรือครีมที่เป็นกลาง ถ้าชอบจะ เพิ่ม น้ำมันหอมระเหย (ดอกลาเวนเดอร์ ดอกมาร์จอแลน ดอกบาซิลิก หรือเนโรลี) โดยหยดผสมไปกับน้ำมันฐาน (น้ำมันหอม ระเหยมากที่สุด 5 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันฐานถ้าเป็นไปได้ ใช้ชนิด บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามธรรมชาติ) เทคนิค อื่นในการคลาย เครียดได้แก่ การใช้ฝ่ามือทั้งสองนวด โดยกางนิ้วออก นวดศีรษะเบา ๆ ไล่จากคางขึ้น ไปถึงหน้าผาก แล้วย้อนกลับ ลง มาที่ท้ายทอย คุณนวดที่หางตาได้ ด้วยเช่นกัน

27. ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ วิธีนี้ช่วยลดภาวะตึงเครียด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ การนอนง่ายคือบังคับควบคุม ความรู้สึกของสายตาและ ไม่คิดอะไรอีกต่อไป ได้สำเร็จ ขณะ นอนหลับ สัมผัสทั้งห้าของเราถอดสายปลั๊ก ตามธรรมชาต ิเริ่มต้น จากการมอง การรับกลิ่น การรับรส การสัมผัส และสุดท้ายการได้ยิน

28. อาบน้ำร้อน โดยค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นจาก 35 ถึง 39 องศาเซลเซียส การทำเช่นนี้มี ปฏิกริยากล่อมประสาทให้ง่วงนอน (สำหรับแปดในสิบหน) คุณสามารถเติมสมุนไพร สกัดลงในอ่างน้ำร้อนได้ แต่เพื่อความเพลิดเพลิน เท่านั้น เพราะมีเพียงความร้อนเท่านั้นที่ ทำปฏิกริยา คุณเพียงแต่แช่ เท้าใน น้ำร้อน ก็ได้ ซึ่งจะต่อเนื่องถึง อุณหภูมิของร่างกาย และมีผลผ่อนคลายกลุ่ม ร่างแหเส้นประสาท หรือเส้นโลหิต หรือหลอดน้ำเหลือง ให้ปฏิบัติ ก่อนเข้านอน

29. เพียงแค่วางมือทั้งสองข้างบนหน้าท้อง ความร้อนจากมือช่วยผ่อนคลาย อวัยวะภาย ในช่องท้องที่ ขวางการไหลเวียนพลังงาน

30. อย่าคาดหมายล่วงหน้า พยายามอย่านึกคิดล่วงหน้าถึง การนัดหมาย สำคัญทาง อาชีพการงานใน วันรุ่งขึ้น แนวคิดคือเข้านอนดึกด้วย ความกังวลจะทำให้ คุณหลับ ไม่ลง

31. ผ่อนคลายตัวเองด้วยการหลับตาและจินตนาการถึงการอาบน้ำ ฝักบัวเย็น ฉ่ำ ที่ราดรด ลงมาจาก ศีรษะแล้วไหลไปตามลำคอ นำพาความเครียดทั้งวัน ที่ผ่านมาให้ไหลไป ตามทางน้ำ หรือใช้วิธีหายใจลึก ๆ อย่างรู้สติเป็นชุด ๆ ผสานกับการคิดแต่ในแง่ดี ("ฉันยอมหลับอย่างวางใจ" "ฉันรู้สึกผ่อนคลาย เต็มที่")

32. สามชั่วโมงก่อนนอน บอกเลิกกิจกรรมทุกอย่างที่คร่ำเคร่งและใช้สติปัญญา หยุดอ่านหนังสือถ้ามัน จุดจินตนาการของคุณให้ทำงาน ผลักดันให้ฝันหรือ ใช้ความคิดใคร่ ครวญ

33. พยายามคอยสังเกตสิ่งที่คุณทำแล้วหลับได้สนิทดี จะได้นำมาใช้ใหม่ ในค่ำคืน ที่นอนไม่หลับสักที

  • นางสาวผ่องใส ตรีเรืองโรจน์ เลขที่ 10 ภาคพิเศษจันทร์ -ศุกร์ cmru.
    IP: xxx.173.224.84
    เขียนเมื่อ 

สมุนไพร พิชิตหนาว

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว การดูแลสุขภาพโดยทั่วไป คือ ต้องดูแลร่างการให้ได้รับความอบอุ่น เริ่มตั้งแต่การรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม การทำความสะอาดร่างกาย ตลอดจนการดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย มีวิธีดี ๆ แนะนำ ดังนี้

ฤดูหนาวรับประทานอะไรดี

สำหรับการรับประทานอาหารในช่วงฤดูหนาว ควรเลือกรับประทานอาหารที่ร้อนและปรุงเสร็จใหม่ ๆ ควรมีรสเปรี้ยวอมขมเล็กน้อย และรสเผ็ด เช่น แกงส้มดอกแค แกงขี้เหล็ก แกงป่า สะเดาน้ำปลาหวาน เพราะธรรมชาติจะเปลี่ยนไปตามฤดูการ ผักพื้นบ้านและสมุนไพรในฤดูต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปเช่น เดี่ยวกัน ในฤดูหนาว มักจะมีสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น สะเดา ซึ่งมีรสขม เมื่อกินแล้วจะช่วยแก้ไข้ ทำให้เจริญอาหาร ขี้เหล็กมีสรรพคุณช่วยระบาย ดอกแคแก้ไข้หัวลม ควรเลือกรับประทานผักพื้นบ้านตามฤดูกาล ส่วนการเลือกเครื่องดื่มในฤดูหนาวนี้ ควรเป็นเครื่องดื่มร้อน ๆ เช่น น้ำขิง ชาสมุนไพร เพื่อช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด ซึ่งป้องกันการเป็นหวัดในช่วงฤดูหนาวได้อีกทางหนึ่งด้วย

หน้าหนาวควรดูแลร่างกายอย่างไร

ด้วยอากาศที่หนาวเย็นเราควรอาบน้ำด้วยน้ำอุ่น และเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่หนา แต่บางครั้งการอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าการอาบน้ำเย็น เพราะน้ำมันที่ผิวหนังจะถูกชะล้างออกไป รวมทั้งความชื้นของอากาศที่ลดลง ก็จะเพิ่มให้ผิวหนังแห้ง แตก และคันได้ง่าย ดังนั้น ควรจะดูแลร่างกายในช่วงหน้าหนาวนี้เป็นพิเศษ โดยสามารถนำเอาสมุนไพรพื้นบ้านมาประยุกต์ใช้ดูแลผิวพรรณอย่าง น้ำมันงา ขมิ้นชัน ผิวมะนาว และผิวมะกรูด

สมุนไพรดูแลผิวพรรณ

• น้ำมันงา นำงาดิบประมาณ 1 ถ้วย โขลกให้ละเอียด บีบเอาน้ำมันจากงา เก็บไว้ในขวด ทาผิวตอนเช้าและก่อนนอน น้ำมันงาจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการแห้งแตกและคัน

• ขมิ้นชัน มีสรรพคุณช่วยลดอาการคันและช่วยลดผดผื่นตามผิวหนัง เพียงนำขมิ้นชันสดมาล้างให้สะอาดและโขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้นำมาทาผิว หลังอาบน้ำเช้า เย็น แต่อาจจะมีสีของขมิ้นติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่

• ผิวมะกรูด น้ำมันที่ผิวของมะนาวและมะกรูด จะช่วยเคลือบผิวให้ชุ่มชื้น ลดอาการคัน ลดการอักเสบ โดยนำมะนาวที่ใช้แล้ว ส่วนบริเวณด้านนอกของมะนาวมาทาผิวที่บริเวณที่แห้งคัน เช้า-เย็น ก็จะช่วยลดอาการคันได้

• การดูแลสุขภาพด้วยการอาบน้ำสมุนไพร

การอาบน้ำอุ่นในฤดูหนาว จะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เพราะในฤดูหนาว คนส่วนใหญ่มักจะเป็นหวัด คัดจมูก และคันตามผิวหนัง ซึ่งหากนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยลดอาการคันมาต้มอาบแทนน้ำเปล่า ก็จะช่วยบรรเทาอาการคันได้ดี สมุนไพรที่หาได้ง่ายที่ควรนำมาต้มมีดังนี้

- ยอดผักบุ้ง จำนวน 5 ยอด ใช้รักษาอาการคัน

- ใบมะกรูด จำนวน 3-5 ใบ แก้วิงเวียน ช่วยให้หายใจสบาย

- ใบมะขาม/ใบส้มป่อย 1 กำมือ แก้อาการคันตามร่างกาย ช่วยให้ผิวหนังสะอาด

- ต้นตะไคร้ จำนวน 3 ต้น บำรุงธาตุไฟ

- หัวไพล จำนวน 2-3 หัว ลดอาการอักเสบ ปวด บวม

- ใบหนาด จำนวน 3-5 ใบ ช่วยบำรุง แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลือง

- หัวขมิ้นชัน จำนวน 2-3 หัว ช่วยสมานแผล แก้คันตามผิวหนัง

- การบูร จำนวน 15 กรัม ช่วยบำรุงหัวใจ

- หัวหอมแดง จำนวน 3-5 หัวแก้หวัดคัดจมูก

เพียงนำสมุนไพรทั้งหมดมาต้มรวมกัน ผสมน้ำเย็นให้พออุ่น แล้วนำมาอาบ

สรรพคุณของสมุนไพร จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ลดอาการคันตามผิวหนัง ช่วยให้หายใจโล่ง แค่นี้ก็จะรู้สึกสบายตัว ไม่ต้องกังวลกับฤดูหนาวแล้ว

  • นางสาวไพลิน จันทร์ทะวงศ์ เลขที่ 25 ภาคพิเศษจันทร์ - ศุกร์ cmru.
    IP: xxx.173.224.84
    เขียนเมื่อ 

อาหารแสลง....สิว

สิว.. เป็นโรคสำหรับคนหนุ่มสาวก็ว่าได้ เพราะเรามักพบเห็นคนเป็นสิวในช่วงวัยรุ่น และจะค่อย ๆ ลดน้อยลงเมื่อพ้นอายุ 25 ปี ไปแล้ว แต่ข้อสรุปนี้...ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคน เนื่องจากบางคนเกิดมา สิวสักเม็ดบนในหน้าก็ไม่เคยได้สัมผัส ในขณะที่บางคนต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ายา ค่ารักษาสิว

สำหรับคนเป็นสิว เรามักจะมีคำพูดปลอบใจติดปาก ที่ติดหูมาจากโฆษณาชิ้นหนึ่งว่า “สิว...เป็นเรื่องธรรมชาติ” ซึ่งก็ลดความกังวลใจเบื้องต้นลงได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการลดทั้งความกังวลใจ และปริมาณสิว ก็ลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคกันดูสักตั้ง เผื่ออะไรบนใบหน้าจะดีขึ้นมาบ้าง

เพราะสิวมีความสัมพันธ์กับผิวหน้าที่มีความมัน และความมันที่เกิดขึ้นบนใบหน้าก็มีความสัมพันธ์กับอาหารการกิน

ผิวหน้าที่มีความมันนั้น เกิดจากต่อมไขมันบนใบหน้าผลิต Sebum (ไขมันที่ถูกขับจากต่อม ที่เรียกว่า Sebaceousglamg) มากเกินไป ซึ่งการผลิต Sebum ในปริมาณที่มากนั้นเป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศชาย หรือที่เรียกว่า “เทสโทสเตอโรน” ซึ่งสร้างจากอัณฑะผู้ชาย และต่อมหมวกไตในผู้หญิง ฮอร์โมนตัวนี้เองที่เป็นตัวกระตุ้น ต่อมน้ำมันที่ผิวหน้าให้สร้างน้ำมันออกมามาก จนทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตัน และเกิดเป็นสิวในที่สุด

ฉะนั้นหากคุณรับประทานอาหารไขมันมาก Sebum ก็จะถูกผลิตมาก สิวก็จะมากตามไปด้วย ถ้าคุณเป็นคนผิวธรรมดา Sebum ก็จะถูกผลิตไม่มากนัก แต่ถ้าเป็นคนผิวมัน ก็เห็นได้ชัดเจนถึงการผุดเพิ่มของเม็ดสิว อันเนื่องมาจาก การรับประทานอาหารมัน คนเป็นสิวจึงไม่ควรรับประทานอาหารมันมาก

นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ประกอบด้วยไขมันชนิดอิ่มตัว เช่น น้ำมัน หรือ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นม เนย ครีม เพราะไขมันอิ่มตัวทำให้เกิดการ อุดตันของรูขุมขนที่ใบหน้าได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน มักแนะนำให้คนที่เป็นสิวมาก เลือกใช้น้ำมันพืชชนิดที่มีไขมันไม่อิ่มตัว ลดไขมันสัตว์และน้ำมันพืชชนิด ไฮโดรจิเนต หรือที่เรียกว่าไขมันแปลงสภาพ ซึ่งนิยมใช้ในกระบวนการผลิตอาหารสำเร็จรูป เพราะช่วยให้อาหารมีหน้าตาดีและรสชาติดีกว่าการใช้น้ำมันพืช

และในผู้ชายยังพบว่า การรับประทานอาหารหวาน แป้ง น้ำตาล โดยเฉพาะพวกขนมอย่างเช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง น้ำอัดลม เรียกได้ว่า เป็นอาหารแสลง เฉพาะบุคคล ซึ่งต้องอาศัยการสังเกตตัวเอง ว่าแสลงกับอาหารประเภทไหนก็พยายามหลีกเลี่ยงอาหารประเภทนั้น

เมื่อหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารแสลงสิวได้แล้ว ก็ลองเพิ่มอาหารที่ช่วยบรรเทาการเกิดสิวกันดูบ้าง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ข้าวกล้อง หรือ พืชผัก ผลไม้

ข้อเสนอ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ

1.อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ

2.เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้

3.ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา

4.ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง

5.ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้

6.อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง

7.เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้

8.เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด

9.ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ

10.ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

11.น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์

12.การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน

13.คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

14.ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง

 

 

สูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า

ว่านหางจระเข้: บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ รักษาสิว

แตงกวา:สมานผิว ลบรอยเหี่ยวย่น

มะเขือเทศ: สมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ

ขมิ้นสด: บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว

กล้วยน้ำว้าสุก: บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนไว

หัวไชเท้า: ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย

ใบบัวบก: ลดรอยตีนกา

มะขามเปียก: บำรุงผิวหน้าขาวเนียน ลดรอยฝ้าจุดด่างดำ ชำระล้างสิ่งสกปรก

กล้วยหอม: ลดรอยเหี่ยวย่น ถนอมผิวหน้าให้ชุ่มชื่น

ทุเรียน: ลดปัญหาสิวเสี้ยน

มะนาว: ลดสีเข้มของกระบนใบหน้า

มะม่วงสุก: แก้ปัญหาฝ้าและสิว

แครอต: บำรุงผิวหนแต่งตึงสดใส

มะเขือเทศ: รักษาสิวหัวดำ ป้องกันรูขุมขนอุดตัน ทำความสะอาดผิวหน้า

สับปะรด: บำรุงผิวหน้าขาวใส และช่วยขจัดเซลล์ตายให้หลุดลอก

แตงโม: บำรุงผิวหน้าชุ่มชื่นสดใส

บรรเทาอาการปวดหัวด้วยตัวคุณ

อาการปวดหัวเป็นเรื่องปกติคู่วิถีชีวิตคนเมืองอย่างเราๆ บนโต๊ะทำงานนอกจากจะเห็นเครื่องเขียนจำเป็นแล้ว แผงยาแก้ปวดหัว ก็ดูจะคุ้นตาอยู่บ่อยๆ ทำไมถึงปวดหัวหรือ

สาเหตุนั้นมีเยอะมาก แล้วแต่องค์ประกอบของแต่ละคน เช่น มีโรคประจำตัวบางอย่าง ความดันโลหิตสูง เป็นไมเกรน คนกลุ่มนี้เขาจะรู้ตัวเมื่อมันเริ่มปวดตึบๆ ขึ้นมา ส่วนใหญ่ถ้ากินยาดักไว้ก่อนอาการก็จะทุเลาไม่ถึงขั้นรุนแรง

แต่สำหรับคนที่ปวดหัวทั่วไป อาจมีได้หลายสาเหตุ เช่น อากาศร้อนเกินไป นอนไม่พอ เครียด หิวข้าว คนที่ชอบเคี้ยวหมากฝรั่งนานๆ แพ้กลิ่นน้ำหมอฉุนๆ คนสูบบุหรี่จัดส่วนใหญ่ก็จะปวดหัวบ่อยๆ นอนผิดท่าก็ทำให้ปวดหัวได้เหมือนกัน อย่างนอนคว่ำหน้าก็อาจทำให้กล้ามเนื้อที่คอหดตัวและเป็นสาเหตุให้ปวดหัวได้ ท่านอนหงายจะดีกว่าสำหรับคนที่ปวดหัวบ่อยๆ และปวดหัวไม่ทราบสาเหตุอีกมากที่ทำให้คนเราปวดหัว ก่อนที่จะพึ่งโอสถก็ลองแก้ที่ต้นเหตุปัญหาและพึ่งตนเองดูก่อนกันดีกว่าไหม...

นอนหลับสักงีบอาจช่วยให้อาการปวดหัวดีขึ้น แต่ก็เหมือนดาบสองคม บางคนปวดหัวแล้วนอนสักตื่นจะอาการดีขึ้น แต่บางคนนอนมากไปจะยิ่งปวดหัวหนักขึ้น ต้องลองดูนะครับ

ไม่ว่าจะยืนหรือนั่ง ต้องให้หลังและคอตั้งตรงไว้เสมอ พยายามหลีกเลี่ยงการเอียงศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่งอยู่เสมอๆ

ประคบร้อนหรือเย็น ที่บริเวณหน้าผากและต้นคอก็ช่วยได้ ส่วนจะเลือกร้อนหรือเย็นอันนี้ต้องตามความเหมาะสมของแต่ละคน ขอแนะนำว่าความร้อนห้ามใช้กับคนปวดหัวไมเกรน หรือคนที่ปวดหัวเพราะความดันโลหิตสูง

หายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกช้าๆ เหมือนเวลาคลายเครียด หรือดับความโกรธ

นวดและกดเพื่อบรรเทาอาการปวดหัว บริเวณต้นคอ ไหล่ และหลัง

ประคบดวงตาด้วยผ้าชุบน้ำเย็น เพราะอาจเกิดจากตาเพลียที่ต้องสู้กับแสงจ้าเป็นเวลาต่อเนื่องนานๆ เช่น อยู่ท่ามกลางแดด สู้แสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันจนตาล้า การใส่แว่นกันแดด หรือติดแผ่นกรองแสงหน้าจอก็ช่วยได้มาก

ดื่มกาแฟดำสักแก้ว อาจช่วยได้ แต่อย่าดื่มมากไปเพราะอาจทำให้ใจสั่นและนอนไม่หลับ

รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ เพราะการอดอาหารอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง เส้นเลือดในสมองหดตัว เมื่อทานอาหารมื้อต่อไปจะทำให้เส้นเลือดขยายเกิดอาการปวดหัวได้

งดอาหารบางชนิด ได้แก่ อาหารที่มีรสเค็มที่ใส่เกลือมากๆ อาหารที่ใส่ผงชูรส ช็อกโกแล็ต เนยแข็ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดี และมลพิษน้อยที่สุด

วิธีแก้ไขปัญหา "หน้ามันเยิ้ม

เรื่องหน้ามัน เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่น เนื่องจากมีอิทธิพลของฮอร์โมนเพศที่เพิ่มขึ้นไปกระตุ้นต่อมไขมัน ให้ทำงานมากขึ้น แต่บางคนคิดว่าตัวเองพ้นวัยรุ่นมานานแล้ว ทำไมยังหน้ามันไม่หายสักที นั่นเป็นเพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ส่งผลต่อความมันบนใบหน้า ความเครียด, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในหญิงมีครรภ์, ความร้อน และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสม

ส่วนความเชื่อที่ว่าการรับประทานของมันๆ เช่น ขาหมู, ไอสกรีม, กะทิ แล้วจะทำให้หน้ามันนั้นเป็นการเข้าใจผิดค่ะ เพราะเป็นไขมันคนละชนิดกับที่หลั่งออกมาสู่ผิวหนัง

ปัญหาที่พบคู่กันกับคนหน้ามันคือ รูขุมขนกว้าง ซึ่งจะสัมพันธ์กับปริมาณไขมันที่ผลิตจากต่อมไขมันและหลั่งออกสู่ผิวหนังที่มากขึ้น เพราะถ้าไขมันเหล่านี้ไม่สามารถระบายออกไปได้ ก็จะเกิดการอุดตันเกิดเป็นสิวตามมาให้กลุ้มใจอีกเรื่องค่ะ

การดูแลรักษาผิวหน้า สำหรับคนหน้ามัน

1. ควรล้างหน้าให้สะอาดวันละ 2-3 ครั้งก็พอ เพราะการล้างหน้าบ่อยเกินไปกลับจะเป็นโทษคือทำให้ผิวหน้าอักเสบระคายเคืองได้ ในระหว่างวันถ้ารู้สึกรำคาญหน้ามันก็อาจใช้กระดาษซับมันช่วยได้ สบู่หรือโฟมที่เลือกใช้ควรผลิตสำหรับผิวมันโดยเฉพาะ หรืออาจใช้เป็นสบู่เด็กก็พอ ไม่ควรใช้สบู่ที่ฟอกแล้วหน้าตึงมาก

2. ครีมบำรุงหรือครีมให้ความชุ่มชื้น ควรเลือกชนิดปราศจากน้ำมัน (Oil-free) และไม่อุดตันรูขุมขน (Non-Comidogenic) และควรมีสารป้องกันแสง UV ที่จะมาทำลายผิวด้วย

3. การแต่งหน้า ถ้าเป็นไปได้แป้งที่เหมาะสมสำหรับคนหน้ามันก็คือแป้งฝุ่น แต่ถ้าจำเป็นต้องแต่งหน้าก็อาจใช้แป้งฝุ่นก่อนจึงค่อยแต่งหน้า การเลือกใช้รองพื้นควรใช้ชนิดที่มีส่วนผสมเป็นน้ำ (Water Based) และปราศจากน้ำมัน (Oil-free)

ถ้าปฏิบัติด้วยวิธีดังกล่าวแล้วยังมีหน้ามันมาก มีรูขุมขนกว้างหรือมีสิวขึ้นจนขาดความมั่นใจก็ควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพราะคุณหมอจะมียาทาบางชนิดที่ช่วยลดการทำงานของต่อมไขมัน ช่วยขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วที่อุดตันตามรูขุมขนออกไป เช่น ยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ, AHA, BHA ฯลฯ ทำให้ผิวหน้าดูดีขึ้น

ส่วนยารับประทานที่ควบคุมความมันบนใบหน้าเป็นยาอันตรายนะคะ! ซื้อทานเองหรือเอาไปแบ่งเพื่อนทานก็ไม่ได้ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้นค่ะ

สุขภาพร่างกายแข็งแรงกับธาตุทั่ง ๔

ธาตุทั้ง 4 มักจะบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยและอารมณ์ของคนเรา

ว่าเป็นคนแบบไหนอย่างไรชอบอะไรไม่ชอบอะไร แถมยังจะบอกด้วยว่าลักษณะผิวพรรณรูปร่างเป็นอย่างไร แม้กระทั้งอาหารการกินต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสมดุลทางร่างกาย เป็นการส่งเสริมสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ได้แก่

ธาตุดิน

เปรียบดั่งความห่วงใย สีประจำธาตุคือสีน้ำตาล คนธาตุดินมักจะมีร่างกายและกล้ามเนื้อแข็งแรง สูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ เสียงดังฟังชัด เป็นคนหนักแน่น รักการประนีประนอม สดใส ดูท่าทางขี้โกงแต่จิตใจดี

ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มี

รสฝาด รสหวาน รสมัน รสเค็ม เช่น ฝรั่งดิบ หัวปลี กล้วย มะละกอ เผือก มัน ถั่วพู กะหล่ำปลี ผักกระเฉด มะม่วง มังคุด เงาะ ลำไย น้ำเต้าหู้ น้ำแตงโม ขนมจีนน้ำพริกเป็นต้น

ธาตุน้ำ

เปรียบดั่งกำลังใจ สีประจำธาตุคือสีฟ้า คนธาตุน้ำมักมีรูปร่างสมส่วน ท้วมถึงอ้วน ผิวพรรณสดใส มีความนุ่มนวลในตัวเองหากนำมาใช้ถูกทาง สิ่งใดหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง เชื่องช้าในบางครั้ง

ควรรับประทานผัก และผลไม้ที่มี

รสเปรี้ยว เช่น ก๋วยเตี๋ยว มะเขือเทศ ส้มโอ สับปะรด มะนาว ส้มเขียวหวาน ยอดมะขามอ่อนเป็นต้น

ธาตุลม

เปรียบดั่งความคิดถึง สีประจำธาตุคือสีเขียว ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เกิดราศีตุลย์ คนธาตุลมมักมีรูปร่างโปร่งไม่อ้วน ผิวหนังแห้ง

ควรรับประทานผักผลไม้ น้ำผลไม้ที่มี

รสเผ็ดร้อน ระบบการเผาผลาญทำงานเร็วผิดปกติเช่น กะเพราแดง โหระพา น้ำตะไคร้ ข่า กระเทียม ขึ้นฉาย น้ำขิง ยี่หร่าเป็นต้น

ธาตุไฟ

เปรียบดั่งความรัก สีประจำธาตุคือสีชมพูและสีม่วง คนธาตุไฟมักมีรูปร่างผอม ผิวคล้ำ ตกกระ กล้ามเนื้อกระดูกหลวม ร่าเริงสนุกสนาน คุยเก่ง สุภาพ อ่อนโยน แต่ควรที่จะระวังคำพูดในบางครั้ง

ควรรับประทานผัก และผลไม้ที่มี

รสขม รสหอมเย็น รสจืด เช่น สะเดา แตงโม น้ำผักตำลึง น้ำว่านหางจระเข้ น้ำหัวผักกาด ฟักเขียว น้ำแตงกวา คะน้า บวบ มะเขือต่างๆเป็นต้น

สัญญาณ 10 ประการที่ร่างกายคุณฟ้องว่าคุณท­านอาหารไม่เหมาะสม

ร่างกายของคุณเกิดมีปฏิกิริยาตอบกลับมาเป็นผดผื่น คัน ผิวหนังลอกเป็นขุยแล้วล่ะ ก็ แสดงว่าคุณกำลังทานอาหารไม่ถูกต้องอยู่นะคะ วันนี้เราจึงนำ สัญญาณ 10 ประการที่ร่างกายคุณฟ้องว่าคุณทานอาหารไม่เหมาะสมมา ฝากกัน

1. ผิวหนังมีปัญหา

เช่น มีอาการคัน หรือลอกเป็นขุย แม้จะไม่ใช่ช่วงหน้าหนาว อาการเช่นนี้อาจเป็นลักษณะของการ ขาดวิตามิน A ผักและผลไม้ ที่มีสีเหลือง สีส้ม หรือสีเขียวเข้ม ล้วนแต่อุดมไปด้วยวิตามิน A เพียงพอที่จะทำให้ผิวคุณเป็นปกติ ไม่ควรทานวิตามิน A เสริมที่อยู่ในรูปแบบเม็ด เพราะการได้รับโดยตรงเช่นนี้มาก เกินไปจะเป็นอันตรายได้

2. ผมไม่เงางาม

ในกรณีที่รุนแรง ผมของคุณจะไม่สามารถจัดทรงได้เลย เป็นผลมาจากการ ขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นมังสวิรัติ หรือคน ที่จำกัดอาหารอย่างมาก ดังนั้นคุณจึงควรที่จะทานอาหารที่มีกากใยควบคู่ไปกับการ ออกกำลังกาย ส่วนคนที่เป็นมังสวิรัติ ต้องได้สารอาหารจาก พืชผัก ข้าว และ ถั่ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้โปรตีนทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ขาดไป และเพิ่มเติมด้วยกะหล่ำดอก และผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด ถั่วแขก และถั่ว เหลือง ซึ่งอุดมไปด้วยไบโอติน

3. ท้องผูก

เป็นอาการที่กำลังบอกคุณว่า คุณต้องได้สารอาหารพวก ไฟเบอร์ หรืออาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ต่าง ๆ อย่างน้อยวันละ 25 กรัม และดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย

4. ผายลมบ่อย ( ตด...เหม็น)

แม้ว่าไฟเบอร์จะมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไป หรือได้รับสารอาหารประเภทนี้เร็ว เกินไป เช่น กินถั่ว หรือไม้จำพวกที่มีฝัก เช่น กระถิน ทองหลาง ร่างกายของคุณจะ ผลิตแก๊สตามออกมามากกว่าอาหารที่ย่อยง่ายตามปกติ วิธีแก้ปัญหาคือค่อย ๆ เพิ่มสารอาหารพวกไฟเบอร์อย่างช้า ๆ ถ้าคุณเคยกินแค่เพียง วันละ 10 กรัม อย่าผลีผลามเพิ่มเป็น 25 กรัมในวันรุ่งขึ้น ในสัปดาห์แรกเพิ่มแค่ เพียง 5 กรัม แล้วสัปดาห์ต่อมาค่อยเพิ่มอีก 5 กรัม

5. ข้อต่อมีเสียงดังหรือปวดบริเวณข้อต่อ

อย่าเพิ่งไปโทษโรคข้ออักเสบ อาจเป็นไปได้ว่าคุณกิน ปลาน้อยเกินไป กรดไขมัน ประเภทโอเมก้า -3 ที่พบมากในปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า จะทำให้ข้อต่อของคุณ เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กระแสโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการบวมและ ปวดบริเวณข้อต่อ

6. สเปิร์มน้อยลงไปมาก

ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะมีลูก และมีปัญหาระดับของสเปิร์มต่ำกว่าปกติ อาจเป็นไป ได้ว่าคุณ ขาดวิตามิน C ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายจากการศึกษาพบว่า วิตามิน C ยังช่วยในการรักษาปริมาณและความสมบูรณ์ ของตัวสเปิร์มด้วย Earl Dawson, Ph.D., ที่ University of Texas Medical Branch ที่ Galveston แนะนำว่าให้ผู้ชายดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน โดยบอกว่าวิตามิน C มีส่วนช่วยป้องกันสเปิร์มจากอันตรายและความเสียหายในทุกๆ ด้าน

7. หัวใจเต้นผิดปกติ

หัวใจของคนเราเป็นกล้ามเนื้อที่มีการบีบตัวมากกว่า 100,000 ครั้งต่อวัน คงไม่ สามารถทำงานอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา แต่ถ้าอยู่ ๆ คุณรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว กว่าปกติ หรือเต้น ๆ หยุด ๆ โดยไม่มีเหตุผล ถ้ามีอาการเจ็บปวด หรือหน้ามืด เวียนศีรษะด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าแพทย์พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ หัวใจคุณก็ยังมีอาการเต้นผิดปกติในบางครั้ง คุณอาจจะ ขาดสารอาหารพวกแม็กนีเซียม หรือโปแตสเซียม สำหรับโปแตสเซียม ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้ว ช่วงอาหารเช้าให้ เพิ่มกล้วยเข้าไปในส่วนหนึ่งของเมนู สำหรับแม็กนีเซียม ให้ทานอาหารว่างที่เป็น พวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน หรือเมล็ดฟักทอง และผักโขม เป็นอีกตัว หนึ่งที่มีแร่ธาตุช่วยในการทำงานของหัวใจ

8. ปวดเหงือก

ถ้าการเจ็บปวดเกิดจากการอักเสบ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและปัญหาของเหงือก แสดงว่า ปากของคุณกำลังต้องการ แบคทีเรียที่มีประโยชน์ ให้มาช่วยจัดการกับแบคทีเรียใน ปากที่มีอันตราย ให้กินโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่เราต้องการเป็นอาหารว่างในช่วง เช้าของทุกวัน

9. กระดูกแตก

ถ้ากระดูกคุณแตกมากกว่า 2-3 ครั้งตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่ากระดูก ของคุณอยู่ในภาวะอ่อนแอ อาจมีสาเหตุมาจากการขาดวิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งเป็น ตัวประกอบที่สำคัญในการสร้างกระดูก ผู้ชายก็ต้องการแคลเซียมมากเหมือน ๆ ผู้หญิง เพราะผู้ชายมักจะกินเนื้อมากกว่า ซึ่งอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส ยิ่งร่างกายได้รับ ฟอสฟอรัสมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการแคลเซียมมากขึ้นเท่านั้น อาหารที่อุดมไปด้วย แคลเซียม ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง โยเกิร์ต นมและเนยแข็ง (ไขมันต่ำได้ก็ ดี)

10. ขี้ลืม

อาจเป็นได้ว่าคุณขาดวิตามิน B ในการศึกษาที่ USDA Human Nutrition Research Center in Boston นักวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีระดับของวิตามิน B 6 B 12 และ B folate สูงในเลือด จะมีความทรงจำที่ดีกว่าจากการทดสอบพบว่าสารอาหารพวกนี้ช่วย ให้สมองทำงานได้เต็มที่ และยังช่วยควบคุม homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิด หนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการที่เลือดจะไปหล่อเลี้ยงสมอง ถั่ว เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B 6 และโฟเลต มากที่สุด และไม่ต้องกังวลกับการ ขาดวิตามิน B 12 เพราะมีมากในเนื้อสัตว์และอาหารทะเล

หมั่นสังเกตตัวเองสักนิด แล้วจะรู้ว่าร่างกายของท่านเรียกร้องอะไร

วิธีแก้ไขปัญหา "หน้ามันเยิ้ม"

เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่น เนื่องจากมีอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ ที่เพิ่มขึ้นไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้น แต่บางคนคิดว่าตัวเองพ้นวัยรุ่นมานานแล้ว ทำไมยังหน้ามันไม่หายสักที นั่นเป็นเพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่าง ที่ส่งผลต่อความมันบนใบหน้า ความเครียด, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในหญิงมีครรภ์, ความร้อน และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสม

*ส่วนความเชื่อที่ว่าการรับประทานของมันๆ*

เช่น ขาหมู, ไอสกรีม, กะทิ แล้วจะทำให้หน้ามันนั้นเป็นการเข้าใจผิดค่ะ เพราะเป็นไขมันคนละชนิด กับที่หลั่งออกมาสู่ผิวหนัง

*ปัญหาที่พบคู่กันกับคนหน้ามันคือ*

รูขุมขนกว้าง ซึ่งจะสัมพันธ์กับปริมาณไขมันที่ผลิตจากต่อมไขมัน และหลั่งออกสู่ผิวหนังที่มากขึ้น เพราะถ้าไขมันเหล่านี้ไม่สามารถระบายออกไปได้ ก็จะเกิดการอุดตันเกิดเป็นสิวตามมาให้กลุ้มใจอีกเรื่อง

*การดูแลรักษาผิวหน้า สำหรับคนหน้ามัน*

1. ควรล้างหน้าให้สะอาดวันละ 2-3 ครั้งก็พอ เพราะการล้างหน้าบ่อยเกินไป กลับจะเป็นโทษคือทำให้ผิวหน้าอักเสบระคายเคืองได้ ในระหว่างวันถ้ารู้สึกรำคาญหน้ามันก็อาจใช้กระดาษซับมันช่วยได้ สบู่หรือโฟมที่เลือกใช้ควรผลิตสำหรับผิวมันโดยเฉพาะ หรืออาจใช้เป็นสบู่เด็กก็พอ ไม่ควรใช้สบู่ที่ฟอกแล้วหน้าตึงมาก

2. ครีมบำรุงหรือครีมให้ความชุ่มชื้น ควรเลือกชนิดปราศจากน้ำมัน (Oil-free) และไม่อุดตันรูขุมขน (Non-Comidogenic) และควรมีสารป้องกันแสง UV ที่จะมาทำลายผิวด้วย

3. การแต่งหน้า ถ้าเป็นไปได้แป้งที่เหมาะสม สำหรับคนหน้ามันก็คือแป้งฝุ่น แต่ถ้าจำเป็นต้องแต่งหน้าก็อาจใช้แป้งฝุ่นก่อนจึงค่อยแต่งหน้า การเลือกใช้รองพื้นควรใช้ชนิดที่มีส่วนผสมเป็นน้ำ (Water Based) และปราศจากน้ำมัน (Oil-free)

ถ้าปฏิบัติด้วยวิธีดังกล่าวแล้วยังมีหน้ามันมาก มีรูขุมขนกว้างหรือมีสิวขึ้นจนขาดความมั่นใจ ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพราะคุณหมอจะมียาทาบางชนิดที่ช่วยลดการทำงานของต่อมไขมัน ช่วยขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ที่อุดตันตามรูขุมขนออกไป เช่น ยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ, AHA, BHA ฯลฯ ทำให้ผิวหน้าดูดีขึ้น

ส่วนยารับประทานที่ควบคุมความมันบนใบหน้า เป็นยาอันตรายนะคะ! ซื้อทานเองหรือเอาไปแบ่งเพื่อนทานก็ไม่ได้ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น

มะเร็งศีรษะและลำคอ

มะเร็งของศีรษะลำคอ หมายถึง มะเร็งที่เกิดขึ้นในเยื่อบุผิวทางเดินหายใจและทางเดินอาหารส่วนต้น โดยตำแหน่งที่สำคัญในทางเดินอาหารและหายใจส่วนบนที่อาจเกิดเป็นมะเร็ง โดยตำแหน่งที่สำคัญในทางเดินอาหารและหายใจส่วนบนที่อาจเกิดเป็นโรคมะเร็ง ได้แก่ ช่องปาก ช่องคอ โพรงรอบจมูกเท่านั้น

สาเหตุของโรคมะเร็งศีรษะและลำคอเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขระดับโลก ใสแต่ละปีจะมีผู้ป่วยใหม่เกิดขึ้นประมาณ 540,000 รายทั่วโลก และเสียชีวิต 271,000 รายต่อปี

สาเหตุของโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ

สำหรับประเทศไทย พบว่าปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งศีรษะและลำคอมาจากการดื่มเหล้าและการสูบบุหรี่ ส่วนการเคี้ยวหมากร่วมกับใบยาสูญเป็นพฤติกรรมที่พบบ่อยในอดีต และเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเกิด “มะเร็งช่องปาก” โดยเฉพาะบริเวณกระพุ้งแก้ม ผู้ป่วยบางรายอาจมีความผิดปกติระดับยีนที่เสริมให้เกิดมะเร็งจากการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุเสริมอื่น ๆ ได้แก่ ภาระ ภูมิคุ้มกัน ความผิดปกติทางพันธุกรรม อาจมีส่วนทำให้เกิดมะเร็งศีรษะและลำคอ

สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

อาการของมะเร็งในระยะแรกจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็น เช่น

- มะเร็งของกล่องเสียง อาการเสียงแหบ

- มะเร็งช่องปาก อาการแผลเรื้อรัง ปวดพูดไม่ชัด เลือดออกจากแผลและมีก้อนยื่นออกมา

- มะเร็งบริเวณโคนลิ้น และกล่องเสียง อาการกลืนเจ็บ กลืนลำบาก เสียงเปลี่ยน หรือหายใจไม่สะดวก

- มะเร็งหลังโพรงจมูก อาการหูอื้อ ฟังไม่ชัด เกิดจากภาวะน้ำคั่งในหู

- มะเร็งของช่องจมูกและโพรงอากาศรอบจมูก อาการแน่นโพรงจมูกหรือปวดศีรษะตื้อ ๆ

- มะเร็งบางตำแหน่ง เช่น หลังโพรงจมูก หรือบริเวณใต้กล่องเสียงอาจไม่แสดงอาการใด ๆ ทั้งสิ้นในระยะแรก แต่สำหรับมะเร็งทุกชนิดในระยะลุกลาม มักจะมีอาการคล้ายกันในทุกตำแหน่งของร่างกาย เช่น

o น้ำหนักลดลง

o อาการปวดร้าวจากมะเร็งลุกลามไปที่เส้นประสาท

o อาการของเส้นประสาทสมองถูกทำลาย เช่น ตามองเห็นภาพซ้อน

o อาการหายใจลำบากจากทางเดินหายใจอุดกั้น

o แผลที่ทะลุออกทางผิวหนัง และเลือดออกจากช่องปากหรือช่องคอ

รู้ได้อย่างไรว่าโรคมะเร็งมาเยือน

แม้ว่าการวินิจฉัยมะเร็งศีรษะและลำคอส่วนใหญ่สามารถทำได้ไม่ยาก แต่ปัจจุบันปัญหาใหญ่ก็คือผู้ป่วยเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ที่มาพบแพทย์ในระยะแรก ๆ และประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยกลุ่มนี้ เซลล์มะเร็งจะลุกลามเฉพาะที่ตำแหน่งที่เป็นเริ่มแรก และที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองในลำคอ นอกจากนี้ยังพบว่ามักจะมีการกระจายไปที่ปอด ซึ่งพบบ่อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม การตรวจพบก้อนในปอดเพียงจุดเดียวมักจะมีสาเหตุจากมะเร็งที่ปอดโดยตรงมากกว่ามะเร็งที่แพร่กระจายมาจากตำแหน่งอื่น ๆ คือ ต่อมน้ำเหลืองในช่องอก ตับ สมอง และกระดูก

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยในระยะท้าย ๆ เนื่องจากปล่อยปละละเลยอาการของตนเอง และความล่าช้าในการวินิจฉัยของแพทย์หรือทันตแพทย์ที่ดูแลเบื้องต้น ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงและมาด้วยอาการในบริเวณศีรษะและลำคอ จำเป็นที่แพทย์จะต้องคิดถึงและตรวจหามะเร็งศีรษะและลำคอเสมอ จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่เป็น

การรักษาในปัจจุบัน

มะเร็งศีรษะและลำคอมักเกิดในผู้ป่วยสูงอายุและมีโรคร่วมจากการสูบบุหรี่ และดื่มสุรา การดูแลรักษาผู้ป่วยเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันจากหลาย ๆ ฝ่าย ได้แก่ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านศีรษะและลำคอ อายุรแพทย์เคมีบำบัด แพทย์รังสีรักษา แพทย์รังสีวินิจฉัย ประสาทศัลยศาสตร์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง วิสัญญีแพทย์และแพทย์ทางด้านระงับ ปวด ทันตแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ พยาบาลเฉพาะทาง ด้านมะเร็ง รวมไปถึงนักสังคมสงเคราะห์

การให้การวินิจฉัยและประเมินผู้ป่วยก่อนการรักษาถือเป็นหัวใจ หลักของการดูแลรักษาทั้งหมด ความก้าวหน้าในการดูแลรักษาผู้ป่วย

มะเร็งศีรษะและลำคอในระยะเวลาที่ผ่านมา 15 ปี ส่วนใหญ่มุ่งไปที่การลดสภาวะพิกลพิการและเพิ่มคุณภาพชีวิต ในขณะที่อัตราการอยู่ รอดยังไม่เพิ่มขึ้น (อัตราการอยู่รอดที่ระยะเวลา 5 ปี ของมะเร็งระยะ ต้นอยู่ที่ 50-60% และต่ำกว่า 30% ในมะเร็งระยะลุกลาม) ดังนั้น การนำเอาวิทยาการใหม่ ๆ ทางด้านอณูชีววิทยาและอณูพันธุศาสตร์มาใช้อาจ มีส่วนช่วยในการทำนายพยากรณ์โรคและในการพัฒนาวิธีการรักษาผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้

แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือหากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการที่น่าสงสัยหรือเป็นผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคชนิดนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะหากยังอยู่ในระยะเริ่มแรก โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดก็มีมากขึ้น ในทางกลับกัน หากอยู่ในระยะลุกลาม การรักษาอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรนอกจากนี้ ผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอมีอาจเสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งที่ตำแหน่งอื่น ๆ ในระบบทางเดินอาหารและหายใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการดื่มสุราและสูบบุหรี่ที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งมีผลต่อเยื้อบุทั้งหมดที่สัมผัสกับสารเหล่านี้แม้ว่าจะหยุดปัจจัยเสี่ยงไปแล้ว ดังนั้นผู้ป่วยทุกรายได้รับการตรวจวินิจฉัยติดตามอาการไปเป็นระยะ ๆ ภายหลังการรักษาครั้งแรกครับ”

ศ.ดร.นพ.พรชัย โอเจริญรัตน์

สาขาวิชาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอ และเต้านม

ภาควิชาศัลยศาสตร์ รพ.ศิริราช

การคาดเข็มขัดนิรภัย

เมื่อเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกจะทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต ร่างกาย อันตรายที่เกิดกับคนมีตั้งแต่ไม่มากเช่นแผลถลอกจนกระทั้งอวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ อาจจะพิการ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การใช้เข็มขัดนิรภัยจะช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ

การเปลี่ยนแปลงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

แรงกระแทกที่เกิดจากรถที่วิ่งเร็ว 60 กิโลเมตรจะเท่ากับรถที่ตกที่สูง 14 เมตรหรือความสูงประมาณตึก 5 ชั้น ตัวรถจะยุบหรือบิดงอ

คนที่อยู่ในรถถ้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจะเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับรถเมื่อชนและหยุด ศีรษะ หน้า ลำตัวของคนในรถจะถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับพวงมาลัย และกระจกหน้ารถอาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิต

อวัยวะในร่างกาย เช่นตับ ไต ลำไส้ สมองหรือไขสันหลังซึ่งมีการเคลื่อนไหวอยู่ภายในจะเคลื่อนไหวเท่ากับความเร็วของรถ เมื่อคนในรถหยุด อวัยวะภายในจะกระแทกกันเอง ทำให้ตับ ไต ลำไส้หรือสมองฉีกขาดได้

ใครบ้างที่ควรคาดเข็มขัดนิรภัย

คนที่ขับรถทุกคน

ผู้โดยสารทุกคนไม่ว่าจะนั่งหน้าหรือหลัง

ผู้โดยสารรถขนาดใหญ่ที่มีเข็มขัดนิรภัยควรต้องคาดเช่นกัน

ประเภทของเข็มขัดนิรภัย

เข็มขัดนิรภัยที่รัดตรงบริเวณโคนขา รอบสะโพก (lap belt หรือแบบสองจุด) พบได้ในเครื่องบิน สำหรับรถยนต์จะใช้กับที่นั่งตอนหลัง เข็มขัดชนิดนี้ใช้คาดบริเวณต้นขา รอบสะโพก ไม่ควรรัดบริเวณหน้าท้อง

เข็มขัดที่คาดผ่านบริเวณสะโพกและไหล่ ( lap shoulder belt หรือแบบ 3 จุด)คาดบริเวณสะโพก บริเวณต้นขา และผ่านเฉียงทางหน้าอกและกระดูกไหปลาร้า

การคาดเข็มขัดนิรภัย

เข็มขัดนิรภัยสำหรับเด็กแรกเกิดถึง1ปี

ในเด็กเล็กต้องใช้ที่นั่งนิรภัย

ห้ามวางที่นั่งนิรภัยไว้เบาะหน้ารถ กรณีที่มี air-bag

ให้วางที่นั่งนิรภัยไว้ที่เบาะหลัง

ขนาดที่เหมาะสม คือศีรษะเด็กไม่เกินขอบของที่นั่ง

อย่าใส่เสื้อผ้าที่หนาๆให้เด็ก

อาจจะใช้ผ้าม้วนรองที่คอหรือศีรษะ

ไม่ใช้หมอนหนุนหลังหรือก้น

หาผ้าบางคลุมตัวเด็ก

อย่าใส่เสื้อผ้าที่หนาๆให้เด็ก

ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กอายุ1-4ปี

ที่นั่งนิรภัยสามารถหันหน้าสู่หน้ารถ

ที่ปลอดภัยคือเบาะหลัง

ให้รัดที่นั่งนิรภัยกับเบาะให้แน่น

รัดสายให้แนบกับตัวเด็ก

การคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับเด็กอายุ 4-10ขวบ

เด็กวัยนี้โตพอที่จะใช้เข็มขัดชนิด3จุด lap shoulder beltโดยเด็กสามารถนั่งพิงพนักพิงและหยอนขาลง

ตำแหน่งของเข็มขัดรัดอยู่บริเวณสะโพก สายที่ไหล่จะพาดผ่านกลางหน้าอกและอยู่ระหว่างไหล่กับคอ

สำหรับที่ตัวเล็กเมื่อคาดเข็มขัดแล้วสายเข็มขัดคาดที่ท้อง หรือรัดบริเวณคอเราใช้เก้าอี้เสริมซึ่งมีสองชนิคือไม่มีพนักพิงและมีพนักพิง

การรัดเข็มขัดที่ถูกต้อง

เข็มขัดรัดสามจุดจะดีกว่าสองจุด

ให้รัดบริเวณสะโพก

สายที่ไหล่ให้อยู่ระหว่างไหล่และคอ

ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยไว้ที่หลังเพราะหากเกิดอุบัติเหตุจะทำให้ใบหน้าและหน้าอกมีโอกาสกระแทกกับพวงมาลัย

ไม่ควรคาดเข็มขัดไว้ใต้แขนเพราะหากเกิดอุบัติเหตุจะทำให้ซี่โครงหัก

การออกกำลังกายที่ทำงาน

สถานที่ทำงานส่วนใหญ่จะมีลักษณะการทำงานในท่านั่ง หรือท่ายืน เป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้อง กับ คอมพิวเตอร์ ซึ่งการทำงานในท่าเดี่ยวนานๆ เป็นสาเหตุให้เกิด อาการปวดกล้ามเนื้อ และความเครียดได้ การออกกำลังกาย เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่โต๊ะทำงานสามารถช่วยลดอาการดังกล่าวได้ และสำหรับผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ควรปฏิบัติ ตามข้อแนะนำ ดังต่อไปนี้ นอกเหนือจากการออกกำลังกายเล็กน้อยที่โต๊ะทำงาน

1. ควรเปลี่ยนอริยาบท ท่าทางการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ควรสลับด้วยงานที่แตกต่างกันออกไป เพื่อเป็นการหยุดพัก และ ให้ร่างกายได้เปลี่ยนท่าลักษณะการทำงาน

2. ทำงานในความเร็วพอเหมาะ เนื่องจากหากเร่งทำงานเร็วเกินไปจะทำให้กล้ามเนื้อล้า แต่ถ้าหากทำช้าเกินไปก็จะเกิด อาการเบื่อและทำให้ง่วงนอน

3. ละสายตาจากจอภาพบางโอกาส และมองไปที่วัตถุที่อยู่ระยะไกล เพื่อพักสายตา

4. หยุดพักเป็นระยะ ๆ เพื่อลดความเครียดของกล้ามเนื้อและตา โดยการยืน เคลื่อนไหวไปมาและเปลี่ยนกิจกรรม การทำงาน

5. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การเกร็ง เปลี่ยนอิริยาบถโดยการออกกำลังกาย

วิธีการลดหน้าท้องแบบเร่งด่วน!!!!

1. ขยับเขยื้อนตัวให้บ่อยที่สุด อย่ามัวนั่งจุ้มปุ้กอยู่บนโซฟาหรือนอนแกร่วบนเตียง เพราะจะทำให้คุณอึดอัดมากขึ้น การขยับตัว เดินไปเดินมาในบ้านหรือเดินขึ้นลงบันได จะช่วยเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น

2. ดื่มชา ค่อย ๆ จิบชา ก็พอช่วยได้ เพราะในชามีสารที่มีคุณสมบัติในการขับน้ำส่วนเกินออกมาจึงช่วยทำให้กระเพาะหดตัวลง

3. งดอาหารเค็มหรืออาหารที่มีเกลือเกลือทำให้หน้าท้องคุณป่องได้ เพราะความเค็มของเกลือจะเป็นตัวกักเก็บน้ำส่วนเกินไว้ จึง ทำให้รู้สึกอึดอัดแถวๆหน้าท้อง

4.ทานอาหารมื้อเล็ก ๆแบ่งอาหาร 1 มื้อ เป็น 2 มื้อ และเน้นอาหารแคลอรี่ต่ำเช่น โยเกิร์ตพร่องไขมัน ผักสด หรือผลไม้ อาจทานทุก2-3 ชั่วโมง แต่เป็นจานเล็ก ๆ แทน

  • น.ส.ปาริชาติ กันทะวงค์ เลขที่10 มฟาร์อีสเทอร์น
    IP: xxx.149.25.236
    เขียนเมื่อ 

อาการแสดงเมื่อการคลอดกำลังจะเกิดขึ้น

ศีรษะของทารกเคลื่อนลงสู่อุ้งเชิงกราน เหตุการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นก่อนการคลอดเป็นสัปดาห์ เป็นวัน หรือเป็นชั่วโมง ก่อนที่ทารกจะคลอดออกมา การที่ทารกเคลื่อนตัวลงมาจะช่วยให้คุณแม่หายใจได้สะดวกขึ้นเนื่องมาจากมีที่ว่างให้ปอดได้ขยายตัวมากขึ้น ดังนั้นหายใจเข้าออกลึกๆ ทำใจให้สงบ ทารกเพียงแต่ลงมาเคาะประตูทางออกไปสู่โลกภายนอกเท่านั้น แต่การที่ทารกเคลื่อนตัวลงมานี้ จะทำให้ว่าที่คุณแม่เดินได้ลำบากมากยิ่งขึ้นอีก

มีมูกเลือดออกมาทางช่องคลอด ในระหว่างการตั้งครรภ์ เมือกที่เหนียวข้นเหล่านี้จะสะสมอยู่ที่ส่วนคอของปากมดลูกช่วยให้ภายในมดลูกเป็นระบบปิด เมื่อการคลอดจะเกิดขึ้น ปากมดลูกเปิดขยายกว้างออก ทำให้มีเมือกปนเลือดออกมาทางช่องคลอด ซึ่งเป็นอาการแสดงอย่างแรกๆของการคลอด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นก่อนการคลอดเป็นวันๆหากไม่มีการบีบรัดตัวของมดลูกร่วมด้วย

ท้องเดิน แต่ไม่ใช่จะเกิดขึ้นกับทุกคน แต่ถ้าเกิดขึ้นนั้นหมายความว่าร่างกายต้องการที่จะเพิ่มที่ว่างให้มากที่สุดสำหรับการคลอด ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเดินคือ ฮอร์โมน หรือแรงกดดันจากทารกที่ลงมาอยู่ที่อุ้งเชิงกราน มีผลต่อระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย

น้ำเดิน ถุงน้ำคร่ำมีหน้าที่ปกป้องทารกมาเป็นเวลาหลายเดือน เมื่อทารกถึงกำหนดที่จะคลอด ทารกมีขนาดโตขึ้นทำให้เกิดแรงดันในถุงน้ำคร่ำเพิ่มมากขึ้น และตึงมากขึ้น การบีบตัวของมดลูกก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการที่ทำให้เกิดการรั่วของถุงน้ำคร่ำ

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีน้ำเดิน น้ำคร่ำที่ไหลออกมาจะมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน เหมือนหยดน้ำหรือว่าเหมือนขณะปัสสาวะ คำตอบคือแล้วแต่ บางทีถุงน้ำคร่ำไม่ได้แตกซะทีเดียวเพียงแต่รั่วเล็กน้อยก็จะมีปริมาณน้อย แต่โดยปกติแล้วจะมีปริมาณมาก ให้สังเกตว่าจะออกมาทางช่องคลอด เป็นน้ำใสๆ อุ่นๆ อาจมีเลือดปน บางครั้งน้ำคร่ำจะมีสีเข้มขึ้นเนื่องมาจากการที่มีขี้เทาของทารกปนออกมาด้วย จะเป็นสีออกเขียวๆหรือน้ำตาล ขี้เทาคือสิ่งที่อยู่ในลำไส้ของทารก การมีขี้เทาปนออกมาอาจหมายถึงมีการเคลื่อนไหวของลำไส้ของทารกขณะที่อยู่ในครรภ์ หรืออาจหมายถึงทารกอยู่ในภาวะที่ขาดออกซิเจน ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวรวมถึงหูรูดของทวารหนัก จึงทำให้มีขี้เทาปนออกมากับน้ำคร่ำได้ หากเกิดขึ้นกับคุณอย่าเพิ่งตกใจ เพียงแต่โทรบอกคุณหมอด้วยเท่านั้น

การหดรัดตัวของมดลูกเริ่มสม่ำเสมอและถี่ขึ้น เป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดว่าการคลอดกำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ และว่าที่คุณแม่สามารถทราบได้ง่ายที่สุด ในการเจ็บเตือนนั้นมดลูกจะมีการบีบรัดตัวเป็นๆหายๆ แต่การเจ็บจริงนั้นมดลูกจะบีบรัดตัวอย่างมีรูปแบบที่ชัดเจนและสามารถทำนายได้ มดลูกจะบีบตัวทุกๆ15-20 นาที และถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นทุกๆ 2-3 นาที และช่วงเวลาในการบีบตัวประมาณ 45 วินาที นั่นแสดงว่าคุณใกล้คลอดเต็มทีแล้ว

ประโยชน์ของผักคะน้า

ผักคะน้าเป็นผักที่หาง่าย ราคาไม่แพง เป็นผักที่มีวิตามินหลายชนิด เช่น เบต้า – แคโรทีนถึง 186.92 ไมโครกรัม/100 กรัม ซึ่งเป็นสารตัวหนึ่งของวิตามินเอ มีคุณสมบัติ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งที่กระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะนอกจากจะมีเบต้า – แคโรทีนแล้วผักคะน้ายังมีวิตามินซีช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อให้ชุ่มชื้และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคมีความแข็งแรงสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีแคลเซี่ยมช่วยเสริมสร้างกระดูก

สูตรว่านหางจระเข้ เป็นพืชสมุนไพร

สรรพคุณ บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ รักษาสิว

ส่วนผสม ว่านหางจระเข้

วิธีทำ เลือกใบจากต้นว่านหางจระเข้ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป โดยเลือกใบล่างสุดซึ่งจะอวบโต มีวุ้นมาก นำมาแช่น้ำเพื่อล้างยางเหลืองๆ ออกให้หมด(ยาง เหลืองมีฤทธิ์ระคายเคืองผิว ทำให้แสบร้อน เป็นผื่นแดง) จากนั้นปอกเปลือกออก แล้วเอาวุ้นที่ได้ล้างน้ำให้สะอาดอีกทีหนึ่ง นำวุ้นไปปั่นหรือใช้มือขยำ ก็จะได้เจลว่าน หางจระเข้ การใช้ว่านหางจระเข้สดได้ผลดีกว่าผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งจะมีปัญหาการคงตัวเมื่อถูกความร้อน

วิธีใช้ ล้าง หน้าให้สะอาด เช็ดหน้าให้แห้ง แล้วใช้เจลพอกทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตาและรอบปาก ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออก สูตรนี้เหมาะ สำหรับคนผิวมันสำหรับคนผิวแห้ง ไม่ควรใช้ว่านหางจระเข้เดี่ยว ๆ ควรเติมน้ำมันมะกอกกับไข่แดง ตีให้เข้ากัน แล้วจึงพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด

หมายเหตุ ไม่ควรใช้ว่านหางจระเข้กับสิวหัวหนอง เพราะฟิล์มจากว่านจะทำให้สิวหายช้า

โรคนิ้วล็อก !!!

โรคนิ้วล็อกเป็นความผิดปรกติของนิ้วมือที่พบบ่อยที่สุดในบรรดาความผิดปรกติที่เกิดขึ้นกับมือ โรคนี้พบในผู้หญิงร้อยละ 80 พบในผู้ชายร้อยละ 20 โดยพบในผู้หญิงวัยกลางคนมากที่สุด ในกลุ่มอายุ 50 - 60 ปี ส่วนในผู้ชายพบในกลุ่มอายุ 40 - 70 ปี

สาเหตุที่พบโรคนิ้วล็อกในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะผู้หญิงให้มือทำงานที่ซ้ำๆ มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ถ้ามีประวัติการใช้งานที่รุนแรง เช่น หิ้วถุงหนักๆ การบิดผ้า ซักผ้า การกวาดบ้าน ถูบ้าน สับหมู สับไก่ อาชีพบางอย่างมีความเสี่ยงต่อโรคนิ้วล็อกอย่างมาก เช่น คนทำซาลาเปา ต้องนวดแป้ง ทุกนิ้วต้องบีบขยำแป้ง ช่างไฟฟ้า ช่างโทรศัพท์ ที่ต้องใช้คีม ไขควงขันเจาะเนื้อไม้ แม่ครัวโรงเรียนที่ต้องยกหม้อหนัก คนสวนต้องตัดกิ่งไม้ ขุดดิน ดายหญ้า ฯลฯ การทำงานเหล่านี้เป็นระยะเวลานาน ทำให้เอ็นนิ้วมือเสียดสีกับเข็มรัดเอ็นทำให้เกิดการหนาตัวขึ้นของเส้นเอ็น หรือการหนาตัวขึ้นของเข็มขัดรัดเอ็น เกิดการเสียสัดส่วนของอุโมงค์ ทำให้เอ็นไม่สามารถลอดผ่านได้ ส่งผลให้เกิด การฝืด การตึง สะดุด กระเด้ง จนถึงนิ้วล็อกในที่สุด

โรคนิ้วล็อกสามารถพบได้ในเด็กซึ่งเป็นนิ้วล็อกตั้งแต่กำเนิด (congenital trigger finger) กลุ่มเด็กที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนใหญ่จะเป็นที่นิ้วหัวแม่มือ (trigger thumb) ซึ่งเกิดจากที่ปลอกเอ็นหนา จนทำให้เอ็นผ่านไปไม่ได้ ผู้ป่วยบางรายมีอาการนิ้วล็อกทั้งสองมือ ซึ่งพบได้ร้อยละ 20 - 30 ในบางรายสามารถหายเองได้หากปมไม่ใหญ่มากนัก ประกอบกับการที่พ่อแม่ช่วยนวดคลึงบริเวณฐานนิ้วบริเวณปลอกเอ็นให้เกิดความยืดหยุ่น "คนไข้นิ้วล็อกตั้งแต่กำเนิดที่ผมพบรายแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ขณะนั้นผมได้ผ่าตัดในผู้ใหญ่ได้ประมาณ 80 ราย คนไข้เด็กรายนี้มีอายุได้ประมาณ 6 เดือน เนื่องจากเด็กที่อายุน้อยอยู่ และผมเองก็ยังไม่มีประสบการณ์ในการรักษานิ้วล็อกในเด็ก จึงได้ส่งไปหาผู้เชี่ยวชาญทางมือ แนะนำให้รักษาทางกายภาพบำบัด และรอเด็กโตขึ้นหน่อย เมื่อเด็กอายุได้ประมาณ 2 ขวบครึ่ง พ่อเด็กก็พาเด็กมาหาอีกครั้งเพื่อรักษา ก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาล ขณะนั้นผมมีประสบการณ์ในการรักษาผู้ป่วยเกือบ 200 รายแล้ว จึงตัดสินใจทำการรักษาด้วยวิธีการเจาะผ่านผิวหนัง พบว่าได้ผลดีอาการนิ้วล็อกหายไป จากนั้นก็มีคนไข้เด็ก อายุ 3 ขวบ ถึง 10 ขวบ ซึ่งทั้งหมดประมาณ 25 คนมารักษา "วิธีการเจาะรักษาง่ายเปรียบเสมือนการเจาะผ่าฝี หากฝึกสัมผัสรู้ถึงความแตกต่างของเส้นเอ็นและเข็มขัดรัดเส้นเอ็น" นายแพทย์วิชัยกล่าว

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือผู้ที่เป็นโรครูมาตอยด์ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากขึ้น และโรคนี้มักจะพบร่วมกับโรค carpal tunnel syndrome และ De Quervain tenosynovitis

อาการของโรคนิ้วล็อก

เป็นความผิดปกติของนิ้วมือที่ไม่สามารถกำ หรือ เหยียดนิ้วมือได้เป็นปกติ เกิดภาวะสะดุดหรือล็อก

วิธีการรักษา !!!

การรักษาโรคนิ้วล็อกมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค การรักษาในระยะแรกคือ การพักการใช้งานของมือ ไม่ใช้งานรุนแรง การรับประทานยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น Diclofenac, Ibuprofen, Celecoxib เป็นต้น การทำกายภาพบำบัด เช่น การแช่พาราฟิน การทำอัลตราซาวนด์ก็อาจช่วยลดการอักเสบและการติดยึดของเส้นเอ็นกับปลอกเอ็น แต่ในกรณีที่เป็นรุนแรงขึ้นอาจจะให้การรักษาด้วยการใช้ยาต้านการอักเสบ ร่วมกับการฉีดสเตียรอยด์เข้าไปบริเวณปลอกเอ็น ซึ่งสเตียรอยด์มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ลดการบวมของเส้นเอ็น และปลอกเอ็นทำให้อาการดีขึ้นได้ แต่การฉีดยาอาจทำให้อาการดีขึ้นได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน สามารถกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ในระยะเวลาไม่นานประมาณร้อยละ 50 ของผู้ป่วยจะหายจากอาการนิ้วล็อก ส่วนอีกร้อยละ 25 จะหายหลังจากการฉีดยาเข็มที่สองไม่ควรฉีดยาเกิน 2 ครั้ง เพราะอาจทำให้เกิด tendon rupture ได้ ในกรณีที่มีการล็อกติดรุนแรงหรือพังผืดหนามาก ฉีดยาก็ไม่ได้ผล การผ่าตัดจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะจะเปิดลงไปตัดเข็มขัดรัดเส้นเอ็นและปลอกเอ็นที่ติดยึดขวางทางผ่านของเอ็นให้ผ่านไปได้

การรักษาโรคตาแห้ง

1. ลดการระเหยของน้ำตาให้น้อยลง เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดี คือ หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับแดดและลม โดยสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง ไม่นั่งในที่ที่มีลมพัดหรือแอร์เป่าใส่หน้า

2. กระพริบตาถี่ ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20-22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดผิวน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้องหรือเพ่ง ตาจะลืมค้างไว้นานกว่าปกติ ทำให้กระพริบตาเพียง 8-10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้นจึงควรพักสายตา โดยการหลับตา กระพริบตา หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ประมาณ 2-3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง

3. สำหรับผู้ที่ตาแห้งมาก อาจใช้กรอบแว่นชนิดพิเศษที่มีแผ่นคลุมปิดกันลมด้านข้าง แว่นชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยครอบทั้งดวงตาและป้องกันลมด้วย หรือจะใช้แผ่นซิลิโคนชนิดพิเศษที่ใสบางและนุ่ม นำมาตัดให้เข้ากับด้านข้างของกรอบแว่นตาคู่เดิม ซึ่งเรียกว่า Moist Chamber

4. ใช้น้ำตาเทียม หรือ ยาหยอดตาที่ใช้เพื่อหล่อลื่นและให้ความชุ่มชื้นกับผู้ที่ตาแห้ง น้ำตาเทียมมี 2 ชนิด คือ

- น้ำตาเทียมชนิดน้ำ เหมาะที่จะใช้ในเวลากลางวัน เพราะไม่เหนียว และไม่ทำให้ตามัว แต่มีข้อจำกัด คือ ต้องหยอดตาบ่อย

- น้ำตาเทียมชนิดเจลและขี้ผึ้ง มีลักษณะเหนียว หล่อลื่นและคงความชุ่มชื้นได้นานกว่าชนิดน้ำ แต่จะทำให้ตามัวชั่วขณะหลังป้ายยา จึงควรใช้ป้ายตาแต่น้อยก่อนเข้านอน

การรักษาด้วยวิธีใช้น้ำตาเทียม เวลาในการหยอดตาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการตาแห้ง หากวันใดไม่ถูกลม แล้วรู้สึกสบายตาก็ไม่จำเป็นต้องหยอด แต่ถ้ารู้สึกเคืองตามาก ก็หยอดบ่อย ๆ ได้ตามความต้องการ

ข้อควรระวังในการใช้น้ำตาเทียม

ผู้ป่วยที่ตาแห้งน้อย หยอดตาไม่เกินวันละ 4-5 ครั้ง สามารถใช้ยาหยอดตาชนิดขวดที่มีสารกันบูดได้ กรณีผู้ป่วยที่ตาแห้งมาก และหยอดตามากกว่าวันละ 6 ครั้ง จักษุแพทย์จะสั่งน้ำตาเทียมชนิดพิเศษที่ไม่มีสารกันบูด (Preservative-Free Tear) ให้ใช้แทน ซึ่งมีข้อจำกัด คือ ยาจะบรรจุในหลอดเล็ก เมื่อเปิดใช้แล้วต้องใช้ให้หมดภายใน 16 ชั่วโมง หากใช้นานกว่านี้ อาจะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค

5. การอุดรูระบายน้ำตา สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งอย่างรุนแรง จักษุแพทย์จะใช้วิธีอุดรูระบายน้ำตาเพื่อขังน้ำตาที่มีอยู่ให้หล่อเลี้ยงตาอยู่ได้นาน ๆ ไม่ปล่อยให้ไหลทิ้งไป เหมือนกับการสร้างเขื่อนกั้นเก็บกักน้ำไว้ใช้

วิธีและขั้นตอนในการอุดรูระบายน้ำตามี 2 วิธี คือ

- การอุดแบบชั่วคราว จักษุแพทย์จะสอดคอลลาเจนขนาดเล็กเข้าไปในรูท่อน้ำตา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตาขึ้น โดยคอลลาเจนจะสลายไปเอง ภายใน 3 สัปดาห์

- สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำตาแห้งมาก จักษุแพทย์จะอุดรูระบายน้ำตาแบบถาวรให้ ทั้งนี้ จะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

1. ห้าม ใช้เล็บเกาหนังศีรษะเด็ดขาด

หลายๆคนเวลาสระผม(รวมทั้งช่างทำผมบางร้าน) ชอบใช้เล็บเกาแกรกๆๆๆ ซึ่งไม่ควรทำค่ะ มันจะเป็นการขูดขีดทำร้ายหนังศีรษะโดยตรง ยิ่งสาวๆเล็บยาวๆนี่ น่ากลัวมั่กๆ ดีไม่ดีหนังศีรษะเป็นแผลพาลติดเชื้อสารพัดได้นะคะ ทางที่ดีเวลาสระผมให้ใช้ปลายนิ้วค่ะ คันมากก็นวดแรงหน่อยได้ นวดๆๆๆหนังศีรษะให้สะอาด ซึ่งเป็นการช่วยให้โลหิตหมุนเวียนไปในตัวด้วยค่ะ

2. ห้าม ใช้ผ้าขนหนูขยี้ผม

เห็นในโฆษณาหลายๆชิ้น นางแบบสระผมแล้วใช้ผ้าขนหนูขยี้ๆๆๆผมเปียกๆแบบเมามันแล้วเราก็สยอง แถมเห็นมากะตาตัวเองก็หลายครั้งค่ะ ว่าสาวๆใช้ผ้าขนหนูขยี้ๆๆๆกะว่าเอาให้ผมแห้งคามือเร็วๆ จริงๆแล้วผ้าขนหนูมีไว้ ซับ น้ำออกจากผมค่ะ แค่ซับๆก็พอ ที่เหลือปล่อยให้แห้งเอง หรือใช้พัดลมเป่าก็ได้ค่ะ อย่าใจร้อน การขยี้จะเป็นการทำให้เกล็ดผมเสียดสีกัน ยิ่งผมเปียกจะอ่อนแออยู่แล้ว ยิ่งทำให้ผมเสียง่ายค่ะ

3. ห้าม หวีผมขณะเปียก

ตอนผมเปียกเส้นผมจะอ่อนแอค่ะ ความยืดหยุ่นจะน้อย ถ้ายิ่งเอาหวีซี่ถี่ๆไปหวี จะยิ่งทำร้ายผม งานนี้ก็แตกปลาย ขาดกลางตามมา ถ้าทนไม่ไหวอยากหวีจริงๆใช้หวีซี่ห่างๆดีกว่าค่ะ หรือใช้มือค่อยๆสางเอา ปกติแล้วถ้าตอนสระผมคุณระวังๆหน่อยไม่ขยี้ผมจนพันกัน ค่อยๆนวดหนังศรีษะ ค่อยๆล้างฟองแชมพูออก และค่อยๆซับน้ำจากผม คุณจะแทบไม่ต้องหวีเลยค่ะ ผมเรายาวถึงเอวนะคะ แต่ไม่เคยต้องหวีหลังสระค่ะ มันจะเรียงตัวเองตอนหลังสระใหม่ๆเพราะระวังตอนสระดีแล้ว

4. ใช้ ครีมหมักผมแทนครีมนวดผม

นี่เป็นสิ่งที่เราทำมานานแล้วค่ะ ใช้ครีมหมักข้นๆแบบกระปุกนั่นแหละค่ะแทนครีมนวดขวดๆเหลวๆ ยี่ห้อไหนก็ตามศรัทธา ครีมแบบนี้จะเข้มข้นกว่าค่ะ บำรุงผมได้ดีกว่า โดยสระผมก่อนหมักทิ้งไว้ แล้วค่อยอาบน้ำ แปรงฟัน ขัดตัว ขัดหน้า ฯลฯ สุดท้ายก็ล้างครีมหมักออกจะพอดีกันค่ะ ยี่ห้อที่เราชอบจะเป็นโดฟกับโลแลนค่ะ(ถูกดี ฮี่ๆๆ)

5. พก กรรไกรเล็กๆไว้คอยเล็มผมแตกปลาย

สาวๆผมยาวแตกปลาย อย่าเห็นผมแตกปลายแล้วเด็ดปลายทิ้งนะคะ ยิ่งผมเสียไปกันใหญ่ พกกรรไกรเล็กๆคมๆไว้เล็มดีกว่าค่ะ (แต่ดูกาละเทศะด้วยเน้อ งัดออกมาเล็มกลางห้องประชุมคงไม่ค่อยเหมาะแน่) ค่อยๆเล็มไปค่ะ ผมที่แตกปลายแล้วจะไม่มีทางกลับมาติดกันได้อีกอย่างแน่นอน(ยกเว้นเอากาวทา 555) เสียแล้วเสียเลยค่ะ ต้องเล็มทิ้งเท่านั้น อย่าไปเชื่อโฆษณาที่ว่าแก้ผมแตกปลายได้ โม้ทั้งเพค่ะ เล็มทิ้งแล้วค่อยบำรุงใหม่เท่านั้นคือคำตอบ

6. ใช้ น้ำมันหมักผมก่อนสระ

วันไหนว่างๆลองใช้น้ำมันหมักผมดูค่ะ เลือกตามใจชอบ เราลองมาแล้วทั้งน้ำมันมะพร้าว(แบบสกัดเย็นนะคะ จะหอมหวานๆน่ากินมั่กๆ) น้ำมันมะกอก(ที่ขายในซุปเปอร์นั่นแหละค่ะ เลือกแบบเวอร์จิ้นออย) น้ำมันงา (ตามที่ขายของโอท็อปจะมีแบบไว้หมักผมค่ะ) ยกเว้นน้ำมันหมูยังไม่เคยค่ะ -_-" หมักตอนผมแห้งๆนั่นแหละค่ะ ทิ้งไว้สัก 30 นาทีขึ้นไป แล้วสระตามปกติ (พี่คนข้างๆแนะว่าถ้าผมเสียมากให้ใส่ไข่แดง 1 ฟองด้วยค่ะ ผมพี่เค้าสวยปิ๊งเลย แต่เราเหม็นอ่ะ ฮือๆๆ)ถ้าใครผมมันมากก็ไม่ต้องใส่ครีมนวดผมก็ได้ค่ะ ผลที่ได้คือจะทำให้ผมนิ่มมีน้ำหนักขึ้น แต่วิธีนี้ไม่แนะนำสำหรับสาวผมดัดนะคะ เพราะอาจทำให้ลอนคลายเร็วขึ้น

1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง

ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหาร

ก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิว

ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน

ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพ

หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

6. ความเครียดทำลายผิว

ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก

เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง

หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

9. เท้าและข้อเท้าบวม

ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน

เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

11. ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย

ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

12. แดดอ่อนตอนเช้า

แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

13. เบาหวานอย่าทานไข่

ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

14. อยากผอมต้องน้ำเย็น

การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น

ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ

สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร

สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม

ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

การแพ้เครื่องสำอาง

ปัจจุบันนี้สาวๆหันมาสนใจความสวยความงามเป็นอันมาก มีการเปิดร้านเสริมสวย ลดความอ้วนกันมากมาย มีการนำเครื่องสำอางทั้งที่ผลิตเอง และนำจากต่างประเทศมาใช้กันอย่างแพร่หลาย วิวัฒนาการของความงามก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นวิวัฒนาการทางเครื่องสำอาง ร้านเสริมสวย สถาบันเสริมความงาม การใช้แสงเลเซอร์ช่วยในการรักษาผิวทั้งหมดนี้ถ้าใช้อย่างถูกวิธีก็เป็นสิ่งดี แต่บางครั้งก็ทำให้เกิดผลแทรกซ้อนได้

ดังนั้นจะเห็นว่าทุกคนไม่ว่าเพศหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุ ก็ต้องใช้เครื่องสำอางกันทั้งสิ้นเนื่องจากเครื่องสำอางนอกจากจะหมายถึงเครื่องแต่งหน้าที่ผู้หญิงใช้แล้ว ยังรวมถึงสบู่ ยาสีฟัน แชมพู ที่ใช้ทำความสะอาดร่างกายด้วย ซึ่งผลข้างเคียงจากเครื่องสำอางพบได้น้อยเมื่อเทียบกับอัตราการใช้ แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วบางครั้งก็ทำให้เกิดความรำคาญ ทำให้เสียความงาม หรือบางครั้งงาอาจเป็นอันตรายขั้นรุนแรงได้

อาการแพ้เครื่องสำอางเครื่องสำอาง

อาการที่ผู้ใช้เครื่องสำอางจะรู้สึกด้วยตัวเอง เช่นอาการปวดแสบปวดร้อน อาการคัน หรือรู้สึกว่าคันยิบๆ อาการเหล่านี้จะเกิดเป็นช่วงสั้นๆ ไม่เกิด 10 นาที อาการที่พบบ่อยที่สุดมักเกิดจากการใช้เครื่องสำอางที่ใบหน้าแต่ผู้ที่แพ้มักไม่ไปพบแพทย์ เพราะเมื่อหยุดใช้ อาการก็จะหายไป ทั้งนี้อาจเกิดจากการระคายเคืองของเครื่องสำอาง

อาการแพ้ผื่นคัน อาจมีอาการตั้งแต่แพ้น้อยๆแค่มีผื่นแดงคัน จนกระทั่งแพ้มากเป็นตุ่มแดง ตุ่มน้ำ มีขุย บริเวณของร่างกายที่จะแพ้ได้บ่อยที่สุดคือ บริเวณหน้าโดยเฉพาะรอบดวงตา เนื่องจากเป็นบริเวณที่ผิวบางที่สุดคือ บริเวณหน้าโดยเฉพาะรอบดวงตา เนื่องจากเป็นบริเวณที่ผิวบางที่สุด

เกิดผื่นลมพิษ จะมีอาการผื่นแดง บวม ถ้าเป็นน้อยๆ อาจเห็นแค่หนังตาบวม ถ้าเป็นมากอาจพบผื่นบวมทั้งหน้า บางครั้งถ้าแพ้มาก อาจมีอาการทางด้านระบบอื่นของร่างกาย อาทิ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เช่น การแพ้ยาย้อมผม

เกิดผื่นดำ บางครั้งยิ่งทาเครื่องสำอางแล้วหน้ายิ่งดำ ทั้งนี้เนื่องจากในผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของน้ำหอม ซึ่งมีสารเคมีที่เมื่อโดนแสงแล้วจะเกิดการแพ้แสงแดดเห็นเป็นรอยดำบริเวณที่สัมผัส หรือบางครั้งผลิตภัณฑ์ที่มีสารธรรมชาติ เช่น มะกรูด มะนาว แตงกวา หรือการใช้สมุนไพรมาทาหน้าก็จะทำให้หน้าดำ เพราะมีสารที่ทำปฏิกิริยากับแสงแล้วทำให้เกิดผื่นดำได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่รักษาฝ้าที่มีสารไฮโดรควิโนนในความเข้มข้นสูง จะทำให้เกิดปื้นดำบนใบหน้าอย่างถาวร แม้จะหยุดใช้แล้วก็ยังไม่หายดำ

เกิดผื่นขาว ในสมัยก่อนมีครีมที่นิยมทาให้ใบหน้าขาว ซึ้งทาแล้วก็ทำให้ขาวได้จริงๆ แต่ขาวแบบไม่สม่ำเสมอ กระดำกระด่าง ทั้งนี้เนื่องจากมีสารจำพวกปรอทโมโนอีเทอร์ ไฮโดรควิโนนที่มีความเข้มข้นสูง บางครั้งรอยด่างขาวนี้ก็เป็นแบบถาวร เมื่อหยุดใช้แล้วเม็ดสีก็ไม่กลับคืน ดังนั้นทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงห้ามใช้สารเหล่านี้ในเครื่องสำอางแล้ว

สิว เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของสารที่ทำให้เกิดสิว เช่น สาโนลิน โซเดียมลอรัลซัลเฟต สารสเตียรอยด์ เป็นต้น เมื่อใช้ไปนานๆ อาจก่อให้เกิดสิวได้ ดังนั้นถ้าคนที่มีอายุเลยวัยที่จะเป็นสิวแล้วเกิดเป็นสิวขึ้นมา ให้สงสัยไว้ก่อนว่าจะเกิดจากเครื่องสำอาง

การเปลี่ยนแปลงของเล็บ เช่น เล็บลอก เล็บผุกร่อน เปลี่ยนสี ขอบเล็บอักเสบ อาจเกิดจากการใช้เครื่องสำอางของเล็บ เช่น ยาทาเล็บ น้ำยาล้างเล็บ และบางครั้งก็เกิดจากร้านเสริมสวยที่รักษาความสะอาดไม่เพียงพอ

การเปลี่ยนแปลงของผม น้ำยาดัดผม น้ำยายืดผม จะทำให้เส้นผมเปราะหักง่าย น้ำยาย้อมผม น้ำยาทำสีผม อาจทำให้เส้นผมกระด้าง ขาดความเงางาม

ผลต่อระบบอื่นๆของร่างกาย เช่น เยื่อบุตาอักเสบ การดูดซึมของสาร การสะสมของสารพิษในระยะยาว ซึ่งถ้าเป็นเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มักจะไม่มีอันตรายเหล่านี้ แต่บางครั้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ผลิตอาจจะใส่สารที่เป็นอันตราย เช่น ปรอท ตะกั่ว อันก่อให้เกิดพิษได้

เครื่องสำอางชนิดไหนที่ทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อย

เครื่องสำอางที่ถือว่ามีอัตราทำให้เกิดผลข้างเคียงสูง ได้แก่ น้ำยายืดผม ครีมทำให้ผิวขาว ครีมรักษาฝ้า น้ำยาหรือครีมขจัดขน ส่วนที่มีอัตราทำให้เกิดผลข้างเคียงปานกลาง ได้แก่ น้ำยาดัดผม น้ำยาย้อมผม ครีมบำรุงผม มาส์คหน้า ครีมแก้สิว ครีมรองพื้น ลิบสติก น้ำยาทำความสะอาดอวัยวะเพศ โฟมอาบน้ำ ยากันแดด ยาระงับกลิ่นตัว และยาลดเหงื่อ

จะทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าจะแพ้เครื่องสำอาง

ถ้าสงสัยจะแพ้เครื่องสำอางชนิดไหน ให้หยุดใช้เครื่องสำอางชนิดนั้นทันที ถ้ามีหลายตัวให้หยุดใช้ตัวที่นำมาใช้ใหม่แล้วเกิดอาการก่อน ถ้าหยุดใช้แล้วอาการดีขึ้นก็อาจแสดงว่าเครื่องสำอางตัวนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้แพ้ แต่ถ้ามีอาการแพ้มากมีผิวหน้าอักเสบอยู่ให้หยุดใช้เครื่องสำอางทุกชนิด อนุญาตให้ใช้แป้งเด็ก ลิปสติก (ถ้าไม่มีผื่นที่ปาก) เครื่องสำอางแต่งดวงตา (ถ้าไม่มีผื่นรอบดวงตา) เมื่ออาการผิวหนังอักเสบหายแล้วค่อยลองใช้ที่ละตัวเป็นอย่างๆไป ถ้าเกิดผื่นขึ้นให้ลองหยุดใช้ตัวที่ใช้สุดท้าย ถ้าอาการหายไปก็น่าจะเกิดการแพ้เครื่องสำอางนั้นๆ

วิธีที่จะพิสูจน์ง่ายๆว่าเครื่องสำอางชนิดนั้นเป็นสาเหตุที่เกิดการแพ้จริงหรือไม่ ให้ทำการทดสอบโดยทาเครื่องสำอางที่สงสัยที่บริเวณท้องแขน วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ถ้ามีผื่นขึ้นก็แสดงว่าแพ้จริง ให้หยุดใช้เครื่องสำอางนั้นๆ

ถ้าทดสอบเองแล้วยังหาสาเหตุไม่ได้ แพทย์ผิวหนังจะมีการทดสอบทางผิวหนังโดยวิธีแพตช์เทสต์ (PATCH TEST) โดยจะใช้สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางในความเข้มข้นที่เหมาะสมมาแปะติดลงบนแผ่นหลังของผู้ป่วย ทิ้งไว้ 2 วัน แล้วกลับมาอ่านผล ถ้ามีอาการผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ทดสอบ ก็แสดงว่าแพ้สารนั้นวิธีนี้มีประโยชน์ในการที่จะเลือกซื้อเครื่องสำอางครั้งต่อไปจะได้เลือกเครื่องสำอางที่ไม่มีสารที่แพ้ผสมอยู่ เช่น ถ้าทดสอบแล้วพบว่าแพ้น้ำหอม เมื่อจะซื้อเครื่องสำอางก็ควรเลือกชนิดที่ไม่มีน้ำหอม หรือมีน้ำหอมน้อย ซึ่งอาจจะเขียนว่า NO PERFUME หรือ FRAGRANCE FREE ก็ได้

ถ้าเกิดอาการแพ้มากๆ ควรจะพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อการรักษาที่ถูกต้องอย่าฝืนใช้เครื่องสำอางหรือซื้อยาทาเองเนื่องจากอาจเกิดอันตรายมากขึ้น

ข้อแนะนำในการใช้เครื่องสำอาง

ปิดฝาเครื่องสำอางทุกครั้งเมื่อใช้เสร็จ

รักษาความสะอาดของขวด กระปุก

เก็บเครื่องสำอางไว้ในที่อาการไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป อากาศถ่ายเทได้สะดวก

แปรงหรือฟองน้ำต้องทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่

สำลีหรือพัฟควรจะเลือกแบบใช้แล้วทิ้งเพียงครั้งเดียว

ให้ล้างเครื่องสำอางออกให้หมดก่อนนอน

มั่นตรวจอายุของเครื่องสำอาง หากหมดอายุก็ทิ้งเสีย โดยเฉพาะมาสคาราจะมีอายุใช้งาน 3-4 เดือนเท่านั้น

หากผิวหน้ามีการติดเชื้อ ก็อาจจะหยุดหรือทิ้งเครื่องสำอางนั้นเสีย เนื่องจากอาจจะมีเชื้อแบคทีเรียในเครื่องสำอาง

ข้อห้ามใช้เครื่องสำอาง

อย่าใช้เครื่องสำอางของคนอื่น หรือยืมเครื่องสำอางให้คนอื่น เพราะอาจจะถ่ายเทเชื้อโรคให้กัน

ห้ามใช้เครื่องสำอางที่ตั้งโชว์ไวตามเคาน์เตอร์เครื่องสำอางเพราะอาจจะติดเชื้อโรค

ให้ล้างหน้าให้สะอาดก่อนใช้เครื่องสำอาง

หลังตื่นนอนควรจะรอจนหน้าและหนังตาหายบวมจึงจะค่อยเมคอับ

ห้ามแต่งหน้าระหว่างอยู่ในรถเพราะอาจจะทิ่มตา

ห้ามเติมน้ำลงในเครื่องสำอาง เพราะอาจจะมีเชื้อแบคทีเรีย

วิตามินอีไม่มีประโยชน์ต่อผิวหนังจึงไม่จำเป็นต่อเติมลงในเครื่องสำอาง

แพ้เครื่องสำอาง

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้มีปฏิกิริยาต่อเครื่องสำอาง

พบแพทย์เพื่อทำการตรวจทดสอบสารแพ้ทางผิวหนัง ควรนำเครื่องสำอางทุกชนิดที่ใช้ และสงสัยว่าอาจจะแพ้ มาด้วย

การปฏิบัติตน

งดใช้สบู่, สารฟอก โดยให้ทำการชำระล้างด้วยน้ำเปล่า หรือให้เลือกใช้สบู่, ยาสระผมปลอดกลิ่น ปลอดน้ำหอม

ควรหยุดใช้เครื่องสำอางทุกชนิด ยก เว้นลิปสติก ซึ่งอาจจะใช้ได้หากบริเวณ ริมฝีปากไม่มีผื่น

ส่วนเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา สามารถใช้ได้ถ้าบริเวณเปลือกตา ไม่มีผื่น หรือไม่มีอาการผิดปกติ

สามารถทาแป้งฝุ่น

ถ้าผิวหนังแห้งมากให้ใช้เพียงมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ที่มีส่วนผสมของกลีเซอรีน (Glycerin)

หลังจากผื่น, อาการต่าง ๆ ทุเลาหายเป็นปกติ (ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน) ท่านอาจมีวิธีทดสอบด้วยตนเองว่าแพ้เครื่องสำอางตัวใดโดย

ทาผลิตภัณฑ์ที่สงสัยบริเวณท้องแขนหรือข้อพับแขนวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ถ้าภายใน 1 สัปดาห์ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ โอกาสแพ้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นน่าจะมีน้อย

อาจทดลองใช้เครื่องสำอางตามวิธีปกติได้ทีละ 1 ชนิด หากไม่มีอาการแพ้เกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ค่อยเลือกใช้เครื่องสำอางชนิดที่ 2 ต่อไป

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้แพ้เครื่องสำอาง

พบแพทย์เพื่อทำการตรวจทดสอบสารแพ้ทางผิวหนัง ควรนำเครื่องสำอางทุกชนิดที่ใช้ และสงสัยว่าอาจจะแพ้ มาด้วย

การปฏิบัติตน

งดใช้สบู่, สารฟอก โดยให้ทำการชำระล้างด้วยน้ำเปล่า หรือให้เลือกใช้สบู่, ยาสระผมปลอดกลิ่น ปลอดน้ำหอม

ควรหยุดใช้เครื่องสำอางทุกชนิด ยก เว้นลิปสติก ซึ่งอาจจะใช้ได้หากบริเวณ ริมฝีปากไม่มีผื่น

ส่วนเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา สามารถใช้ได้ถ้าบริเวณเปลือกตา ไม่มีผื่น หรือไม่มีอาการผิดปกติ

สามารถทาแป้งฝุ่น

ถ้าผิวหนังแห้งมากให้ใช้เพียงมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ที่มีส่วนผสมของกลีเซอรีน (Glycerin)

หลังจากผื่น, อาการต่าง ๆ ทุเลาหายเป็นปกติ (ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน) ท่านอาจมีวิธีทดสอบด้วยตนเองว่าแพ้เครื่องสำอางตัวใดโดย

ทาผลิตภัณฑ์ที่สงสัยบริเวณท้องแขนหรือข้อพับแขนวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ถ้าภายใน 1 สัปดาห์ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ โอกาสแพ้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นน่าจะมีน้อย

อาจทดลองใช้เครื่องสำอางตามวิธีปกติได้ทีละ 1 ชนิด หากไม่มีอาการแพ้เกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ค่อยเลือกใช้เครื่องสำอางชนิดที่ 2 ต่อไป

กินอย่างไรไม่กระทบระบบย่อยอาหาร

สงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงท้องอืด ท้องเฟ้อบ่อย ทำไมบางคนถึงปวดท้องบ่อย หรือชอบมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารบ่อยๆ แต่ทำไมบางคนจึงไม่เป็น?

เรื่อง นี้ บอกได้เลยว่าพฤติกรรมการกินอาหารเป็นส่วนสำคัญของสาเหตุที่ว่ามานี้ อย่างเช่น คนที่ชอบท้องอืดท้องเฟ้อ อาจเป็นเพราะกินอาหารมากไป หรือเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ทำให้น้ำย่อยที่มีอยู่ไม่พอที่จะย่อยอาหารได้หมด สิ่งที่ควรทำคือ ลดปริมาณอาหารแต่ละมื้อลงหรือเปลี่ยนมากินให้บ่อยขึ้น รวมทั้งเคี้ยวให้ละเอียดมากขึ้นด้วย และการกินอาหารประเภททอดที่มีน้ำมันมากๆ ก็จะทำให้กระเพาะทำงานช้าลง และทำให้ความเป็นกรดด่างในน้ำย่อยเปลี่ยนไป ทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วย

การดื่มชากาแฟก็มีส่วนทำให้ เกิดอาการปวดท้องได้เช่นกัน เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนการสูบบุหรี่จัดจะส่งผลให้กระเพาะบีบตัวไม่ดี หูรูดของกระเพาะปิดเปิดได้ไม่ดี ทำให้กรดในกระเพาะล้นขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณหน้าอกได้ และการดื่มน้ำน้อยไป หรือกินอาหารที่ไม่ค่อยมีกากใยก็จะทำให้ท้องผูกด้วย

ปรับพฤติกรรมการกินเสียใหม่ดีกว่า เพื่อไม่ให้ระบบย่อยอาหารของคุณมีปัญหาอีกต่อไป

แป๊ะก๊วย ช่วยเพิ่มความจำ

มนุษย์เราเกิดมาต้องการอะไร? บางคนตอบว่าต้องการความสุข อะไรคือความสุขในชีวิตของมนุษย์เรา

ชีวิตที่มีความสุข คือ ชีวิตที่มีความสะดวกสบาย นึกอยากจะทำอะไร อยากได้อะไร ก็สามารถทำได้ หรือหาซื้อมาได้ แต่นั่นคงจะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะหากจิตใจไม่สบาย ร่างกายอ่อนแอ เจ็บไข้ได้ป่วยกระเสาะกระแสะ ก็คงไม่มีความสุข ดังนั้นปัจจัยหลักที่ทำให้คนมีความสุขก็ต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

มีคำแนะนำทางการแพทย์ว่า คนเราจะมีสุขภาพดี ต้องประกอบด้วย 5 อ. คือ อาหาร อากาศ อารมณ์ อุจจาระ และออกกำลังกาย ซึ่งสามารถแยกแยะได้ ดังนี้

อาหาร ควรเป็นอาหารที่เหมาะสมกับร่างกาย กินแล้วให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่มีโทษหรือพิษภัย หรือมีผลข้างเคียงให้เกิดโรคภัยภายหลัง

อากาศ ที่ใช้หายใจเข้าออก ต้องเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ ปราศจากมลพิษใดๆ เพราะหัวใจของคนต้องการอากาศเข้าไป เพื่อสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ให้ทำงานตลอดเวลา อากาศบริสุทธิ์ทำให้รู้สึกสดชื่น มีความสุข

อารมณ์ ผู้ที่มีอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง จะมีความสุขกว่าคนที่มีอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด ฉุนเฉียว นอกจากนั้นแล้วยังมีผลต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย

อุจจาระ คือ กากอาหาร หรือของเสียที่ร่างกายย่อยแล้ว นำส่วนที่ดีไปใช้ หลังจากนั้นก็จะขับถ่ายออกมา หากตกค้างอยู่ในร่างกายนานเกินไป จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ คนที่มีระบบขับถ่ายที่ดี จะมีหน้าตาสดใส มีน้ำมีนวล ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ค่อยขับถ่าย หรือที่เรียกว่า ท้องผูก

ออกกำลังกาย เป็นการบริหารอวัยวะทั้งภายในและภายนอก ทำให้ได้รับการเคลื่อนไหว ช่วยให้เกิดการเสริมสร้างส่วนที่ขาด หรือลดส่วนที่เกิน ช่วยในการทำงานของหัวใจ ปอด ฯลฯ คนที่ไม่ออกกำลังกายจะเป็นคนอ่อนแอ ขาดภูมิต้านทาน เจ็บป่วย เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

ทีนี้มาพูดกันถึงเรื่องอาหารที่เรากินอยู่ทุกวัน อาหารอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะในโลกนี้มีอาหารมากมาย หลากหลายชนิด เรากินเข้าไปอาจมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็ได้ อาหารบางอย่างนอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว ยังมีโทษต่อร่างกายด้วยซ้ำไป มีคำกล่าวไว้ว่า “การกินอาหารที่ดี ให้ประโยชน์ต่อร่างกายนั้น ต้องกินให้ครบ 5 หมู่”

อาหาร 5 หมู่ นั้นประกอบด้วย

1.โปรตีน เป็นอาหารประเภท เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง อาหารประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพราะเมื่อคนเรากินอาหารเข้าไปแล้ว จะเกิดการเผาผลาญ หรือย่อยสลาย นำส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต

2.คาร์โบไฮเดรต ได้แก่ อาหารจำพวก ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล อาหารประเภทนี้จะช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย

3.วิตามิน พืชผักต่างๆ ช่วยในการเสริมสร้างการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ เพราะอวัยวะในร่างกายมีการเคลื่อนไหว และทำงานตลอดเวลา จำเป็นต้องมีการเสริมสร้าง หรือทดแทนการสึกหรอ

4.แร่ธาตุ ผลไม้ต่างๆ ให้ประโยชน์เช่นเดียวกับอาหารประเภทวิตามิน

5.ไขมัน จะเป็นส่วนให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ซึ่งจะได้จากน้ำมัน หรือไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์

การกินอาหาร ควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละวัน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่อยู่ในตัวมันเอง

นอกจากอาหารที่เป็นประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ยังมีอาหารบางประเภทบางอย่างที่มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก หรือเนื้อสัตว์ เช่น

ผักขึ้นฉ่าย มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต

ขมิ้นชัน มีสรรพคุณในการช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บรรเทาอาการปวดท้อง

ไก่ดำ หอยนางรม มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

พริกไทย มีสรรพคุณในการขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ

ผักตำลึง เป็นยาเย็น ช่วยในการถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้

เมล็ดและใบแป๊ะก๊วย มีสรรพคุณช่วยลดอาการอัลไซเมอร์ หรือช่วยให้ความจำดีขึ้น

ปู่เชาว์วัยใกล้ 80 เป็นคนที่เคร่งครัด เอาใจใส่ในสุขภาพ และเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ แทบทุกสัปดาห์จะมีญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมรับประทานอาหารและพบปะสังสรรค์กันตามประสาของคนสูงอายุ

ในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน เพื่อนๆ ร่วมรุ่นเกือบ 10 คน มานั่งรับประทานอาหารเย็นที่บ้านคุณปู่ เรื่องที่สนทนาปราศรัยก็เป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วๆ ไป ในที่สุดก็มาพูดคุยกันถึงเรื่องอาหารการกิน อะไรมีประโยชน์ อะไรมีโทษ อะไรควรกิน อะไรควรเว้น

หลังจากอาหารคาวหวานจบไปแล้ว ก็ดื่มน้ำชา–กาแฟ และนั่งสนทนากันต่อเป็นการย่อยอาหาร คุณปู่เชาว์แกบรรยายถึงสรรพคุณของอาหารหลายอย่าง และในที่สุดก็นึกถึง แป๊ะก๊วย ขึ้นมาได้

“เม็ดแป๊ะก๊วยนี่มีประโยชน์มาก กินแล้วช่วยให้ความจำดี ไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผมกินเป็นประจำทุกวัน เพราะเป็นของที่ชอบและมีประโยชน์ด้วย”

แป๊ะก๊วย ช่วยเพิ่มความจำ

มนุษย์เราเกิดมาต้องการอะไร? บางคนตอบว่าต้องการความสุข อะไรคือความสุขในชีวิตของมนุษย์เรา

ชีวิตที่มีความสุข คือ ชีวิตที่มีความสะดวกสบาย นึกอยากจะทำอะไร อยากได้อะไร ก็สามารถทำได้ หรือหาซื้อมาได้ แต่นั่นคงจะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะหากจิตใจไม่สบาย ร่างกายอ่อนแอ เจ็บไข้ได้ป่วยกระเสาะกระแสะ ก็คงไม่มีความสุข ดังนั้นปัจจัยหลักที่ทำให้คนมีความสุขก็ต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

มีคำแนะนำทางการแพทย์ว่า คนเราจะมีสุขภาพดี ต้องประกอบด้วย 5 อ. คือ อาหาร อากาศ อารมณ์ อุจจาระ และออกกำลังกาย ซึ่งสามารถแยกแยะได้ ดังนี้

อาหาร ควรเป็นอาหารที่เหมาะสมกับร่างกาย กินแล้วให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่มีโทษหรือพิษภัย หรือมีผลข้างเคียงให้เกิดโรคภัยภายหลัง

อากาศ ที่ใช้หายใจเข้าออก ต้องเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ ปราศจากมลพิษใดๆ เพราะหัวใจของคนต้องการอากาศเข้าไป เพื่อสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ให้ทำงานตลอดเวลา อากาศบริสุทธิ์ทำให้รู้สึกสดชื่น มีความสุข

อารมณ์ ผู้ที่มีอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง จะมีความสุขกว่าคนที่มีอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด ฉุนเฉียว นอกจากนั้นแล้วยังมีผลต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย

อุจจาระ คือ กากอาหาร หรือของเสียที่ร่างกายย่อยแล้ว นำส่วนที่ดีไปใช้ หลังจากนั้นก็จะขับถ่ายออกมา หากตกค้างอยู่ในร่างกายนานเกินไป จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ คนที่มีระบบขับถ่ายที่ดี จะมีหน้าตาสดใส มีน้ำมีนวล ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ค่อยขับถ่าย หรือที่เรียกว่า ท้องผูก

ออกกำลังกาย เป็นการบริหารอวัยวะทั้งภายในและภายนอก ทำให้ได้รับการเคลื่อนไหว ช่วยให้เกิดการเสริมสร้างส่วนที่ขาด หรือลดส่วนที่เกิน ช่วยในการทำงานของหัวใจ ปอด ฯลฯ คนที่ไม่ออกกำลังกายจะเป็นคนอ่อนแอ ขาดภูมิต้านทาน เจ็บป่วย เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

ทีนี้มาพูดกันถึงเรื่องอาหารที่เรากินอยู่ทุกวัน อาหารอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะในโลกนี้มีอาหารมากมาย หลากหลายชนิด เรากินเข้าไปอาจมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็ได้ อาหารบางอย่างนอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว ยังมีโทษต่อร่างกายด้วยซ้ำไป มีคำกล่าวไว้ว่า “การกินอาหารที่ดี ให้ประโยชน์ต่อร่างกายนั้น ต้องกินให้ครบ 5 หมู่”

อาหาร 5 หมู่ นั้นประกอบด้วย

1.โปรตีน เป็นอาหารประเภท เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง อาหารประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพราะเมื่อคนเรากินอาหารเข้าไปแล้ว จะเกิดการเผาผลาญ หรือย่อยสลาย นำส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต

2.คาร์โบไฮเดรต ได้แก่ อาหารจำพวก ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล อาหารประเภทนี้จะช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย

3.วิตามิน พืชผักต่างๆ ช่วยในการเสริมสร้างการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ เพราะอวัยวะในร่างกายมีการเคลื่อนไหว และทำงานตลอดเวลา จำเป็นต้องมีการเสริมสร้าง หรือทดแทนการสึกหรอ

4.แร่ธาตุ ผลไม้ต่างๆ ให้ประโยชน์เช่นเดียวกับอาหารประเภทวิตามิน

5.ไขมัน จะเป็นส่วนให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ซึ่งจะได้จากน้ำมัน หรือไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์

การกินอาหาร ควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละวัน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่อยู่ในตัวมันเอง

นอกจากอาหารที่เป็นประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ยังมีอาหารบางประเภทบางอย่างที่มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก หรือเนื้อสัตว์ เช่น

ผักขึ้นฉ่าย มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต

ขมิ้นชัน มีสรรพคุณในการช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บรรเทาอาการปวดท้อง

ไก่ดำ หอยนางรม มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

พริกไทย มีสรรพคุณในการขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ

ผักตำลึง เป็นยาเย็น ช่วยในการถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้

เมล็ดและใบแป๊ะก๊วย มีสรรพคุณช่วยลดอาการอัลไซเมอร์ หรือช่วยให้ความจำดีขึ้น

ปู่เชาว์วัยใกล้ 80 เป็นคนที่เคร่งครัด เอาใจใส่ในสุขภาพ และเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ แทบทุกสัปดาห์จะมีญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมรับประทานอาหารและพบปะสังสรรค์กันตามประสาของคนสูงอายุ

ในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน เพื่อนๆ ร่วมรุ่นเกือบ 10 คน มานั่งรับประทานอาหารเย็นที่บ้านคุณปู่ เรื่องที่สนทนาปราศรัยก็เป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วๆ ไป ในที่สุดก็มาพูดคุยกันถึงเรื่องอาหารการกิน อะไรมีประโยชน์ อะไรมีโทษ อะไรควรกิน อะไรควรเว้น

หลังจากอาหารคาวหวานจบไปแล้ว ก็ดื่มน้ำชา–กาแฟ และนั่งสนทนากันต่อเป็นการย่อยอาหาร คุณปู่เชาว์แกบรรยายถึงสรรพคุณของอาหารหลายอย่าง และในที่สุดก็นึกถึง แป๊ะก๊วย ขึ้นมาได้

“เม็ดแป๊ะก๊วยนี่มีประโยชน์มาก กินแล้วช่วยให้ความจำดี ไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผมกินเป็นประจำทุกวัน เพราะเป็นของที่ชอบและมีประโยชน์ด้วย”

ลิ้นบอกสุขภาพ

ลองเอากระจกขึ้นมาแล้วแลบลิ้นออกมาดู คุณจะสามารถรู้เกี่ยวกับสุขภาพของคุณได้มากมาย โดยดูสีของลิ้น และความหมายของมัน

ลิ้นสีน้ำตาลอ่อน คราบสีน้ำตาลอ่นอที่เกาะอยู่ที่ลิ้น ปกติจะมาจากคราบอาหารหลังจากรับประทาน จะมีคราบติดอยู่บนลิ้น ดังนั้นคุรควรแปรงลิ้นหลังรับประทานอาหาร และควรดื่มน้ำเยอะ เพราะน้ำช่วยให้มีน้ำลาย ซึ่งจะช่วยรักษาความสะอาดในปากได้

ลิ้นเป็นสีชมพูอ่อน/ขาว ลิ้นบางคนจะมีสีขาวซีด คราบสีขาวบนลิ้นจะมีปัญหาเมื่อมันลอกและมีเลือดออก ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นแสดงว่าคุณติดเชื้อรา ต้องไปให้แพทย์รักษา

ลิ้นมีสีชมพูอ่อนแก่สลับกัน เป็นจุดเล็กๆ ที่มีลักษณะเหมือนสิว บ่อยครั้งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งจะหายเองภายใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้าจุดนั้นขยายใหญ่ แปลแตกออกมาและไม่หายนานกว่า 2 อาทิตย์ คุณต้องไปหาหมอ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณบอกว่าคุณอาจเป็นมะเร็งที่ลิ้นได้ค่ะ

ลิ้นสีดำหรือน้ำตาลเข้ม เป็นอาการที่พบได้น้อยมาก จะมีลักษณะมีคราบขุยสีดำจับอยู่ ซึ่งเชื่อว่าเป้นคราบสกปรกที่ไม่ยอมหลุดออกไป คุณควรจะแปรงลิ้นเป็นประจำ ถ้าจำเป็นก็ควรใช้ช้อนหรือที่ขูดลิ้น ขูดเอาคราบออกบ้าง และควรลดชา กาแฟ และบุหรี่ เพราะทั้ง 3 อย่างนี้ทำให้ลิ้นเป็นคราบมากยิ่งขึ้น

ทำอย่างไรจึงจะมีอายุที่ยืนยาว และสุขภาพแข็งแรง

อาหารธรรมชาติ ทุกวันนี้บรรดานักวิชาการและปัญญาชนที่หันมารับประทาน " อาหารธรรมชาติ " เลิกบริโภคเนื้อสัตว์โดยสิ้นเชิง ได้ทวีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเชื่อถือลัทธิใดๆ แต่เป็นเพราะเหตุผลทางธรรมชาติวิทยาที่ท่านเหล่านั้นค้นพบ แล้วจึงปฏิบัติตามความรู้นั้นด้วยความมั่นใจ

เนื้อหาในบทความนี้กล่าวถึงอาหารที่ธรรมชาติได้เอื้ออำนวยแก่มวลมนุษย์ ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะสม ถูกต้องตามที่ธรรมชาติอันแท้จริงของมนุษย์ต้องการ

โดยทำการรวบรวมจากผลการวิจัย และข้อมูลต่างๆทางวิชาการโดยคุณศิริชัย ค้าดี ขอผลบุญกุศลที่เกิดจากวิทยาทานจงมีแด่คุณศิริชัยและครอบครัวตลอดจนทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความนี้

เนื่องจากการนำเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตอาจส่งผลให้มีผู้อ่านเพิ่มมากขึ้น จึงขอให้ทุกท่านที่เข้ามาศึกษาได้โปรดน้อมใจขอบคุณผู้ที่ทำการค้นคว้า ศึกษา เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมด้วย ทุกท่านด้วยเทอญ

ทำอย่างไรจึงจะมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรง หากจะถามว่าใครบ้างอยากอายุสั้น ? ก็คงไม่มีใคร… ทุกคนล้วนอยากมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้เพราะเป็นยอดปรารถนาอย่างหนึ่งของมนุษย์ ดังจะได้ยินคำอวยพรที่คุ้นหูกันอยู่บ่อยๆว่า "ขอให้อายุมั่นขวัญยืน อย่าได้เจ็บไข้ ขอให้อยู่จนแก่จนเฒ่า" นั่นก็แสดงว่า ทุกคนล้วนไม่อยากเจ็บก่อนตาย ไม่อยากตายก่อนแก่

คนเราแม้จะมีเงินทองมากมายล้นฟ้าเหลือคณานับ แต่ถ้าอายุสั้นเสียแล้วจะมีความหมายอะไรเล่า ถ้าหากอายุยืนยาวแต่กลับเต็มไปด้วยโรคภัยมาเบียดเบียน เช่นนี้แล้วชีวิตก็คงหาความสุขไม่ได้ โรคภัยไข้เจ็บล้างผลาญเงินทองและทำลายความสุขในชีวิตไปจนหมดสิ้น บางคนล้มป่วยคราวเดียวเงินทองที่สะสมมาตลอดชีวิตก็ยังไม่พอที่จะรักษาเยียวยา เพราะฉะนั้นการมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงจึงเป็นมงคลแก่ชีวิตประการหนึ่งที่ทุกคนมุ่งมั่นปรารถนา อายุเท่าไหร่ล่ะ…จึงจะเรียกว่าเป็นคนที่อายุยืน ?

จากการสำรวจอายุเฉลี่ยของคนในแต่ละส่วนของโลกเป็นอย่างนี้ ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศรัสเซีย ผู้คนมีอายุยืนถึง 120 ปี ไม่เพียงแต่พวกเขาจะอายุยืนเท่านั้น ทุกคนยังมีพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีอีกด้วย จากรายงานสำรวจพบว่าหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ซึ่งมี อากาศดี แสงแดดดี มีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารจำพวก เมล็ดธัญญพืช ผักและผลไม้เป็นหลัก ทุกคนได้ออกกำลังกายด้วยการทำงาน อาหารส่วนใหญ่ของพวกเขาได้มาจากธรรมชาติรอบข้าง เช่น ผักสด ผลไม้ น้ำผึ่งป่า และอื่นๆ การเพาะปลูกผักที่นำมาเป็นอาหารไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงใดๆเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยให้สามารถเลี้ยงเป็นอาหาร ทำให้เนื้อสัตว์เป็นของหายากที่ไม่นิยมบริโภคกันเลยตั่งแต่บรรพบุรุษมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ชาวบ้านทั้งหลายในหมู่บ้านนี้จะรู้สึกโศกเศร้าเสียใจมาก หากว่ามีผู้เสียชีวิตลงในขณะที่มีอายุ 80 - 90 ปี พวกเขาจะพากันกล่าวว่า " โถ…ช่างอายุสั้นจริงๆ " ที่เมืองฮันซ่าซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของอินเดียและปากีสถาน ชาวเมืองนี้รับประทานแต่อาหารมังสวิรัติ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์เลยสืบต่อกันมาเป็นพันๆปีแล้ว แต่ทว่าความเป็นอยู่ในการเพาะปลูกเริ่มมีผลกระทบจากมลภาวะของสิ่งแวดล้อมตามแบบชุมชนเมือง มีการใช้วิทยาการต่างๆเช่น ใส่ปุ๋ยเคมี และพ่นยาฆ่าแมลงในการเกษตร ดังนั้นจึงพบว่าอายุเฉลี่ยของคนเมืองนี้ลดลงเหลือประมาณ 90 - 100 ปีเท่านั้น

แต่ครั้นคณะสำรวจได้เดินทางไปยังแถบขั้วโลกเหนืออันเป็นที่อยู่ของชาวเอสกีโม ทุกคนก็ต้องพากันประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้คนที่นั่นมีอายุไม่เกิน 40 ปี ! ร่างกายของพวกเขาทรุดโทรมต้องป่วยเป็นโรคต่างๆมากมาย มีรูปร่างแคระแกรนสุขภาพไม่แข็งแรง อายุเฉลี่ยของคนในหมู่บ้านนี้เพียง 27 ปีครึ่งเท่านั้น คณะสำรวจพบว่าลักษณะภูมิประเทศที่เป็นน้ำแข็งทั้งหมด และอากาศซึ่งหนาวจัดเป็นเหตุให้ไม่สามารถเพาะปลูกพืชผักชนิดใดได้เลย ชาวบ้านทั้งหมดต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์ ดังนั้นอาหารหลักที่ต้องบริโภคไปตลอดชีวิต ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ทุกประเภท ล้วนได้มาจากสัตว์ร่างกายและผิวหนังของพวกเขาไม่มีโอกาสได้รับแสงแดดเลย

เราลองหันมาดูข้อมูลสถิติอายุของคนในทวีปเอเซียดูบ้าง พบว่าอายุเฉลี่ยของคนเอเซียอยู่ในระหว่าง 50 - 60 ปี และส่วนใหญ่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ไม่ว่าหญิงหรือชาย มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไขข้อ โรคตับ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และอื่นๆ จากการสำรวจพบว่า ในทวีปเอเซียแม้ภูมิประเทศจะอุดมสมบูรณ์ดี มีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แต่ทว่าในการเพาะปลูก เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในปริมาณที่มากจนน่ากลัว น้ำและอากาศในแหล่งชุมชนเมืองมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น อาหารหลักของประชากรส่วนใหญ่เป็นอาหารพืชผักและเนื้อสัตว์ในอัตราส่วนที่เท่าๆกัน พบว่าอายุเฉลี่ยของคนในเมืองสั้นกว่าผู้คนที่อยู่ในชนบท

อาหารของคนในชนบทโดยมากเป็นพืชผักผลไม้และมีโอกาสบริโภคเนื้อสัตว์กันน้อย แต่แม้ว่าชาวชนบทจะสามารถปลูกพืชผักต่างๆได้เองแต่พวกเขาก็ไม่ได้บริโภคให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ดังนั้นชาวชนบทจำนวนไม่น้อยจึงยังคงเป็นโรคขาดสารอาหาร และเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ เมื่ออายุย่างเข้าวัยกลางคน

จากตัวอย่างดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายพากันฉงนสงสัยว่า ทำไมยิ่งนานวันวิทยาการเจริญก้าวหน้าขึ้น แต่อายุของคนกลับถดถอยสั้นลงเรื่อยๆ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อายุของคนในแต่ละถิ่นไม่เท่ากัน มีสุขภาพดีเลวต่างกัน ทำอย่างไรจึงจะมีอายุที่ยืนยาวและสุขภาพที่แข็งแรง

สวัสดียามบ่ายค่ะ อ.กั๊ม

ดิฉันชื่อ นางสาว เพ็ญจิตต์ ธาราวิกรัยรัตน์ รหัสนักศึกษา 50322103 เลขที่ 14 เรียนภาคค่ำ ค่ะ ได้อ่านบทความเรื่อง รูปร่างดีรู้ได้อย่างไร แล้วทำให้มีความรู้เพิ่มมากขึ้นเยอะเลยค่ะ

นี่ก็บ่ายล่ะ อ.คงทานข้าวกับ...อย่างมีความสุขดีนะค่ะ

ขอบคุณค่ะ สำหรับข้อมูลความรู้

นางสาว เพ็ญจิตต์ ธาราวิกรัยรัตน์

เทคนิคการผ่อนคลายผิวรอบดวงตา

วิธีทำง่าย ๆ คือ เพียงใช้ปลายนิ้วชี้ กลาง และนาง ยืดคิ้วออกด้านข้าง 3 ครั้งใช้นิ้วกลางของทั้งสองข้างหมุนวนรอบดวงตาพร้อมๆ กัน โดยวนตามเข็มนาฬิกา ในทุกครั้งให้หยุดกดที่บริเวณหัวคิ้ว ทำแบบนี้ซ้ำทั้งหมด 6 รอบ และใช้นิ้วกลางกดจุดไล่ตั้งแต่หัวคิ้ว ถึงขมับ 3 รอบ กดจุดไล่ลงมาที่บริเวณใต้ตา ไล่ตั้งแต่หัวตาถึงหางตา 3 รอบ ใช้นิ้วกลางนวดที่บริเวณขมับ หมุนเป็นรูปเลขแปด ทำซ้ำทั้งหมด 6 รอบ ทำซ้ำขั้นตอนที่ 2-5 ทั้งหมด 3 รอบ นำมือทั้งสองข้างปิดที่ดวงตา ลากน้ำหนักที่ปลายนิ้วออกไปที่ด้านข้างกรอบหน้า แล้วจึงค่อย ๆ ยกฝ่ามือออกจากใบหน้าเพียงเท่านี้ก็จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ หากต้องการความอ่อนเยาว์ของดวงตา ควรเข้ารับการตรวจตาเป็นประจำทุก ๆ 2-4 ปี และทุก ๆ 1-2 ปี สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป สำหรับ ผู้ที่ต้องนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำ เริ่มฝึกนิสัยพักสายตาโดยการมองออกไปไกล ๆ ทุก ๆ 10-15 นาที สวมใส่แว่นตาดำที่ปกป้องและกรองแสงยูวีทุก ๆ ครั้งที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ปกป้องและระวังไม่ให้ดวงตาสัมผัสควัน และฝุ่นละอองต่าง ๆ โดยตรง

สวยก่อนนอน

1.เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะ ตั้งแต่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะกับสภาพผิว ถ้าเป็นคนผิวแห้งก็จะแนะนำเป็นพวกครีมน้ำนม ซึ่งเป็นการทำความสะอาดและเติมความชุ่มชื่นให้ผิวด้วย แต่ถ้าเป็นคนผิวธรรมดาหรือผิวมัน แนะนำให้เป็นผลิตภัณฑ์จากโฟมน้ำผึ้ง ซึ่งจะเหมาะกับสภาพผิว

2.การล้างหน้า เวลา ล้างหน้าอย่าใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้ง เพราะ 2 นิ้วนี้เมื่อกดลงใบหน้าจะมีแรงกดมาก ทำให้เกิดริ้วรอย ควรใช้เพียงนิ้วกลางและนิ้วนางเท่านั้น โดยเริ่มหมุนนิ้วออกเป็นวงกลม เริ่มจากบริเวณคาง คลึงนวดเบาๆ ไล่ขึ้นไปตามแก้ม ไล่จากบริเวณจุดกลางไปตามลายกล้ามเนื้อออกไปทางด้านข้าง ไล่ขึ้นไปที่หน้าผาก เป็นการต้านแรงโน้มถ่วง อาจจะเน้นบริเวณร่องข้างจมูก เพื่อหลีกเลี่ยงสิวเสี้ยน

3.การลงเคล็นซิง ให้ทิ้งไว้ประมาณ 30 วินาที-1 นาที เพื่อให้ตัวครีมนี่ทำละลายกับสิ่งสกปรก เครื่องสำอาง คราบไขมันอุดตัน

4.วิธีล้างออก วักน้ำขึ้นมาแล้วให้เอาน้ำแปะบนผิวหน้า ห้ามถู เพราะจะยิ่งทำให้เหมือนเป็นการกดไปบนหน้าเรา จะทำให้เกิดริ้วรอยได้

การนอนหลับกับผิวพรรณ

 การนอนหลับที่ดีควรเป็นการนอน หลับอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาแล้วมีความรู้สึกไม่สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในเวลากลางวัน ซึ่งการนอนหลับที่ดีที่ส่งผลต่อการมีผิวพรรณที่ดีนั้น ควรมีปัจจัยดังนี้

1.นอนถูกเวลาและปริมาณ ความ ต้องการนอนหลับของมนุษย์เรานั้นไม่เท่ากัน ยิ่งอายุน้อยยิ่งต้องการนอนมาก และความต้องการนอนหลับสำหรับผู้ใหญ่โดยทั่วไปแล้วประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน สิ่งที่สำคัญคือร่างกายจะมีการสะสม ถ้าเรานอนไม่พอก็จะต้องการนอนมากขึ้นในวันต่อไป นอกจากนี้ เวลาเข้านอนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฮอร์โมนและสารต่างๆ ที่จำเป็นในการก่อให้เกิดสุขภาพผิวพรรณที่ดี จะผลิตเป็นเวลาตามที่ร่างกายกำหนด เวลาที่แนะนำให้ควรเข้านอนเพื่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดี ไม่ควรจะเกิน 4 ทุ่มของแต่ละคืน

2.นอนถูกที่ ถูกสิ่งแวดล้อม ถ้า สิ่งแวดล้อมที่เรานอนไม่เหมาะสม เช่น มีเสียงรบกวน มีแสงสว่างมากเกินไป มีการระบายอากาศที่ไม่เหมาะสม ต่างก็ส่งผลกระทบต่อกระบวนการนอนหลับอย่างต่อเนื่องของร่างกายทั้งสิ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการนอนหลับลดลง

 3.นอนถูกท่า การ นอนหงายเป็นท่านอนที่หลีกเลี่ยงการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีที่สุด การนอนตะแคงหรือนอนคว่ำหน้านานๆ จะทำให้เกิดแรงกดทับ ก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะที่แก้มและคางที่เรียกว่า Sleep Line นอกจากนี้ การนอนคว่ำยังทำให้เกิดรอยตีนกาได้ง่าย เนื่องจากผิวบริเวณรอบดวงตาจะเป็นผิวที่บอบบางและเกิดริ้วรอยได้ง่ายมาก นอก จากประโยชน์ด้านความงามแล้ว ท่านอนหงายยังเป็นท่าทางการนอนที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะเป็นท่านอนที่ไม่มีอะไรมากดทับหน้าอก ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้อย่างคล่องตัวที่สุด เมื่อนอนหงายกระดูกสันหลังได้รับการรองรับจากที่นอน ทำให้สามารถวางตัวอยู่ในแนวธรรมชาติได้ดีที่สุด เมื่อหลังแตะฟูกให้หลับในท่านอนหงายเหยียดยาวในชุดที่ไม่รัด พร้อมกับใช้หมอนใบเล็กรองใต้คอแทนหนุนศีรษะได้ยิ่งดี การเหยียด แขนออกห่างตัว หรือไม่ก็งอศอกไว้เหนือศีรษะจะได้ไม่กีดขวางระบบทางเดินหายใจหรือสูบฉีด โลหิต ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้คล่องตัวที่สุด เมื่อนอนหงายกระดูกสันหลังได้รับการรองรับจากที่นอน ช่วยให้กล้ามเนื้อหลัง ไหล่ และคอ ได้รับการผ่อนคลายได้ดีที่สุด (ยกเว้นผู้ป่วยหรือสตรีมีครรภ์)

การออกกำลังกาย

ส่งเสริมให้มีกิจกรรมให้มาก อย่านั่งๆนอนๆจะทำให้สุขภาพกาย สุขภาพใจ และการควบคุมน้ำหนักดีขึ้น

• สำหรับผู้ใหญ่ ส่งเสริมให้มีกิจกรรมที่ใช้พลังงานปานกลาง มากกว่าปกติวันละ 30 นาทีทุกวันไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน หรือที่บ้าน เช่นการถูบ้าน การเดินขึ้นบันได การเดินเร็วๆไปจ่ายตลาด

• ถ้าต้องการให้สุขภาพแข็งแรงให้ออกกำลังกายชนิดหนัก หรือออกกำลังกายนานขึ้น

• ถ้าต้องการควบคุมน้ำหนักหรือป้องกันน้ำหนักเพิ่มต้องออกกำลังกายชนิดปานกลางหรือชนิดหนักวันละ 60 นาทีทุกวัน โดยที่รับประทานอาหารที่มีพลังงานเท่าเดิม

• ถ้าต้องการลดน้ำหนักลดน้ำหนักต้องออกกำลังกายปานกลางถึงหนักวันละ 60-90 นาทีโดยที่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานไม่เกิน

ส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรงโดยการ ออกกำลังเพื่อให้หัวใจแข็ง ออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ออกกำลังกายเพื่อให้ข้อเคลื่อนไหวได้ดี ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายมีความอดทน

การออกกำลังสำหรับกลุ่มต่างๆ

• เด็กและวัยรุ่นให้ออกกำลังกายวันละ 60 นาทีทุกวัน

• ในคนท้องที่ไม่มีข้อห้ามในการออกกำลังกายให้ออกกำลังปานกลางวันละ 30นาทีทุกวัน แต่ต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่จะเกิดอันตรายต่อการตั้งครรภ์

• ผู้สูงอายุต้องมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อลดอัตราการเสื่อมของอวัยวะ

ตัวอย่างเครื่องปรุงอาหารไทยที่­มีสรรพคุณทางยา

๑. กระเพรา (Holy Basil) แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ขับเสมหะ บำรุงธาตุ เพิ่ม น้ำนมในสตรีหลังคลอด

๒. กระชาย (Galingale) แก้บิด แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องร่วง แก้ไอ บำรุงหัวใจ

๓. กระเทียม (Garlic) แก้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ขับลม ขับ เสมหะ แก้จุกเสียด ขับพยาธิเส้นด้าย

๔. กระวาน (Cardamom) แก้ท้องร่วง ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ขับลมใน กระเพาะ (ใช้แต่งกลิ่นและสี)

๕. กานพลู (Cloves) แก้ไอ แก้สะอึก ขับลม ขับระดู แก้จุกเสียด แก้ท้องเสีย มี ฤทธิ์เป็นยาชาและแก้ปวดฟัน ฆ่าเชื้อ

๖. ขิง (Ginger) ขับลม ขับเสมหะ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้คลื่นไส้อาเจียน ขับ เหงื่อ ขยายหลอดเลือดใต้ผิวหนัง

๗. ข่า (Galanga) แก้ลมพิษ แก้บิด ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร แก้ บวมฟกช้ำ

๘. ขมิ้น (Turmeric) ลดกรด ขับลม แก้ปวดท้อง แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ขับน้ำ เหลือง รักษารอบเดือนไม่ปกติ

๙. งาดำ เมล็ด รสฝาดหวานขม บำรุงกำลัง ให้ความอบอุ่นในร่างกาย บำรุงร่างกาย ทำ ให้ดีกำเริบ บำรุงไขข้อ บำรุงเส้นเอ็น ตำราอินเดียกล่าวว่า งาดำนอกจากบำรุง กำลัง บำรุงร่างกาย ไขข้อและเส้นเอ็น แล้วยังช่วยบำรุงกระดูกด้วย โดยให้กินงาดำ ร่วมกับอาหาร

๑๐. จันทร์เทศ ลูกจันทน์ บำรุงกำลัง ขับลม แก้ปวดมดลูก แก้ท้องร่วง ธาตุพิการ

๑๑. ชะเอมไทย ราก บำรุงหัวใจ แก้เสมหะ แก้น้ำลายเหนียว แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ แก้ กำเดา แก้ลม บำรุงกำลัง ผล บำรุงกำลังทำให้ชุมคอ แก้คอแห้ง

๑๒. ดีปลี (Long pepper) ขับลม แก้จุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ

๑๓. ตะไคร้ (Lemon grass) ขับลม แก้ท้องอืด แน่น จุกเสียด ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว ลดความดันโลหิตสูง

๑๔. ผักชี (Coriander) ขับลม แก้ไข้ แก้ไอ บำรุงธาตุ

๑๕. พริก (Chilies) แก้บิด กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้เจริญอาหาร รส เผ็ดทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณที่สัมผัสมากขึ้น ลดอาการอักเสบ ละลายลิ่มเลือด ป้องกันมะเร็งในลำไส้

๑๖. มะกรูด (Leech Lime) (ใบ) ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด

๑๗. มะนาว (Lime) แก้ไอ แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ แก้เหงือกบวมและเลือดออกตามไรฟัน ( แก้โรคขาดวิตามินซี) แก้ลมวิงเวียน แก้ท้องผูก

๑๘. มะขาม (Tamarind) เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก แก้อาการไอ และแก้หวัดคัดจมูก

๑๙. แมงลัก (Hairy Basil) ขับลม ขับเหงื่อ

๒๐. สะระแหน่ (Mentha) ขับลม ฆ่าเชื้อ ระงับอาการเกร็งของกระเพาะและลำไส้

๒๑. หอม (Shallot) ขับลม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ขับประจำเดือน แก้ไข้ แก้หวัด ช่วยย่อยอาหาร เจริญอาหาร

๒๒. โหระพา (Common basil) ขับลม ขับเหงื่อ ขับพยาธิ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ท้องอืด เป็นยาระบาย แก้เลือดออกตามไรฟัน

๒๓. อบเชย (Cinnamon) ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง

การนอนไม่หลับ

การนอนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คนเราใช้เวลาหนึ่งในสามในการนอนแต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการนอนเท่าใด คนเราจะมีช่วงที่ง่วงนอน 2ช่วงคือกลางคืน และตอนเที่ยงวันจึงไม่แปลกใจกับคำว่าท้องตึงหนังตาหย่อนในตอนเที่ยง

กลไกการนอนหลับ

เมื่อความมืดมาเยือนเซลล์ที่จอภาพ[retina] จะส่งข้อมูลไปยังเซลล์ประสาทที่อยู่ใน hypothalamus ซึ่งจะเป็นที่สร้างสาร melatonin สาร melatonin สร้างจาก tryptophan ทำให้อุณหภูมิลดลงและเกิดอาการง่วง การนอนของคนปกติแบ่งออกได้ดังนี้

การนอนช่วง Non-rapid eye movement {non- (REM) sleep} การนอนในช่วงนี้มีความสำคัญมากเพราะมีส่วนสำคัญในการทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาการและมีการหลั่งของฮอร์โมนที่เร่งการเติบโต growth hormone การนอนช่วงนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่โดยการหลับจะเริ่มจากระยะที่1ไปจน REMและกลับมาระยะ1ใหม่

Stage 1 (light sleep) ระยะนี้ยังหลับไม่สนิทครึ่งหลับครึ่งตื่น ปลุกง่าย ช่วงนี้อาจจะมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อที่เรียกว่า hypnic myoclonia มักจะตามหลังอาการเหมือนตกที่สูง ระยะนี้ตาจะเคลื่อนไหวช้า

Stage 2 (so-called true sleep).ระยะนี้ตาจะหยุดเคลื่อนไหวคลื่นไฟฟ้าสมองเป็นแบบ rapid waves เรียก sleep spindles

Stage 3 คลื่นไฟฟ้าสมองจะมีลักษณะ delta waves และ Stage 4ระยะนี้เป็นระยะที่หลับสนิทที่สุดคลื่นไฟฟ้าสมองเป็นแบบ delta waves ทั้งหมด ระยะ3-4 จะปลุกตื่นยากที่สุดตาจะไม่เคลื่อนไหวร่างกายจะไม่เคลื่อนไหว เมื่อปลุกตื่นจะงัวเงีย

การนอนช่วง Rapid eye movement (REM) sleep จะเกิดภายใน 90 นาที หลังจากนอนช่วงนี้เมื่อทดสอบคลื่นสมองจะเหมือนคนตื่น ผู้ป่วยจะหายใจเร็ว ชีพขจรเร็ว กล้ามเนื้อไม่ขยับ อวัยวะเพศแข็งตัว เมื่อคนตื่นช่วงนี้จะจำความฝันได้

เราจะใช้เวลานอนร้อยละ50ใน Stage 2 ร้อยละ 20ในระยะ REM ร้อยละ30 ในระยะอื่นๆ การนอนหลับครบหนึ่งรอบใช้เวลา 90-110นาที คนปกติต้องการนอนวันละ 8 ชั่วโมงโดยหลับตั้งค่ำจนตื่นในตอนเช้า คนสูงอายุการหลับจะเปลี่ยนไปโดยหลับกลางวันเพิ่มและตื่นกลางคืน จำนวนชั่วโมงในการนอนหลับแต่ละคนจะไม่เหมือนกันบางคนนอนแค่วันละ 5-6 ชั่วโมงโดยที่ไม่มีอาการง่วงนอน

อาการนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับไม่ใช่โรคแต่เป็นภาวะหลับไม่พอทำให้ตื่นขึ้นมาแล้วไม่สดชื่น บางคนอาจจะหลับยากใช้เวลามากว่า 30นาทียังไม่หลับ บางคนตื่นบ่อยหลังจากตื่นแล้วหลับยาก บางคนตื่นเช้าเกินไป ทำให้ตื่นแล้วไม่สดชื่น ง่วงเมื่อเวลาทำงาน อาการนอนไม่หลับมักจะเป็นชั่วคราวเมื่อภาวะกระตุ้นหายก็จะกลับเป็นปกติแต่ถ้าหากมีอาการเกิน 1 เดือนให้ถือว่าเป็นอาการเรื้อรัง

การวินิจฉัย

แพทย์จะถามคำถาม 4คำถามได้แก่

ให้อธิบายว่ามีปัญหานอนไม่หลับเป็นอย่างไร

นอนไม่หลับเป็นมานานเท่าใด

เป็นทุกทุกคืนหรือไม่

สามารถทำงานตอนกลางวันได้หรือไม่

แพทย์จะค้นหาว่าอาหารนอนไม่หลับนั้นเกิดจากโรค จากยา หรือจากจิตใจ

คนเราต้องการนอนวันละเท่าใด

ความต้องการการนอนไม่เท่ากันในแต่ละคนขึ้นกับอายุ ทารกต้องการนอนวันละ 16 ชั่วโมง วัยรุ่นต้องการวันละ 9 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ต้องการวันละ 7-8 ชั่วโมง แต่คนบางคนก็อาจจะต้องการนอนน้อยเหลือเพียงวันละ 5 ชั่วโมง หากนอนไม่พอร่างกายต้องการการนอนเพิ่มในวันรุ่งขึ้น

เราอาจจะทราบว่านอนไม่พอโดยดูจาก

เวลาทำงานคุณมีอาการง่วงหรือซึมตลอดวัน

อารมณ์แกว่งโกรธง่ายโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอกับครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน

หลับภายใน 5 นาทีหลังจากนอน

บางคนอาจจะหลับขณะตื่นโดยที่ไม่รู้ตัว

ทั้งหมดเป็นการแสดงว่าคุณนอนไม่พอคุณต้องเพิ่มเวลานอนหรือเพิ่มคุณภาพของการนอน

การนอนหลับจำเป็นอย่างไรต่อร่างกาย

ร่างกายเราเหมือนเครื่องจักรทำงานตลอดเวลาการนอนเหมือนให้เครื่องจักรได้หยุดทำงาน สะสมพลังงานและขับของเสียออก การนอนจึงจำเป็นสำหรับร่างกายมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีการศึกษาว่าการนอนไม่พอจะมีอันตรายการประสานระหว่างมือและตาจะเหมือนกับผู้ที่ได้รับสารพิษ ผู้ที่นอนไม่พอหากดื่มสุราจะทำให้ความสามารถลดลงอ่อนเพลียมาก การดื่มกาแฟก็ไม่สามารถทำให้หายง่วง

มีการทดลองในหนูพบว่าหากนอนไม่พอหนูจะมีอายุสั้น ภูมิคุ้มกันต่ำลง สำหรับคนหากนอนไม่พอจะมีอาการง่วงและไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี ความสามารถในการคำนวณด้อยลง หากยังนอนไม่พอจะมีอาการภาพหลอน อารมณ์จะแกว่ง การนอนไม่พอเป็นสาเหตุของอุบัติต่างๆ เชื่อว่าเซลล์สมองหากไม่ได้นอนจะขาดพลังงานและมีของเสียคั่ง นอกจากนั้นการนอนหลับสนิทจะทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโต (growth hormone)

จะปรึกษาแพทย์เมื่อไร

ถ้าหากอาการนอนไม่หลับเป็นมากกว่า 1 สัปดาห์ หรือทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลากลางวัน ก่อนพบแพทย์ควรทำตารางสำรวจพฤติกรรมการนอนประมาณ 10 วันเพื่อให้แพทย์วินิจฉัย ในการรักษาแพทย์จะแนะนำเรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการนอน ถ้าไม่ดีจึงจะให้ยานอนหลับ

การนอนหลับอย่างพอเพียงทั้งระยะเวลาและคุณภาพของการนอนหลับจะเป็นปัจจัยในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีเหมือนกับการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และการออกกำลังกาย

สาเหตุของการนอนไม่หลับ | ตารางสำรวจสาเหตุการนอนไม่หลับ | การนอนหลับในเด็ก | ข้อแนะนำการนอนในวัยรุ่น | คุณผู้หญิงกับการนอนหลับ | ผู้สูงอายุกับการนอนไม่หลับ| การนอนหลับกับผู้ที่ทำงานเป็นกะ | การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา | การรักษาด้วยยานอนหลับ | การป้องกันอุบัติเหตุขณะขับรถ

รักษ์สุขภาพด้วย 18 วิธี

1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง

ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหาร

ก่อนทานอาหารควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิว

ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน

ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพ

หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

6. ความเครียดทำลายผิว

ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก

เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง

หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

9. เท้าและข้อเท้าบวม

ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน

เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

11. ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย

ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

12. แดดอ่อนตอนเช้า

แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

13. เบาหวานอย่าทานไข่

ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

14. อยากผอมต้องน้ำเย็น

การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น

ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ

สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร

สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม

ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

________________________________________

เช็คโรคจากอาการปวดท้อง

ใครที่มักจะปวดท้องบ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าปวดท้องเพราะอะไร มีวิธีการเช็คโรคจากอาการปวดท้องมาบอก...

ปวดท้องด้านขวาตอนบน ความเจ็บปวดในบริเวณด้านขวาตอนบนของช่องท้อง มักเกิดจากโรคตับและถุงน้ำดี

ปวดท้องบริเวณแอ่งกระเพาะอาหาร แอ่งกระเพาะอาหาร คือ บริเวณที่อยู่ใต้ซี่โครงลงมา การเจ็บปวดบริเวณนี้มักเกิดจากการแสบกระเพาะอาหารและอาการไม่ย่อย โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบอาจเกิดขึ้นในบริเวณนี้ได้เช่นเดียวกัน บางครั้งโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ถุงน้ำดีก็อาจเกิดขึ้นในบริเวณส่วนท้องที่เป็นแอ่งได้

ปวดท้องส่วนกลาง ส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุมาจากโรคที่เกิดขึ้นที่ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ อาการปวดท้องที่บริเวณนี้อาจเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งมักเริ่มขึ้นที่บริเวณนี้ก่อนเสมอ แล้วจึงเลื่อนมาเป็นส่วนล่าง

ปวดท้องด้านซ้ายตอนบน อาจมีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ที่เกิดในลำไส้ใหญ่ เช่น โรคท้องผูกหรืออาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่ แต่หากมีอาการแสบกระเพาะอาหาร นั่นหมายถึงอาจเกิดจากกรดและอาการเจ็บปวดเนื่องจากแผลในกระเพาะ

ปวดท้องด้านขวาตอนล่าง อาจเป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบอย่างเฉียบพลัน อาการอักเสบของลำไส้

ปวดท้องด้านซ้ายตอนล่าง อาการปวดที่เป็นลักษณะปวดและคลายสลับกันพร้อมกับอาการท้องร่วง หรือเกิดจากอาการท้องผูก อาจเกิดจากโรคถุงตันที่ลำไส้ใหญ่อักเสบ (Diverticulitis)

ครั้งหน้าปวดท้อง อย่าลืมตรวจดูว่าอาการปวดท้องนั้นเกิดจากอะไร จะได้รักษาได้ถูกอาการ

การรักษาผมแตกปลาย

ผมแตกปลายไม่ต้องตัดทิ้ง

มีสูตรยาโบราณที่ทำให้ผม เงางามและไม่แตกปลาย

ซึ่งทำจากน้ำตะไคร้

โดยตัดตะไคร้มาสัก 3-4 ต้น

ถ้าเป็นตะไคร้สดจากต้นเลยจะดีมาก

นำมาล้างให้สะอาดตัดเป็นท่อนเล็ก ๆ

ก่อนจะนำไปตำให้ละเอียด

หรือถ้าเอาไปบดกับเครื่องบดอาหารด้วยก็จะดีมาก

ใส่น้ำสะอาดลงไปและกลองเอาน้ำตะไคร้ออกมา

ไม่ต้องใส่น้ำมากนัก เอาแค่แทนเป็นครีมนวด

นวดทั่วศีรษะได้

เพื่อให้ได้สูตรน้ำตะไคร้เข้มข้น

หลังจากสระผมตามปกติแล้วให้เอาน้ำตะไคร้ที่ได้

มานวดทิ้งไว้สัก 10 นาทีแล้ว จึงล้างออก

นวดผมด้วยครีมนวดน้ำตะไคร้นี้สัก 2 เดือน

ก็จะเห็นผล

กาแฟ

หลังจากตื่นนอนตอนเช้าได้กาแฟหอมๆสักแก้วจะรู้สึกกระชุ่มกระชายตลอดทั้งเช้า บางท่านรับกาแฟและขนมบางอย่างเป็นอาหารเช้า หลังจากทำงานก็ยังมี coffee break บางท่านยังดื่มหลังอาหารเที่ยงและตอนสายๆ ยิ่งต้องเข้าประชุมกาแฟหอมๆสักแก้วจะทำให้สดชื่นหายง่วง ปัจจุบันการดื่มกาแฟเป็นที่นิยมการอย่างแพร่หลายตามปั้มน้ำมัน ตามห้างสรรพสินค้ามีการขายอย่างมากมาย จะเห็นได้ว่ากาแฟเป็นส่วนหนึ่งหรือบางคนอาจจะเป็นส่วนสองส่วนสามของชีวิตประจำวัน แต่จะมีใครกังวลหรือไม่ว่าที่เราดื่มทุกวันวันละหลายแก้วแล้วมันมีโทษ หรือคุณประโยชน์อะไรบ้าง หากคุณเป็นคอกาแฟคุณควรจะอ่านบทความนี้

ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟ

ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟคือ caffeine หรือมีชื่อทางเคมีว่า 1,3,7-trimethylxanthine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของยาขยายหลอดลม theophylline

caffeine สามารถพบได้ในหลายชนิดได้แก่ เมล็ดคา เมล็ดกาแฟ ใบชา โคลา caffeineถูกผสมลงในน้ำอัดลม ยาแก้หวัดบางชนิด ยาแก้ปวด ยาลดน้ำหนัก

กาแฟจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วหลังจากที่เราดื่มกาแฟและจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกาแฟจะไม่สะสมในร่างกายโดยจะถูกทำลายและขับออกหมด ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีการขับถ่ายกาแฟมากกว่าผู้ที่ไม่สูบดังนั้นคนที่สูบบุหรี่หากต้องการการกระตุ้นของกาแฟจะต้องดื่มกาแฟบ่อยกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ คนท้องและผู้ที่กินยาคุมกำเนิดจะมีการขับกาแฟน้อยกว่าคนทั่วไป กาแฟจะออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นสมองทำให้รู้สึกสดชื่นและมีสมาธิ

นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าวันหนึ่งๆเราจะรับสาร caffeine ประมาณ 250-600 มก.ซึ่งไม่เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย

ผลดีของกาแฟ

กาแฟจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ไม่ง่วง สมาธิในการทำงานดีขึ้น ผู้ที่ดื่มกาแฟจะทำให้ไม่ง่วงนอน มีสมาธิในการทำงาน และยังทำให้ความสามารถในการทำงานดีขึ้น และยังลดอาการปวดเมื่อยเนื่องจากไขหวัด

ผลต่อสมรรถภาพของร่างกายดีขึ้น เช่นการขี่จักรยาน การว่ายน้ำ เล่นกีฬาได้นานขึ้น

ผลดีของกาแฟจะทำให้ไม่ง่วงนอนโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะ และช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับรถ

กระตุ้นอวัยวะของร่างกายและเพิ่มการเผาผลาญไขมันและช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย กาแฟจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆดังนั้นขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกายไม่ควรรับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟเพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ

ดื่มนานๆจะติดกาแฟหรือไม่

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่าไม่มีหลักฐานว่ากาแฟจะเป็นสารซึ่งหากดื่มนานๆแล้วจะเสพติด การดื่มกาแฟจะเป็นนิสัยมากกว่าเสพติดเนื่องจากไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณของกาแฟ และเมื่อหยุดกาแฟบางคนก็เกิดอาการปวดหรือมึนศีรษะเพียงเล็กน้อย

ผลดีของกาแฟต่อสุขภาพ

โรคหอบหืด มีรายงานว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้วจะลดอาการหอบหืด หากดื่มมากกว่า 6 แก้วการทดสอบสมรรถภาพปอดจะดีขึ้น

กาแฟก็เหมือนกับพืชอื่นๆมีสาร flavanoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

การดื่มกาแฟจะลดอาการง่วงนอน และทำให้มีสมาธิในการทำงานดีขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะ และลดอุบัติเหตุขณะขับขี่

กาแฟช่วยลดอาการซึมเศร้าและคลายความวิตกกังวล

การดื่มกาแฟเป็นประจำจะลดอุบัติการณ์การเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และยังลดอุบัติการณ์ของนิ่วในถุงน้ำดี

มีหลักฐานพอจะเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อดื่มวันละ 4 แก้ว

กาแฟกันสุขภาพสตรี

กาแฟกับการตั้งครรภ์ The Food Standards Agency ก่อนหน้านี้มีความเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ แต่จากหลักฐานยังไม่พบผลเสียดังกล่าว ประเทศอังกฤษได้แนะนำว่าการดื่มวันละ 3-4 แก้วขณะตั้งครรภ์ไม่เกิดผลเสีย สำหรับผู้ที่ตั้งท้องหากงดได้ก็น่าจะงด

การเป็นหมัน พบว่าหากดื่มกาแฟมากกว่า 1แก้วจะมีโอกาสเกิดการเป็นหมันเพิ่มขึ้น

กาแฟกับโรคกระดูกพรุน

ยังมีรายงานทั้งสนับสนุนว่าการดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน บางรายงานก็กล่าวว่าไม่เกิดโรค ผู้ที่เกิดโรคกระดูกพรุนมักจะได้รับแคลเซียมไม่พอแนะนำว่าควรจะดื่มนมเริมสำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้วขึ้นไป

กาแฟกับโรคมะเร็ง

มีรายงานจากWorld Cancer Research Fund ว่าการดื่มกาแฟปริมาณปานกลางไม่มีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง

มีรายงานกล่าวว่าการดื่มกาแฟมีผลดีต่อการป้องกันมะเร็งตับอ่อนเล็กน้อย

มีรายงานว่าการดื่มกาแฟอาจจะมีผลป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ๋

กาแฟกับโรคหัวใจ

เท่ามีรายงานขณะนี้พบว่าการดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วไม่มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ

การดื่มกาแฟเป็นประจำไม่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น การดื่มกาแฟครั้งแรกจะทำให้ความดันขึ้นชั่วคราว

กาแฟกับโรคเบาหวาน

จากการศึกษาพบว่าการดื่มกาแฟจะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น 15 % กรดไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น ฮอร์โมน epinephrineเพิ่มสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน

การดูแลผิวแห้ง

ต้องดูแลรักษามากกว่า ผิวชนิดอื่นค่ะ เพราะถ้าคุณขาดการดูแลผิวอาจทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอยได้ง่าย สิ่งที่ผิวแห้งต้องการ คือ น้ำ ค่ะ ไม่ใช่น้ำมัน วิธีที่ดีที่สุดคือ ใช้ครีมบำรุงต่างๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำให้มากที่สุด ดื่มน้ำมากๆ และรับประมานผลไม้ที่มีวิตามินซี เนื่องจากวิตามินซี ทำให้ผิวหน้ารู้สึกสดชื่นขึ้น การล้างหน้าควรเลือกใช้สบู่อ่อนๆ ที่ปราศจากหัวน้ำหอม เช่น สบู่เด็ก หรือผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะสำหรับผู้แพ้ง่าย ที่สำคัญก่อนนอนควรบำรุงผิวหน้าเป็นพิเศษ ด้วยครีมสำหรับผิวแห้งโดยเฉพาะ (เลือกครีมที่มีส่วนผสมของนมหรือน้ำผึ้งดีที่สุดคะ) และในเวลาเช้าควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดเท่านั้น พยายามอย่าใช้สบู่ในการล้างหน้าตอนเช้า เพราะจะทำให้ผิวแห้งกว่าเดิม อาจใช้นมสดแช่เย็นล้างหน้าในตอนเช้าก็ได้ค่ะ

ในช่วงหน้าหนาวคนผิวแห้งจะมีปัญหามาก ในเรื่องของผิวแตกหน้าเป็นขุย สาวๆ อาจใช้ วาสลีน ทาให้ทั่วใบหน้าก่อนนอนก็ช่วยได้ค่ะ เพราะวาสลินเป็นน้ำมันที่สกัดจากแร่ธาตุ จึงไม่มีผลข้างเคียงในการใช้

ผิวแบบไหน...ดูแลอย่างไร

ผิวของแต่ละคน มีลักษณะที่ต่างกัน จึงย่อมต้องการดูแลที่ไม่เหมือนกันก่อนอื่นมาตรวจสอบกันก่อนว่า คุณมีผิวชนิดใด

ล้างหน้าให้สะอาด แล้วทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ถ้าทำการตรวจสอบทันทีหลังล้างหน้า อาจทำให้คลาดเคลื่อนได้ เพราะแม้แต่คนที่หน้ามันสุด ๆ ยังดูแห้งได้หลังจากล้างหน้าใหม่ ๆ จึงควรทิ้งเวลาออกไป เพื่อดูการทำงานของต่อมไขมัน โดยใช้กระดาษนุ่ม ๆ บาง ๆ ปิดหน้า ถ้ากระดาษติดหน้าแสดงว่าผิวมัน ถ้าไม่ติดหน้าเลยแสดงว่าผิวแห้ง ถ้ากระดาษติดหน้าเพียงบางส่วนโดยเฉพาะบริเวณทีโซน แสดงว่าคุณมีผิวปกติ

*ผิวแห้ง* เป็นผิวที่ไม่สามารถรักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ ทำให้ใบหน้าดูไม่มีชีวิตชีวา และมีโอกาสเกิดรื้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่ายกว่าผิวประเภทอื่น ๆลักษณะของคนผิวแห้ง ...บริเวณแก้มด้านล่างที่ต่อกับคาง และผิวใต้ตาจะดูแห้ง บางครั้งจะลอกเป็นขุย

*วิธีดูแล* หลีกเลี่ยงการใช้โลชั่นเช็ดผิว เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้นทางทีดีควรใช้น้ำเปล่าล้างหน้าในช่วงเช้า ส่วนช่วงเย็น ซึ่งต้องล้างเครื่องสำอางออก ควรเลือกใช้ ครีมล้างหน้าที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ซึ่งจะรู้สึกผิวลื่น ๆหลังล้างหน้า ส่วนก่อนนอนควรบำรุงผิวหน้าด้วยครีมบำรุง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าสำหรับคนที่หน้าแห้งมาก จนแตกเป็นลายงา ให้เพิ่มมอยเจอร์ไรเซอร์ในช่วงเช้าและกลางวัน แต่คนผิวแห้งก็มีข้อดี คือ รูขุมขน มักกระชับมองดูหน้าเนียนและไม่ค่อยมีปัญหาใบหน้ามันย่อง จนทำให้แต่งหน้าไม่ติดทน

*ผิวมัน* ผิวประเภทนี้ จะมีความมันกระจายอยู่ทั่วใบหน้า และจะมีความมันมากเป็นพิเศษบริเวณทีโซน...หรือแถวหน้าผาก คาง และจมูก คนผิวมันดูเหมือนว่า จะเกิดริ้วรอยได้ยากกว่าคนผิวแห้ง แต่ก็ทำความสะอาดได้ยากกว่า และเนื่องจากต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ จึงทำให้รูขุมขนใหญ่ ผิวหน้าดูหยาบกว่าคนผิวแห้ง ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของคนผิวมัน คือ เมื่อไขมันออกมาเคลือบใบหน้ามาก ๆ เข้า ทำให้ใบหน้าดูมันย่อง หน้าตาไม่สดใส แต่งหน้าก็มักไม่ติดทน

*ขั้นตอนการดูแล* เลือกใช้สบู่อ่อน ๆ หรือเจลใสล้างหน้า และไม่จำเป็นต้องล้างหน้าบ่อย ๆ ถ้าหน้ามันมาก ให้ใช้กระดาษซับหน้า คอยดูดซับน้ำมันออก จะช่วยให้ผิวหน้าผ่องขึ้นได้ ส่วนเครื่องสำอาง เลือกใช้ชนิด Oil-free เพื่อไม่ให้ใบหน้าดูมันเยิ้ม

*ผิวปกติ* จริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่ มักมีผิวลักษณะนี้ คือ จะมีน้ำมันเคลือบผิวบาง ๆ บริเวณทีโซน คือส่วนของหน้าผาก และจมูกจะมีความมันมากกว่าส่วนของแก้ม ในขณะที่ผิวรอบดวงตาและส่วนของแก้มลงมาจนถึงคอ จะดูแห้งกว่าบริเวณทีโซน

*ขั้นตอนการดูแล* ควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ และไม่ควรใช้โลชั่นทีมีส่วนผสมของแอลกฮอล์ เพราะจะทำให้คุณเป็นคนผิวแห้งได้ ส่วนการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ ให้เลือกทาเฉพาะส่วนของของแก้ม และผิวรอบดวงตา เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอย

การดูดไขมัน Liposuction

คนที่ไม่ออกกำลังกายและอายุเริ่มมากขึ้นจะมีการสะสมไขมันตามร่างกายโดยเฉพาะส่วนหน้า คาง คอ เต้านม หน้าท้อง ก้น ต้นขา สมัยก่อนการรักษาจะทำโดยการผ่าตัดแต่ก็มีโรคแทรกซ้อนและใช้เวลานานกว่าแผลจะหาย จนกระทั่งมีการพัฒนาเทคนิคการดูดไขมัน tumescent liposuction

วิธีการทำ tumescent liposuction

เริ่มจะมีการฉีดสารละลายระหว่างยาชาและยา epinephrine ซึ่งจะไม่ให้เลือดออกมาก หลังจากนั้นก็จะกรีดผิวหนังเป็นรอยเล็กแล้วสอดท่อเข้าบริเวณที่จะดูดและเปิดเครื่องดูด ก็จะได้ไขมันออกมา หลังจากนั้นใช้ผ้ายืดพันบริเวณที่ดูดเพื่อให้แผลหายเร็วและรูปร่างเข้าทรง

ข้อดีของการดูดไขมัน

ผิวหนังบริเวณที่ถูกดูดจะเรียบ ไม่ค่อยมีรอย

เลือดออกน้อย

เกิดรอยช้ำเขียวน้อย

หายเร็ว

ข้อบ่งชี้ในการดูดไขมัน

ใช้ดูดไขมันในกรณีที่ออกกำลังและคุมอาหารแล้วไขมันไม่ลด

กล้ามเนื้อบริเวณที่จะดูดต้องแข็งแรง

ผิวหนังบริเวณที่ถูกดูดต้องมีความยืดหยุ่นดี

หลังการดูดไขมัน

ยาชาจะออกฤทธิ์ประมาณ 24 ชั่วโมง

ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวดีขณะที่มีการดูดไขมัน

ผู้ป่วยจะกลับไปทำงานได้ตามปกติ

หลังจากดูด 7 วันจึงจะออกกำลังกายได้

โรคแทรกซ้อน

พบได้ไม่มาก ได้แก่

ผิวหนังเป็นปม มีก้อนใต้ผิวหนัง แผลเป็น

ชา การติดเชื้อ แผลเป็น เสียชีวิตเนื่องไขมันเข้าเส้นเลือด

เสียเลือด และน้ำทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ

โรคแทรกซ้อนจะพบมากในภาวะดังต่อไปนี้

นำไขมันออกมากเกินไป

ทำการผ่าตัดหลายชนิดในการทำครั้งเดียว

การดมยาสลบ

ข้อที่ควรจะระวังการดูดไขมันมิใช่เป็นการลดน้ำหนัก การดูดไขมันจะเป็นการดูดไขมันเฉพาะที่เพื่อลดสัดส่วนของร่างกายให้ดูดี ารดูดไขมันหน้าท้อง

เป็นการดูดไขมันที่นิยมทำเนื่องจากไขมันจะมาสะสมบริเวณหน้าท้อง การดูดไขมันจะทำให้ทรวดทรงดีขึ้น ผู้หญิงที่อ้วนเมื่อลดน้ำหนักลงได้แต่ไม่สามารถลดเส้นรอบเอว หรือยังลงพุงการดูดไขมันจะช่วยทำให้ดูดีขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากไขมันบริเวณนี้จะไม่ค่อยลดแม้ว่าจะออกกำลังหรือควบคุมอาหาร

เมื่อพบแพทย์ครั้งแรก

แพทย์จะถามถึงความคาดหวังของผู้ป่วย หลังจากนั้นแพทย์จะอธิบายถึงวิธีการทำ ทางเลือกอื่น ราคา โรคแทรกซ้อน ข้อจำกัดของการทำ

หลังจากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกาย ตรวจความยืดหยุ่นของผิวหนัง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ตำแหน่งที่ไขมันสะสม แพทย์จะบันทึกประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการใช้ยา ประวัติการขึ้นของน้ำหนัก การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย สำหรับท่านผู้อ่านท่านต้องถามแพทย์เรื่องที่ท่านสงสัย ขอดูรูปของคนที่เคยทำ ถามเรื่องโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น รวมทั้งบุคคลที่เคยทำเพื่อท่านจะได้ขอข้อมูล

วิธีการทำ

ขั้นแรกแพทย์จะขีดแนวบริเวณที่จะดูดไขมัน แพทย์จะให้น้ำเกลือแก่ผู้ป่วยเพื่อรักษาความสมดุลของน้ำในร่างกาย หากบริเวณที่ทำกว้างก็จะต้องวางยาสลบ แต่หากไม่กว้างก็จะให้ยานอนหลับ

แพทย์จะกรีดแผลเล็กๆในบริเวณกางเกงใน แล้วจะสอดท่อเล็กซึ่งต่อกับเครื่องดูด เครื่องจะดูดไขมันออกมาตามที่ต้องการ โดยไม่ทำลายเส้นเลือด หรือเส้นประสาท นอกจากนั้นแพทย์อาจจะใช้น้ำเกลือผสมยาชาฉีดเข้าไปก่อนซึ่งจะทำให้เลือดออกน้อย ดูดไขมันได้ง่ายขึ้น ลดอาการบวม นอกจากนั้นยังได้มีการพัฒนาวิธีการสลายไขมันโดยใช้เครื่อง ultrasound ช่วยเรียกว่า ultrasound-assisted liposuction (UAL) ส่วน tumescent technique คือการฉีดน้ำเกลือเข้าไปบริเวณที่จะดูดก่อน ส่วนวิธีดั่งเดิมเรียก dry liposuction ปัจจุบันนิยมลลดลงเนื่องจากต้องใช้ยาสลบ

การดูดแต่ละครั้งจะใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงหลังทำสามารถกลับบ้านได้ นอกเสียจากปริมาณไขมันที่ดูดมีปริมาณมาก หรือทำการผ่าตัดหลายชนิด

รอยช้ำเลือดที่เกิดจากการดูดไขมันจะใช้เวลา 3 สัปดาห์จึงจะหาย แต่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติหลังจากการดูด 2-3 วัน ไม่ทำงานหนัก หรือออกกำลังกายหนักในช่วง 4-6 สัปดาห์หลังจากการดูดไขมัน และต้องสวมที่รัดหน้าท้องจนกระทั่งแพทย์ให้เอาออก

ผลการรักษา

หลังจากการดูดไขมันจะเริ่มพบกับการเปลี่ยนแปลงประมาณ 3 สัปดาห์ แต่จะเห็นผลเต็มที่เมื่อเวลา 6-12 เดือน แต่ต้องพึงระลึกว่าการออกกำลังกายจะทำให้ผิวหนังและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณนั้นดีขึ้น รูปร่างของท่านจะดูดีขึ้น ไขมันบริเวณนั้นจะไม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากได้ดูดเซลล์ไขมันในบริเวณหมดแล้ว หากน้ำหนักท่านขึ้นก็เป็นจากไขมันบริเวณอื่น

เนื่องจากผิวหนังของคนสูงอายุจะหย่อนยานดังนั้นผลการรักษาจึงไม่ดีเหมือนคนหนุ่มสาว

การดูดไขมันต้นขา

ปัญหาที่สำคัญของผู้หญิงอีกอย่างคือการที่มีต้นขาใหญ่ ออกกำลังแล้ว อบสมุนไพรแล้ว น้ำหนักก็ลดลงแต่ขนาดต้นขาก็ไม่ยอมลด ที่เป็นเช่นนี้เพราะไขมันส่วนนี้จะดื้อต่ออาหารและการออกกำลังกาย ขั้นตอนการดูดไม่ต่างจากการดูดไขมันหน้าท้อง ตำแหน่งที่แพทย์จะกรีดคือบริเวณก้น ในบางรายแพทย์จะคาสายยางเพื่อระบายนำเหลือง และจะให้ยาปฏิชีวนะทาบริเวณแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ หลังผ่าจะต้องสวมถุงสำหรับรัดบริเวณที่ดูดไขมันเป็นเวลา 6 สัปดาห์หลังจากดูด

ผู้ที่เหมาะสำหรับการดูดไขมัน

มีการสะสมของไขมันที่ขาเป็นบางบริเวณ

บริเวณดังกล่าวไม่เคยได้รับการผ่าตัด

ผิวหนังต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอ ไม่เหี่ยวย่น

นำหนักไม่เปลี่ยนแปลงมาก

ต้องการลดต้นขาเท่านั้น(ไม่ต้องการลดน้ำหนัก)

ไม่มีโรค เช่นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดขาตีบ

อารมณ์ไม่แปรปรวน

ไม่สูบบุหรี่

ต้องยอมรับข้อจำกัดของการดูดไขมัน

ไม่หวังผลเลิศเกินไป

การดูดไขมันที่คอ

หน้าและคอเป็นบริเวณที่เห็นได้ง่าย หากมีการสะสมของไขมันในบริเวณนี้ก็จะทำให้ดูสูงวัย ไขมันบริเวณนี้ก็เหมือนกับไขมันบริเวณอื่นข้างต้นคือคุมอาหารหรือออกกำลังกายก็ไม่สามารถลดปริมาณของไขมันบริเวณนี้

วิธีการทำเหมือนกับการดูดไขมันหน้าท้อง ตำแหน่งที่จะกีดแผลมักจะบริเวณใต้คางหรือหลังหู การดูดไขมันที่คอมักจะทำร่วมกับการดึงหน้า

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ได้แก่

1. ชายอายุเกิน 45 ปี หญิงอายุเกิน 55 ปี

2. สูบบุหรี่

3. มีโรคเบาหวาน

4. มีโรคความดันเลือดสูง

5. มีไขมันชนิด LDL ในเลือดสูงเกิน 160 mg/dl

6. มีไขมันชนิด HDL ในเลือดต่ำกว่า 35 mg/dl

7. มีประวัติในครอบครัว (ข้อยกเว้น สำหรับผู้ที่มี HDL เกิน 60 สามารถหักปัจจัยเสี่ยงออกได้ 1 ข้อ) ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงมากเท่าไหร่ ย่อมมีโอกาสเกิดได้มากเท่านั้นครับ

สำหรับ อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ระยะแรกได้แก่ เจ็บหน้าอก แน่น ๆ เหมือนของหนักกดทับ เกิดขึ้นบริเวณกลางอก อาจร้าวมาที่คาง หรือกระจายไปที่แขนซ้ายโดยเฉพาะด้านใน เกิดขึ้นขณะที่ออกกำลัง และอาการนี้ทำให้ผู้ป่วยหยุดกิจกรรมนั้น หลังจากนี้อาการจะหายไปได้เองใน 3-5นาที

สำหรับการปฏิบัติตัวขณะยังไม่มีโรคก็คือ พยายามกำจัดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ให้ได้ สำหรับเพศ และประวัติครอบครัว คงเปลี่ยนไม่ได้ แต่เราสามารถเลี่ยงการสูบบุหรี่, ควบคุมเบาหวาน, ความดันเลือดสูง และระดับไขมันในเลือดได้

การตรวจภายใน

มะเร็งเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆ การวินิจฉัยได้เร็วจะทำให้การรักษาได้ผลดี ผู้ชายมักจะเป็นมะเร็งในที่ซ่อนเร้นทำให้เมื่อเกิดอาการโรคก็ลุกลามจนยากจะเยียวยาเช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ แต่สำหรับผู้หญิงนับว่าโชคดีเพราะเป็นมะเร็งในที่สามารถตรวจได้เร็ว เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูกเรื่องมะเร็งเต้านมก็สามารถคลำได้ด้วยตัวเอง ส่วนมะเร็งปากมดลูกก็มีการตรวจ Pap test ซึ่งสามารถให้การวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว เรามารู้จักกันว่า Pap test เป็นอย่างไร

ใครที่ต้องตรวจ Pap test

แน่นอนว่าต้องเป็นผู้หญิงและต้องอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ด้วย สมาคมโรคมะเร็งของอเมริกาได้แนะนำให้เริ่มตรวจ Pap หลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกไปแล้ว 3 ปี หรือมีอายุมากกว่า 21 ปีแม้ว่าจะไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ให้ตรวจตามตารางข้างล่าง

อายุ ความถี่ของการตรวจ

21 - 29 ให้ตรวจปีละครั้ง

30 - 69 ให้ตรวจทุก 2-3ปีหากการตรวจ 3 ครั้งหลังให้ผลปกติ

70 และมากกว่า ให้หยุดตรวจเมื่อการตรวจ 3 ครั้งหลังและ 10 ปีที่ผ่านมาผลการตรวจปกติ

หากว่าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงข้างล่างนี้จะต้องตรวจ Pap test ทุกปี

มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย และมีเคยมีคู่หลายคน

ปัจจุบันมีคู่ขาหลายคน

คู่ขามีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยและมีแฟนหลายคน

เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูก

เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหรือเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก

เป็นโรคหูดหงอนไก่

สูบบุหรี่

ติดเชื้อ HIV

เป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนเช่น มะเร็ง

การตรวจภายในต้องเตรียมตัวอย่างไร

สำหรับท่านที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์หรือตรวจครั้งแรกก็อาจจะทำใจยากสักหน่อย ส่วนผู้ที่เคยตรวจมาแล้วก็คงจะเข้าใจขั้นตอนและความจำเป็นวิธีการเตรียมตัวก่อนไปตรวจ Pap test

ก่อนไปตรวจก็ควรทำความสะอาดภายนอกโดยใช้สบู่ธรรมดา ไม่ต้องใส่น้ำหอมหรือกลิ่น

ควรสวมกระโปงหรือกางเกงหลวมๆที่สามารถถอดออกง่าย

ไม่ควรจะไปเล่นกีฬาหรือไป shopping ก่อนการตรวจ

ควรจะงดการมีเพศสัมพันธุ์ก่อนการตรวจ

ไม่ควรสวนหรือล้างภายในช่องคลอด

ไม่ควรจะเหน็บยา

ไม่ควรไปตรวจช่วงมีประจำเดือน

วิธีการตรวจ

เมื่อท่านได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าต้องการจะตรวจภายใน เจ้าหน้าที่ก็จะนำท่านไปพบแพทย์หลังจากซักประวัติ และตรวจร่างกายแล้วก็จะเข้าห้องตรวจภายในซึ่งเป็นห้องที่มิดชิดพอสมควร เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ท่านเปลี่ยนกางเกงหรือกระโปงเป็นผ้าที่มีลักษณะเหมือนผ้าถุง เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่จะนำท่านไปยังเตียงตรวจซึ่งไม่เหมือนกับเตียงตรวจที่ท่านเคยเห็น เมื่อนอนเตียงเรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่จะให้ท่านวางเท้าไว้บนขาหยั่งซึ่งจะทำให้ท่านต้องแยกขาออก เจ้าหน้าที่จะเปิดผ้าถุง และนำผ้ามาคลุมและเปิดช่องไว้เพียงพอในการตรวจ หลังจากนั้นจะเรียกแพทย์มาตรวจ แพทย์จะทำความสะอาดบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วจึงใส่ speculum เพื่อขยายช่องคลอด การเลือด speculum แพทย์จะอาศัยประวัติการมีเพศสัมพันธ์และประวัติการคลอดบุตร การใส่ speculum อาจจะสร้างความอึกอัดเล็กน้อย หลังจากนั้นแพทย์จะใช้ไม้ไปขูดเนื้อเยื่อที่ปากมดลูก และนำเซลล์นั้นไปส่งตรวจหามะเร็ง

การแปลผล

หลังจากที่แพทย์ส่งเซลล์ไปตรวจต้องใช้เวลารอสัก 2-3 วันผลรายงานที่ออกมามีดังนี้

ปกติหรือ Normal หมายถึงตรวจไม่พบเซลล์ที่ผิดปกติ ดังนั้นไม่ต้องทำอะไรต่อ

Atypical squamous cells of undetermined significance มีความผิดปกติของเซลล์แต่ไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ อาจจะเกิดจากการติดเชื้อหรือการอักเสบของปาดมดลูก แพทย์จะแนะนำให้มาตรวจซ้ำ

Squamous intraepithelial lesion ลักษณะที่ตรวจพบจะมีโอกาศเป็นมะเร็งได้สูง แพทย์จะต้องนัดตรวจเพิ่มเติม

Atypical glandular cells หากได้รับรายงานนี้แพทย์ต้องตรวจต่อ

Squamous cancer or adenocarcinoma cells ผลออกมาแบบนี้ก็ต้องตรวจต่อว่าเป็นมะเร็งมากแค่ไหน เพื่อวางแผนการรักษา

เมื่อได้รับรายว่าว่าผลการตรวจ Pap แพทย์จะนัดมาตัดชิ้นเนื้อที่ปากมดลูกเพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

หุ่นดีด้วยวิธีง๊าย ...ง่าย

วิธีที่ว่านั่นก็คือ ..... การแขม่วท้องค่ะ .....

การแขม่วท้องเป็นการออกกำลังกายที่ง่าย ๆ และทำได้ตลอดเวลา นอกจากเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการทำให้คนคนนั้นตระหนักถึงพุงที่ยื่นออกมามากกว่าปกติ แถมยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้เราระวังการเอาของแพงๆ ใส่เข้าไปในปากอีกด้วย

ทำไมเข็มขัดลดความอ้วนที่ประกาศขายตามโฆษณาทางโทรทัศน์จึงขายได้ เข็มขัดลดความอ้วนคือการใช้ไฟฟ้ากระตุ้นให้กล้ามเนื้อท้องแข็งแรง คล้ายๆ มีคนมาสะกิดเตือนที่เอวของคนที่ใส่เข็มขัดว่า คุณๆ ลืมไปหรืเปล่า พุงยื่นออกมามากแล้ว สะกิดอยู่บ่อยๆ ก็จะทำให้ผอม

..... ประโยชน์ของการแขม่วท้อง - ขมิบก้น .....

1. เราได้ออกกำลังตลอดทั้งวัน ออกกำลังกายกล้ามท้อง ทำให้ร่างกายได้ใช้พลังงานตลอดเวลา ไม่มีการสะสม

2. ทำให้รู้สึกถึงการบริโภคที่เกินขนาด คล้ายนุ่งกางเกงคับๆ เราจะกินอาหารได้ไม่มาก แต่ถ้านุ่งกางเกงแพรกินข้าว ไม่อึดอัด กินได้มาก

3. ระบบขับถ่ายดี การแขม่วท้องแก้ท้องผูกได้ดีมาก คนมีกล้ามท้องจะเป็นคนถ่ายสะดวก สบายท้อง

4. การแขม่วท้อง คล้ายการฝึกอานาปานสติ กำหนดลมหายใจ ท้องยุบหนอ พองหนอ รู้สึกที่ท้อง ท้องเป็นจุดรวมของความรู้สึกนึกคิดของคน คนจึนโบราณบอกว่า ปัญญาอยู่ที่พุงหรือที่ท้อง

เพราะฉะนั้นสาว ๆ มาลดพุงโดยการแขม่วท้องกันดีกว่าค่ะ สุขภาพโดยรวมจะได้ดีขึ้น แถมยังทำได้ง่าย ๆ จะทำเวลาไหนก็ได้ เพราะอย่างเวลาที่เรานั่งอยู่เฉย ๆ ก็แขม่วท้องและตามด้วยขมิบก้นอีก ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้คุณไม่ต้องเสียสตางค์กินยาลดความอ้วนเลยด้วย

10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก

1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%

8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย

9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้

  • น.ส.ปาริชาติ กันทะวงค์ เลขที่10 มฟาร์อีสเทอร์น
    IP: xxx.149.25.234
    เขียนเมื่อ 

ประเภทของกิจกรรมนันทนาการ

กิจกรรมนันทนาการมีหลายประเภท เพื่อให้บุคคลเข้าร่วมทำ กิจกรรมได้ตามความสนใน

ดังนี้

1. การฝีมือและศิลปหัตถกรรม (Arts and crafts) เป็นงานฝีมือหรือสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ

เช่น การวาดรูป งานแกะสลัก งานปั้น การประดิษฐ์ดอกไม้ เย็บปักถักร้อย ทำ ตุ๊กตา

ประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้ และงานศิลปะอื่น ๆ

2. เกมส์ กีฬา และกรีฑา (Games, sport and track and fields) กิจกรรมนันทนาการ

ประเภทนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กีฬากลางแจ้ง

(Outdoor Games) ได้แก่ กีฬาที่ต้องใช้สนามกลางแจ้ง เช่น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล

และกิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ กีฬาในร่ม (Indoor Games) ได้แก่ กิจกรรมในโรง

ยิมเนเซียม หรือในห้องนันทนาการ เช่น แบดมินตัน เทเบิลเทนนิส หมากรุก ฯลฯ

3. ดนตรีและร้องเพลง (Music) เป็นกิจกรรมนันทนาการที่ให้ความบันเทิง ดนตรีเป็น

ภาษาสากลที่ทุกชาติทุกภาษาสามารถเข้าใจเหมือนกัน แต่ละชาติแต่ละท้องถิ่นจะมี

เพลงพื้นบ้านของตนเอง และเครื่องดนตรีพื้นบ้าน เราสามารถเลือกได้ตามความสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นสากลหรือพื้นบ้าน

4. ละครและภาพยนตร์ (Drama) เป็นนันทนาการประเภทให้ความรู้ความบันเทิง ความ

สนุกสนานเพลิดเพลิน และสะท้อนให้เห็นถึงสภาพจริงของสังคมยุคนั้น ๆ

5. งานอดิเรก (Hobbies) เป็นกิจกรรมนันทนาการที่ช่วยให้การดำ เนินชีวิตประจำ วัน มี

ความสุข เพลิดเพลิน งานอดิเรกมีหลายประเภท สามารถเลือกได้ตามความสนใจ

เช่น

5.1 ประเภทสะสม เป็นการใช้เวลาว่างในการสะสม สิ่งที่ชอบสิ่งที่สนใจ ที่นิยมกัน

มาก ได้แก่ การสะสมแสตมป์ เหรียญเงินในสมัยต่าง ๆ อาจเป็นของในประเทศ

และต่างประเทศ การสะสมบัตรโทรศัพท์ ฯลฯ

5.2 การปลูกต้นไม้ เป็นงานอดิเรกที่ให้ทั้งความเพลิดเพลิน และได้ออกกำ ลังกาย

และได้ผักสดปลอดจากสารพิษไว้รับประทานหากเป็นการปลูกพืชผักสวนครัว

5.3 การเลี้ยงสัตว์ อาจเป็นการเลี้ยงในลักษณะไว้เป็นอาหาร เช่น เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่

นกกระทา หรือเลี้ยงไว้ดูเล่น เช่น เลี้ยงสุนัข แมว นกปลา ฯ การเลี้ยงสัตว์เป็นกิจ

กรรมที่ช่วยเสริมสร้างลักษณะนิสัยของเด็กให้มีจิตใจอ่อนโยน และฝึกความรับ

ผิดชอบ

5.4 การถ่ายรูป เป็นงานอดิเรกที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง แต่ค่าใช้จ่ายอาจจะค่อนข้าง

สูง เนื่องจากอุปกรณ์ราคาแพง และมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางเข้ามาเกี่ยว

ข้อง หากไม่มีข้อจำ กัดทางด้านเศรษฐกิจ การถ่ายรูปก็เป็นกิจกรรมที่ให้ความ

เพลินเพลิดและความภาคภูมิใจต่อผู้ทำ กิจกรรมมาก

6. กิจกรรมทางสังคม (Social activities) เป็นกิจกรรมที่กลุ่มคนในสังคมร่วมจัดขึ้น โดย

มี จุดมุ่งหมายเดียวกัน เช่น การจัดเลี้ยงปีใหม่ งานเลี้ยงวันเกิด กานฉลองในโอกาส

พิเศษต่าง ๆ

7. เต้นรำ ฟ้อนรำ (Dance) เป็นกิจกรรมที่ใช้จังหวะต่าง ๆ เป็นกิจกรรมที่ให้ความสนุก

สนาน เช่น เต้นรำ พื้นเมือง การรำ ไทย รำ วง นาฏศิลป์ ลีลาศ

8. กิจกรรมนอกเมือง (Outdoor activities) เป็นกิจกรรมนันทนาการนอกสถานที่ ที่ให้

โอกาสมนุษย์ได้เรียนรู้ธรรมชาติ ได้พักผ่อน เช่น การอยู่ค่ายพักแรม ไปท่องเที่ยวตาม

แหล่งธรรมชาติ

9. ทัศนศึกษา (Field trip) เพื่อศึกษาศิลปวัฒนธรรม ตามวัดวาอาราม หรือศึกษาความ

ก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ในนิทรรศการหรืองานแสดงต่าง ๆ

10. กิจกรรมพูด เขียน อ่าน ฟัง (Speaking Writing and Reading) การพูด เขียน อ่าน

ฟัง ที่นับว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการ ได้แก่

10.1 การพูด ได้แก่ การคุย การโต้วาที การปาถกถา ฯ

10.2 การเขียน ได้แก่ การเขียนบันทึกเรื่องราวประจำ วัน เขียนบทกวี เขียนเพลง เรื่อง

สั้น บทความ ฯ

10.3 การอ่าน ได้แก่ การอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านหนังสือทั่ว ๆ ไป ที่ให้ทั้งความรู้และ

ความเพลิดเพลิน

10.4 การฟัง ได้แก่ การฟังวิทยุ ฟังอภิปราย โต้วาที ทอล์คโชว์ ฯ

11. กิจกรรมอาสาสมัคร (Voluntary Recreation) เป็นกิจกรรมบะเพ็ญประโยชน์ที่บุคคล

เข้าร่วมด้วยความสมัครใจ เช่น กิจกรรมอาสาพัฒนา และกิจกรรมอาสาสมัครต่าง ๆ

เรื่องควรจำ..เกี่ยวกับระบบเผาผลาญ

ระบบเผาผลาญของเราก็คือหน่วยจารชนที่จะช่วยทำลายล้างไขมันออกไป เราจึงควรจะรู้เรื่องเกี่ยวกับระบบเผาผลาญให้มากกว่านี้ จะได้รู้ว่าต้องทำอย่างไร จารชนคนเก่งถึงจะทำงานคล่องปรี๊ดๆ

1. ยิ่งดื่มน้ำ ระบบเผาผลาญก็ยิ่งทำงานดี

เพราะถ้าร่างกายขาดน้ำ ระบบเผาผลาญก็จะทำงานน้อยลงไป 2% ถ้าดื่มน้ำได้วันละ 8-12 แก้วเมื่อไร ระบบเผาผลาญจะปลื้มมากๆ

2. ชาช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้

แต่ต้องเป็นชาสมุนไพรอย่างชาอูหลงกับชาเขียวเท่านั้นนะ ไม่รวมชาใส่น้ำตาลเพียบที่วางขายกันโครมๆ นั่นหรอก เพราะชาสมุนไพรมีสารแคททีชินที่กระตุ้นการเผาผลาญ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรีหรือเท่ากับเราลดน้ำหนักลงไปได้ปีละ 2 กิโลกรัม

3. ระบบเผาผลาญจะทำงานมากขึ้นช่วงก่อนมีรอบเดือน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมช่วงนี้สาวๆ ถึงเจริญอาหารอยากกินนั่นนี่ทั้งวัน เพราะหลังจากไข่ตก ฮอร์โมนในตัวเราก็จะเพิ่มขึ้นและเผาผลาญได้มากขึ้นถึง 300 แคลอรีต่อวัน

4. กินโปรตีนมากก็เผาผลาญมาก

เพราะการย่อยโปรตีนต้องใช้พลังงานมากกว่าการย่อยคาร์โบไฮเดรต สาวๆ ที่คิดจะลดความอ้วนด้วยการอดโปรตีน สงสัยต้องเปลี่ยนแผนใหม่แล้วมั้ง

วัยรุ่นสาว เป็นวัยที่มักจะหิวบ่อยและชอบกินของขบเคี้ยว ขนมหวานลูกอมต่าง ๆ จนติดเป็นนิสัย ถ้าหากว่าขาดการดูแลเอาใจใส ดูแล

รักษาความสะอาดช่องปากได้ไม่ดีพอแล้ว ก็จะเกิดฟันผุได้ง่ายมาก และที่สำคัญวัยรุ่นมักมีปัญหาเรื่องโรคเหงือก ที่เป็นกันมากคือ เหงือกอักเสบ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว แต่เหตุใหญ่เกิดจากการไม่รักษาความสะอาดของปากและ

ฟันมากกว่า

วัยนี้จึงควรให้ความสนใจในเรื่องการแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึง การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพอเพียงสำหรับการเจริญ

เติบโตของร่างกาย และพึงปฏิบัติจนให้ถกต้องเพื่อป้องกันโรคฟันผุและโรคปริทันต์ ดังนี้

1. แปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึง แปรงฟันหลังอาหารและก่อนเข้านอนเพื่อกำจัดเศษอาหารและคราบสกปรก

2. ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ

3. ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวัยละ 1 ครั้ง เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์บริเวณซอกฟัน

4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างฟันให้มีสุขภาพแข็งแรง เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม ไข่ ผักสด ผลไม้

5. หลีกเลี่ยงอาหารหวาน หรือว่าขนมเหนียวติดฟัน

6. ตรวจฟันและเหงือกด้วยตนเองสม่ำเสมอ และควรไปพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจสุขภาพในช่องปาก ขูดหินปูดทำความ

สะอาดฟัน และแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ในช่องปาก

14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพที่ดี

ไม่น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติวันนี้จะขอเสนอ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ

1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ

2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้

3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา

4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง

5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้

6. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง

7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้

8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด

9. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ

10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์

12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน

13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง

ภาวะสมองเสื่อม..กับไข่ไก่

ภาวะสมองเสื่อม..กับไข่ไก่

เห็นว่ามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ จึงอยากเผยแพร่ต่อ....

หากใครได้ดูรายการ "ข้อเท็จจริง..วันนี้" ทางช่องยูบีซี 7 ที่มีการการพูดคุยกับ ศ.นพ.รุ่งธรรม ลัดพลี เกี่ยวกับเรื่อง "ภาวะสมองเสื่อง..กับไข่ไก่" เรื่องที่มีการการสนทนากันนั้น พอจับใจความหลักๆ ได้ว่า ... จากค่านิยมเดิมๆที่ทราบกันว่า การบริโภคไข่ทุกวันนั้น จะไปเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด ทางคุณหมอบอกว่าอยากให้เลิกค่านิยมดังกล่าวเสีย เพราะข้อเท็จจริงในปัจจุบันนั้น ไข่นับว่าเป็นอาหารราคาถูก ปรุงง่าย แต่มากด้วยคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด การที่หลายๆคนมีระดับคลอเสลเตอรอลในเลือดสูงนั้น เป็นเพราะตับทำงานไม่มีประสิทธิภาพเอง คุณหมอยังกล่าวอีกว่า สำหรับคนที่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูงในระดับ 200 นั้น หากทานไข่แล้ว มันไปเพิ่มอีกเพียง 20 แต่ตรงกันข้ามประโยชน์ที่ได้จากการทานไข่ มันมากกว่าไอ้ส่วนที่ไปเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด คุณหมอบอกว่า โรคอัลไซเมอร์นั้น ผลการวิจัยล่าสุด ระบุว่า เป็นเพราะอาการเลือดในสมองน้อย หรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ การรับประทานไข่ทุกวันๆละ อย่างน้อย 2 ฟอง จะช่วยได้มาก คุณหมอยังอ้างถึงและพูดถึงผู้สูงอายุว่าการบริโภคไข่ทุกวันนั้น ไม่มีปัญหาดังที่เราๆเข้าใจกันแบบผิดๆ คุณหมอรักษาผู้สูงอายุหลายๆคนที่มาให้การรักษาในหลายๆโรค ขนาดอายุ 80 กว่า คุณหมอยังแนะนำให้ทานไข่วันละ 2 ฟอง ผลก็คืออาการของโรคที่รักษาบรรเทาลง คนไข้มีอาการดีขึ้นกว่าเดิมมาก จากที่เดินไม่ค่อยได้ ก็กลับมาเดินได้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไข่มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่,ไข่เป็ด,ไข่นกกระทา, และอีกหลายๆชนิด แต่ไข่ไก่ดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนการนำมาประกอบอาหารนั้นแล้วแต่ใจชอบ ประกอบอาหารแบบไหนได้ทั้งนั้น คุณหมอเสริมว่า ส่วนของไข่ที่ดีที่สุดนั้น อยู่ที่จุดๆหนึ่งในไข่แดงที่มีลักษณะคล้ายๆเส้นใยยึดส่วนอื่นๆไว้ (หากไม่เคยสังเกต ก็ลองเตาะไข่ดิบดู) พร้อมกันนี้ ก็ได้มีการยกแผนภูมินำมาประกอบว่าประเทศไทยมีการบริโภคไข่ต่อคนมากน้อยเพียงใด ปรากฎว่า ต่ำกว่าหลายๆประเทศที่เจริญแล้ว โดยประเทศที่บริโภคไข่ต่อคนสูงสุด ก็คือญี่ปุ่น รองๆลงมาก็มีจีนแดง, สหรัฐอเมริกา, ฯลฯ คุณหมอยังให้ข้อคิดว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีสติปัญญาที่ดี ทำไมอาหารมื้อเช้าทุกวัน ยังมีไข่เป็นส่วนประกอบเสมอ และทานกันทุกวัน แต่เรากลับยึดถือแต่ค่านิยมเรื่องคลอเลสเตอรอล.... การบริโภคไข่จะช่วยบำรุงสมองเป็นอย่างดี อย่าไปสนใจพวกอาหารเสริมที่โฆษณากันเลย ไข่นี่แหละสุดยอดของอาหารแล้ว หากอยากฉลาด ต้องทานไข่ คุณหมอยังเสริมว่าภาวะเลือดที่ข้นเกินไป จะไม่เป็นผลดี เพราะการนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายจะไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆในแต่ละวัน

อาหารต้องห้ามยามเป็นโรค

เป็นไข้หวัด มีไข้สูง

ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมากๆ อาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ ย่อยยากจะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมืออาหารเชื้อเพลิงหรือเป็นการเติม น้ำมันเข้าไปในกองไฟ

โรคกระเพาะ

ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสมทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับ ประทานอาหารปริมาณน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย

โรคความดันเลือดสูง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเลือดเลือดแข็งตัวขาดความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย และความชื้นก็มีผลก็ทำให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกาย และความ ร้อนก็จะไปกระตุ้นทำให้ความดันสูง นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด หรืออาหาร หวานมาก รวมทั้งผลไม้อย่างลำไยขนุน ทุเรียน

โรคตับและถุงน้ำดี

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัด เพราะแพทย์จีนถือว่า ตับและถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร การได้ อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอลงและเกิดโท­ษ ต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง

โรคหัวใจและโรคไต

ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดเพราะจะทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ส่วนอาหารรสเผ็ดก็ควร หลีกเลี่ยง เพราะทำให้กระตุ้นการไหลเวียนสูญเสียพลังงานและหัวใจก็ทำงานหนักขึ้น เช่นกัน

โรคเบาหวาน

หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน หรือแป้งที่มีแคลอรี่สูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ควรรับ ประทานอาหารพวกถั่ว เช่นเต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด

นอนไม่หลับ

หลีกเลี่ยงชา กาแฟ รวมทั้งการสูบบุหรี่เพราะอาหารเหล่านี้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือนอนไม่หลับสนิท

โรคริดสีดวงทวาร หรือท้องผูก

หลีกเลี่ยงอาหารประเภทหอม กระเทียม ขิงสด พริกไทย พริก เพราะอาหารเหล่านี้อาจทะ ให้ท้องผูก หลอดเลือดแตก และอาการริดสีดวงทวารกำเริบ

ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หรือโรคหอบหืด

ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ นม และอาหารรสเผ็ด เพราะจะไป กระตุ้นและทำให้อาหารผิวหนังกำเริบ

สิว หรือต่อมไขมันอักเสบ

งดอาหารเผ็ดและมัน เพราะทำให้เกิดการสะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผล ต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย ทำให้เกิดสิว

"วิตามินซี" เพื่อสุขภาพ

มาทำความรู้จักกับ “วิตามินซี” กับบทบาทสำคัญ ... คุณสมบัติที่โดดเด่นของวิตามินซี ก็คือ ความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) นั่นเอง โดยประโยชน์หลักๆ เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีเป็นประจำ คือ เพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง บำรุงผิวพรรณหรือชะลอความแก่ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันหรือเหงือกอักเสบ ในทางกลับกัน หากร่างกายเราขาด “วิตามินซี” หรือมีปริมาณวิตามินซีน้อยเกินไป อาจส่งผลทำให้เกิดอาหารเหล่านี้ได้

- เป็นหวัดง่าย ภูมิต้านทานโรคและความสามารถในการกำจัดพิษลดลง

- ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น เกิดจุดด่างดำ ฝ้า มีเลือดออกตามไรฟัน

- อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ประสาทสัมผัสด้อยลง

- มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะ ตับ และส่วนอื่นๆ

- ประสิทธิภาพของต่อมหมวกไตลดลง เป็นภูมิแพ้ได้ง่าย

- เป็นโรคโลหิตจาง หรือโรคต่างๆ ง่าย บาดแผลหายยาก หากขาดมากจะเป็นโรค โลหิตเป็นพิษ

- เกิดโรคลักปิดลักเปิด

สำหรับผู้ที่กำลังกลุ้มใจ เพราะไม่รู้ว่าจะหาวิตามินซีมาทานได้จากที่ไหน ... อยากจะบอกว่า ความจริงแล้วแหล่งของวิตามินซี เราสามารถหาได้จาก อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป แต่แหล่งที่มีมาก คือ ผักสดและผลไม้ต่างๆ โดยเทียบง่ายๆ จากประเภทของอาหาร (100 กรัม) และวิตามินซี (มิลลิกรัม)

ดังนี้ มะขามป้อม 276, ฝรั่ง 160, พุทรา 154, มะขามเทศ 133, มะปรางสุก 107, มะละกอสุก 73,แคนตาลูป 33, มะนาว 25 และมะยม 8

อย่างไรก็ตาม พึงตระหนักไว้ว่า “วิตามินซี”

เป็นวิตามินที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับวิตามินอื่นๆ และร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นได้เอง ดังนั้น ทุกคนจึงควรบริโภควิตามินซี แต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องของแต่ละบุคคล

4 อาหารเลวที่ดีต่อร่างกายของคุณ

ถ้าคุณได้ชื่อว่าเป็นพวกที่ทานอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ละก็ เชื่อว่าคุณคงกำลังหลีก เลี่ยงอาหารจำพวกเนย นม และชีสอยู่แน่ แต่รู้ไหมว่าอาหารที่ได้ชื่อว่าเลวร้าย นั้น อันที่จริงมันก็มีสารอาหารบางอย่างที่สำคัญอยู่ และคุณจะได้คุณจากมัน มากกว่าโทษ หากรู้จักกินแบบ "มีลิมิต" นั่นคือ

ชีส

แน่นอน ชีสอุดมด้วยไขมันและแคลอรี แต่ในขณะเดียวกันมันยังเป็นแหล่งสำคัญของ แคลเซียม รวมทั้งกรดไลโนเลอิกโมเลกุลคู่ ซึ่งเป็นไขมันประเภทดี ทำให้คุณลดความ เสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน กรดชนิดนี้ยังช่วยในการลดน้ำหนัก ด้วยการไปสกัดกั้นการกักเก็บไขมันในร่างกาย

เลือกชีสชนิด Strong-flavored เช่น เฟต้าชีส บลูชีส และชีสพาร์เมซานสด (ไม่ขูด) ซึ่งคุณจะใช้ในปริมาณน้อยหากนำไปปรุงอาหาร

เลี่ยงชีสประเภทไขมันต่ำ เพราะชีสพวกนี้มีไขมันเพียง 6 กรัมต่อออนซ์ เมื่อนำไป ปรุงอาหาร แล้วจะไม่ได้รสชาติ เราจึงโน้มเอียงที่จะอนุญาตให้ตัวเองกินมันมากขึ้น เช่น เดียวกับชีสไม่มีไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรส

ช็อกโกแลต

ลืมไปเลยที่ว่าช็อกโกแลตเป็นสาเหตุของสิว และไมเกรน ที่จริงมันมีส่วนผสม บางอย่างที่ต่อต้านการเกิดมะเร็ง และโรคหัวใจเช่นเดียวกับในผักและผลไม้ เว้นแต่ ว่ามีไขมันสูงกว่าเท่านั้น แต่ถ้าหากคุณมองหาช็อกโกแลตในตอนที่หดหู่นั่นก็ถูก ต้อง เพราะมันจะเพิ่มสารชีโรโตนินในสมอง ทำให้อารมณ์ดีขึ้น

เลือกดาร์กช็อกโกแลต ช็อกโกแลตยิ่งเยอะก็หมายความว่าใส่โกโก้บัตเตอร์ซึ่งอุดม ด้วยไขมันน้อยลง

เลี่ยงช็อกโกแลตที่ผสมคาราเมล มาร์ชแมลโลว และไขมันที่ทำให้อ้วนอื่น ๆ

เนื้อวัว

พักการทานไก่ย่างชั่วคราวแล้วหันมากินสเต็กสักชิ้นเนื้อวัวเป็นแหล่งดีเลิศของ โปรตีน และสารอาหารที่ผู้หญิงมักได้รับจากอย่างอื่นไม่เพียงพอ เช่น เหล็ก สังกะสี และวิตามินบี 12

เลือกเนื้อท่อนโคนขา หรือเนื้อสะโพก ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อที่มีเนื้อมากกว่ามัน เพราะจะมีไขมันอิ่มตัวเพียง 4.5 กรัมหรือน้อยกว่า ต่อเนื้อน้ำหนัก 3 ออนซ์ ปรุง แบบหมุนย่าง ซึ่งจะทำให้เราเหลือเนื้อที่ในจานสำหรับใส่ผักได้มากขึ้น

เลี่ยงเนื้อซี่โครงและทีโบนชั้นเลิศ เพราะมีไขมันและแคลอรีมากเป็นเท่าตัวของ ส่วนอื่น ๆ

กาแฟ

ไม่จำเป็นต้องงดดื่มกาแฟ การวิจัยเร็ว ๆ นี้ปฏิเสธว่า กาแฟไม่เกี่ยวข้องกับการ เกิดโรคหัวใจ เนื้อเยื่อในหน้าอกผิดปกติ หรือความดันโลหิตสูง หากแต่คาเฟอีนช่วย บรรเทาอาการแพ้ ทำให้คุณกระฉับกระเฉงและสมาธิดีขึ้น

เลือกกำหนดตัวเองให้ดื่มกาแฟไม่เกิน 2 - 3 แก้วต่อวัน และอย่าใส่ครีมกับน้ำตาล ให้มากนัก

เลี่ยงกาแฟแก้วใหญ่พิเศษ ที่อุดมไปด้วยครีม น้ำตาล น้ำแร่ และวิปครีม ซึ่งให้ แคลอรีมากถึง 300 แคลอรี

ถ้าทำได้ตามนี้ ก็รับประกันว่าจะได้ความอร่อยที่ไม่เป็นโทษแน่ ๆ

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก

1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%

8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย

9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้

ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!

ใช่ไหมคะอาจารย์ สู้สู้

20 วิธีอ่อนเยาว์มากขึ้นในวันนี้

1. เล่นเกมมีเดท

นึกถีงตอนมีนัดกับหนุ่มที่แอบปิ้งครั้งแรกสิ เมื่อก่อนน่ะเรามือสั่นใจสั่นแค่ไหน จำได้รึเปล่าเอ่ย ให้สร้างความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง รับรองสนุก ต่างคนต่างไปที่นัดหมายตกลงเลือกที่ใหม่ๆกันทั้งสองฝ่าย ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เวลาคุยกันก็ถามคำถามแบบที่คุณมักถามคนที่ไม่เคยรู้จักกันมากก่อน ไม่ช้าอะดรีนาลีนคุณก็จะหลั่งเหมือนตอนแรกเจอ แบบนี้ตื่นเต้นดีออกว่ามั้ย

2. จี้จุดความเยาว์

การฝังเข็มอิงทฤษฎีปราณของจีนหมายถึงพลังชีวิต ซึ่งใช้งานด้วยการจุดประกายพลังปราณที่หยุดนิ่ง ก็ทำให้แข็งแรงหรืออ่อนแอ่ลงได้ ซูซาน รีด วัย 35 ปี บอกว่า “ตอนอายุ 35 ไปแล้วร่างกายเราเริ่มเชื่องช้าลง แต่การฝังเข็มจะช่วยกระตุ้นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยกระตุ้นพลังงานและความรู้สึกเป็นหนุ่มสาว”

3. ทำใจให้สบาย

ใช้เทคนิคการทำสมาธิการเพ่งมองเทียนโดยไม่กะพริบจาซึ่งสามารถฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้เพราะกระตุ้นต่อมไพเนียลในสองให้ผลิตเมลาโทนินอันเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ ดูรายละเอียดเพิ่ม www.fisu.org

4. อยากอายุเท่าไรก็แสดงออกเท่านั้น

โลฟ์โค้ช ฟีโอนา ฮาโรล แนะว่าให้เลือกว่าอายุเท่าไรที่สะท้อนสุขภาพอันมีชีวิตชีวา และความสดชื่นของคุณ จากนั้นบอกตัวเองว่าคุณอายุเท่านั้น ทำให้ตัวเองรู้สึกดังนั้น และแสดงท่าทางเพื่อให้เหมาะสมกับอายุที่คุณต้องการให้ดีที่สุด

5. ดอมดมกลิ่นหวนสู่วัยเด็ก

การค้นคว้าของมูลนิธิกลิ่นและรสในชิคาโก พบว่าการสร้างกลิ่นจากวัยเด็กสามารถทำให้เรารู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้นมาได้ทันควัน ประสาทส่วนหน้าจัดเป็นส่วนของอารมณ์อ่อนไหว วิธีที่เร็วที่สุดในการเข้าถึงความจำเหล่านี้คือผ่านทางกลิ่น เชื่อมั้ยว่ากลิ่นแรกที่เราคิดถึงสมัยวัยเด็ก คือกลิ่นขนมปังอบใหม่หอมกรุ่น

6. เชื่อใน “พลังสาวๆ”

จากการศึกษากับสตรีวัย 40 ปีหนึ่งกลุ่ม พบว่าการใช้เวลาค้างคืนกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน จัดว่ายอดเยี่ยมในการทำให้รู้สึกอ่อนเยาว์ลงอีกครั้ง เพื่อเก่าแก่สามารถช่วยให้คุณหนีความเครียดจากชีวิตประจำวันได้ด้วยการเตือนใจให้นึกถึงวัยก่อนจะมีความรับผิดชอบหนักหนาเช่นทุกวันนี้ นัดชุมนุนเพื่อนเม้าท์กันให้สนุกสุดเหวี่ยงไปเลย

7. หวนรำลึกความทรงจำ

ลองสะกดจิตตัวเองดูจะทำให้คุณทวนกลับไปถึงเวลาที่รู้สึกเสรีแฮปปี้ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกนี้และรอยยิ้มกับทัศนคติคนที่อ่อนเยาว์มากขึ้น

8. วางแผนพักเบรก

มีพวกเราน้อยคนที่ปฏิเสธว่าสิ่งที่ดีที่สุดในการเรียนคือได้ปิดเทอมนานๆ โดยไม่มีการบ้านให้คิดหาวันหยุดเบรกแบบนี้เพื่อนเติมความรู้สึกนั้นและวางแผนสิ่งพิเศษ เสนอความคิดให้เจ้านายพาไปสัมมนา ดูงาน ซึ่งเจ้านายส่วนใหญ่มองว่าเป็นโอกาสเพิ่มทักษะและมุมมองให้ลูกน้อง

9. หวือหวาได้นอกห้องนอน

สมัยสาวๆ เราไม่เคยขี้อายกระมิดกระเมี้ยนกับการมีเซ็กซ์ หรือกำจัดแค่บนเตียงในห้องนอนเท่านั้น แต่พออายุมากขึ้นกลับต้องเข้าห้องนอนใส่กลอนประตูตอนกลางคืนถึงจะวาดลวดลายได้ ขอบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีเซ็กซ์เต็มรูปแบบนี่นา แค่กอดจูบลูบไล้สำรวจกายกันก็เกินพอแล้ว เพราะฉะนั้นหาที่ลับตาพอประมาณแล้วสร้างความตื่นเต้นซะ

10. ระวังน้ำหนัก

การศึกษาของมหาวิทยาลัยทัฟท์ในสหรัฐฯ พบว่าผู้หญิงที่ยกน้ำหนักสัปดาห์ละสองครั้งนานหนึ่งปีจะรู้สึกอ่อนเยาว์ลงไป 15-20 ปี ดังนั้นลองทำดูที่บ้านก็ได้ เพื่อจะได้มีหุ่นเซ็กซี่ มีกล้ามเนื้อเป็นสาวปราดเปรียวไงล่ะ

11. ฟื้นฟูความเป็นเด็กที่แฝงเร้น

พออายุมากขึ้นเราสร้างเกราะขึ้นมาปกป้องความเป็นเด็กในตัวเรา ให้คุยกับพ่อแม่ว่าสมัยเด็กคุณเป็นไงแล้วหาเวลาถ่ายรูปตัวเองตอนนี้ดู จากนั้นหลับตานึกภาพสมัยวัยเด็กเตือนตัวเองว่าคุณยังมีคุณสมบัติวัยเด็กแบบที่เคยมี ทำแบบนี้จะช่วยปลุกความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมาได้อีกครั้ง

12. ใส่สีสันสดใส

การเปลี่ยนสีสันเสื้อผ้าที่ใส่ทำให้คุณอ่อนเยาว์ลงได้ ถ้าใช้สีที่เหมาะเหม็งจะช่วยลบถุงพองใต้ตาไปได้อย่างไม่นาเชื่อ ลองเอาสีสดใสที่ชอบทาบใบหน้าดูสิว่าถุงนั้นหายไปหรือไม่

13. เรียนรู้จากเด็ก

เวลาเด็กเล็กๆ ละเล่นกันมักเน้นทีละอย่างและหมกมุ่นกับสิ่งนั้น ลองปล่อยตัวไปกับการละเล่นแบบเด็กๆ ดูบ้าง (ยืมลูกเพื่อนมาก็ได้) ปล่อยตัวเต็มที่แล้วจะมีพฤติกรรมขี้เล่นมากขึ้น จำไว้ว่าเด็กไม่ได้ลอง พวกแกลุยไปเลย ถ้าคุณผ่อนคลายกับการเป็นตัวตนของตัวเอง คุณไม่จำเป็นต้องทำท่าเป็นเด็ก เพราะมันจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

14. ดื่มให้อ่อนเยาว์

ไม่ได้หมายถึงแอลกฮอล์ แต่หมายถึงหมายถึงเครื่องดื่มโปรตีนที่พึงดื่ม อาศัยเครื่องปั่นก็ปรุงรสอร่อยได้ เช่น สมูธตี้เบอร์รีหรือมะม่วงผสมแครทซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความรู้สึกอ่อนเยาว์ชั่วนิรันดร์กาล เพราะมีส่วนผสมฟื้นฟูร่างกายสูง ผสมบลูเบอร์รีกับกล้วยและนมกับน้ำผึ้งปั่นเข้าด้วยกันก็ได้

15. กำจัดสารพิษ

ขั้นตอนสำคัญในการผกผันกระบวนการความแก่คือกำจัดสารพิษจากชีวิตทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์อันไม่น่าพึงพอใจ สัมพันธ์ย่ำแย่ อาหารไม่ดีต่อสุขภาพ หรืออารมณ์ในทางลบซึ่งดูดความมีชีวิตไปจากตัวคุณ ดูสิว่าอะไรเป็นพิษแล้วรีบกำจัดมันซะ

16. เล่นเลียนแบบ

เด็กๆ ชอบเลียนแบบ ดังนั้นให้เลียนแบบคนที่คุณชื่นชมหรือเห็นว่าตลกดี จะปลดปล่อยคุณจากการเป็นตัวตนและจำไว้ว่าอย่าลืมหัวเราะตอนทำด้วยก็แล้วกัน

17. ร้องเพลงให้สุดเสียง

การร้องเพลงมีประโยชน์ทางจิตเพราะชักพาคุณไปอีกโลกและหยุดยั้งไม่ให้คิดถึงเรื่องซ้ำซากน่าเบื่อ การร้องเพลงเติบพลังให้คุณ เพราะเพิ่มระดับอ็อกซิเจนในร่างกาย ชวนเพื่อนมาร้องด้วยก็ได้

18. ลืมความรับผิดชอบซะ

หาคนอื่นมาคุมแทนแค่สักสองนาทีก็ได้ ช่วยให้รูปแบบสมองคุณหายรกเรื้อไปสักครู่และทำให้รู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้น ขอให้แฟนอ่านนิทานให้คุณฟังก่อนนอนคุณจะรู้สึกอุ่นใจยิ่ง

19. เข้าร่วมละครสัตว์

เด็กๆ กล้าบ้าบิ่นแต่เราผู้ใหญ่ถูกคุมโดยความกังวล การฝึกละครสัตว์ทำให้คุณต้องหวนกลับไปมีสภาพเป็นเด็ก ไว้ใจกับเชือกหนึ่งเส้นซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่เราสลัดทิ้งไปเมื่อโตขึ้น แต่ถ้าคุณใช้ความรู้สึกตอนฝึกคุณจะคิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรทุกอย่างในโลกนี้ได้หมดไม่ยั่น

20. จดบันทึก

พวกเราส่วนใหญ่ยอมรับว่าการจดบันทึกมีแต่เรื่องรักๆของวัยรุ่น แต่ที่จริงเป็นการระบายความรู้สึก ดังนั้นอย่างเขินที่จะเริ่มต้นจดบันทึกประจำวันอย่างเปิดใจและซื่อตรงกับตนเอง เวลามาอ่านซ้ำสองปีหลังคุณอาจหัวเราะขำและรู้สึกอ่อนเยาว์มากขึ้นได้

โรคหอบหืด

ถ้าหากท่านหรือญาติเป็นโรคหอบหืด ท่านไม่ได้เป็นหอบหืดคนเดียวเพราะเราพบโรคหอบหืดได้ทั่วโรค โดยมากมักจะเริ่มเป็นตั้งแต่เด็ก โรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง อาการแต่ละคนรุนแรงไม่เท่ากัน และการหอบแต่ละครั้งก็มีความแตกต่างกัน บางคนอาจหอบไม่กี่นาทีก็หาย บางคนหอบมากถึงกับเสียชีวิตก็มี

เนื่องไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไร่จะเป็นหอบหืด และไม่ทราบว่าหอบแต่ละครั้งจะเป็นมากแค่ไหน การศึกษาให้เข้าใจโรครวมทั้งการมีแผนการรักษาที่ดีสามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายละเอียดที่จะนำเสนอต่อไปนี้ได้มาจากตำราของต่างประเทศและของประเทศไทยเหมาะสำหรับผู้ป่วย ญาติ และนักเรียนที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วท่านเริ่มอ่านที่จุดประสงค์ของการรักษา ส่วนท่านที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นหรือไม่แนะนำให้เริ่มอ่านตั้งแต่เริ่มต้น เนื้อหาข้อมูลจะเป็นแนวทางการดูแลตัวเอง

นิยาม

โรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรัง [Chronic inflammatory] เป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,eosinophils,T-lymphocyte,macrophage,neutrophil มาสะสมที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ[bronchial hyper-reactivity] ผลจากการอักเสบจึงทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีการหนาตัว กล้ามเนื้อหลอดลมมีการหดเกร็งตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด และหอบเหนื่อย อาการหอบเหนื่อยจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับสารภูมิแพ้

ขณะที่ท่านเป็นหอบหืด หลอดลมของท่านจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

เมื่อท่านหายใจเอาสารภูมิแพ้เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปอดดังนี้

Acute bronchoconstriction มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม[Airway muscle] หลังจากได้รับสารภูมิแพ้ทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก

Air way edemaเนื่องจากมีการหลั่งของน้ำทำให้ผนังหลอดลมบวมผู้ป่วยจะหอบเพิ่มขึ้น

Chronic mucous plug formation มีเสมหะอุดหลอดลมทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก

Air way remodeling มีการหนาตัวของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตีบเรื้อรัง

หลอดลมของคนปกติจะมีกล้ามเนื้อ [Airway muscle] และเยื่อบุหลอดลม[Airway lining]ในสภาพปกติ

เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้มากระตุ้น กล้ามเนื้อหลอดลมจะบีบตัว เยื่อบุหลอดลมจะมีการอักเสบเกิดการหน้าตัว ร่วมการหลั่งของเสมะเป็นปริมาณมากทำให้เกิดการอุดทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก

จากกลไกดังกล่าวทำให้หลอดลมมีการหดเกร็ง ผู้ป่วยจึงเกิดอาการดังต่อไปนี้

หายใจตื้น หรือหายใจสั้น

แน่นหน้าอก

ไอ

หายใจเสียงดัง

โรคหอบหืดจะมีอาการไม่แน่นอนอาการของผู้ป่วยจะผันแปรได้หลายรูปแบบ

อาการหอบอาจจะเบาจนกระทั่งหอบหนัก

อาการแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

อาการอาจจะกำเริบเป็นครั้งๆ หรืออาการอาจจะหายไปเป็นเวลานาน

อาการหอบแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน

การวินิจฉัย

จุดประสงค์ของการรักษาหอบหืด

ไม่มีอาการหอบหืด เช่น ไอ หายใจเสียงดังหวีด แน่นหน้าอก

ไม่ต้องตื่นกลางคืนเพราะอาการหอบหืด

ไม่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน หรือนอนโรงพยาบาลเพราะโรคหอบหืด

สามารถคุมอาการให้สงบลงได้และหอบหืดเรื้อรังน้อยที่สุด

ป้องกันไม่ให้เกิดอาการกำเริบของโรค

ยกระดับสมรรถภาพการทำงานของปอดให้ดีทัดเทียมกับคนปกติ

สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เหมือนคนปกติไม่ต้องหยุดเรียนหรือหยุดงาน

หลีกเลี่ยงผลแทรกซ้อนจากยารักษาโรคหืด

ลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตจากโรคหอบหืด

ใช้ยา beta2-agonistเพื่อระงับอาการหอบให้น้อยที่สุด

ไม่มีภาวะฉุกเฉินของอาการหอบหืด

สามารถออกกำลังกายได้เหมือนคนปกติ

หลังการรักษาไม่ควรมีอาการหอบหืดอย่าเข้าใจผิดว่าหากมีอาการหอบ พอพ่นยาแล้วหายหอบคืออาการดีขึ้น การรักษาที่ดีต้องไม่หอบ

การรักษาให้ได้ผลดีต้องประกอบด้วยต้องประกอบด้วยแผนการรักษาดังนี้ ท่านผู้อ่านที่เป็นหอบหืดติดตามทีละหน้า และพยายามทำความเข้าใจ จะทำให้นำไปปฏิบัติได้

การวินิจฉัย

การหลีกเลี่ยงหรือขจัดสิ่งต่างๆที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ผู้ป่วยทุกคนควรทราบถึงปัจจัยที่ทำให้หอบหืดเป็นมากขึ้น

การจำแนกความรุนแรงของโรคหอบหืดเมื่อให้ผู้ป่วยทราบความรุนแรงของโรคว่าอยู่ในขั้นไหนจะทำให้ทราบว่าควรจะได้รับยาอะไรบ้าง

ยาที่ใช้รักษาโรคหอบหืดผู้ป่วยควรทราบว่ายาที่ใช้อยู่เป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการหรือเป็นยาที่ใช้รักษาโรคในระยะยาว

แผนการรักษาโรคหอบหืดเรื้อรังเป็นแผนการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงในแต่ละขั้น

แผนการรักษาหอบหืดฉับพลันสำหรับผู้ป่วยเป็นแผนการรักษาเมื่อเกิดหอบหืดเฉียบพลันเพื่อให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองเบื้องต้นที่บ้าน

คุณต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนพบแพทย์เป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อให้แพทย์ทราบอาการของโรค

ผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อให้ผู้ป่วยเป็นแนวทางในการพิจารณาถึงความรุนแรงและเร่งด่วนของโรค

ผู้ป่วยคนไหนที่ควรอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรักษา

ผู้ป่วยคนไหนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหืด

โรคหอบหือในภาวะพิเศษ เช่นโรคหอบกลางคืน หอบขณะออกกำลังกาย หอบขณะตั้งท้อง

  • นายชัยวิชิต อิ่นแก้ว(5001023035 ฟาร์อีสเทอร์น) เลขที่ 43
    IP: xxx.149.25.225
    เขียนเมื่อ 

1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง

ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหาร

ก่อนทานอาหารควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิว

ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน

ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพ

หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

  • นายชัยวิชิต อิ่นแก้ว(5001023035 ฟาร์อีสเทอร์น) เลขที่ 43
    IP: xxx.149.25.241
    เขียนเมื่อ 

20 วิธีอ่อนเยาว์มากขึ้นในวันนี้

1. เล่นเกมมีเดท

นึกถีงตอนมีนัดกับหนุ่มที่แอบปิ้งครั้งแรกสิ เมื่อก่อนน่ะเรามือสั่นใจสั่นแค่ไหน จำได้รึเปล่าเอ่ย ให้สร้างความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง รับรองสนุก ต่างคนต่างไปที่นัดหมายตกลงเลือกที่ใหม่ๆกันทั้งสองฝ่าย ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เวลาคุยกันก็ถามคำถามแบบที่คุณมักถามคนที่ไม่เคยรู้จักกันมากก่อน ไม่ช้าอะดรีนาลีนคุณก็จะหลั่งเหมือนตอนแรกเจอ แบบนี้ตื่นเต้นดีออกว่ามั้ย

2. จี้จุดความเยาว์

การฝังเข็มอิงทฤษฎีปราณของจีนหมายถึงพลังชีวิต ซึ่งใช้งานด้วยการจุดประกายพลังปราณที่หยุดนิ่ง ก็ทำให้แข็งแรงหรืออ่อนแอ่ลงได้ ซูซาน รีด วัย 35 ปี บอกว่า “ตอนอายุ 35 ไปแล้วร่างกายเราเริ่มเชื่องช้าลง แต่การฝังเข็มจะช่วยกระตุ้นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยกระตุ้นพลังงานและความรู้สึกเป็นหนุ่มสาว”

3. ทำใจให้สบาย

ใช้เทคนิคการทำสมาธิการเพ่งมองเทียนโดยไม่กะพริบจาซึ่งสามารถฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้เพราะกระตุ้นต่อมไพเนียลในสองให้ผลิตเมลาโทนินอันเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ ดูรายละเอียดเพิ่ม www.fisu.org

4. อยากอายุเท่าไรก็แสดงออกเท่านั้น

โลฟ์โค้ช ฟีโอนา ฮาโรล แนะว่าให้เลือกว่าอายุเท่าไรที่สะท้อนสุขภาพอันมีชีวิตชีวา และความสดชื่นของคุณ จากนั้นบอกตัวเองว่าคุณอายุเท่านั้น ทำให้ตัวเองรู้สึกดังนั้น และแสดงท่าทางเพื่อให้เหมาะสมกับอายุที่คุณต้องการให้ดีที่สุด

5. ดอมดมกลิ่นหวนสู่วัยเด็ก

การค้นคว้าของมูลนิธิกลิ่นและรสในชิคาโก พบว่าการสร้างกลิ่นจากวัยเด็กสามารถทำให้เรารู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้นมาได้ทันควัน ประสาทส่วนหน้าจัดเป็นส่วนของอารมณ์อ่อนไหว วิธีที่เร็วที่สุดในการเข้าถึงความจำเหล่านี้คือผ่านทางกลิ่น เชื่อมั้ยว่ากลิ่นแรกที่เราคิดถึงสมัยวัยเด็ก คือกลิ่นขนมปังอบใหม่หอมกรุ่น

15 วิธีมัดใจสาว

1. มองโลกในแง่ดี/มีอารมณ์ขัน

แม้สิ่งนี้ไม่ใช่บุคลิกจริง ของคุณก็ตาม ขอเพียงแค่ร่าเริง ดีใจที่ได้พบ พูดคุยกับเธอ ทำให้รู้สึกว่า ความสดใสของเธอ มีประโยชน์ต่อคุณ

2. ให้เธอรู้สึกว่าเธอเป็นคนพิเศษของคุณ

สนใจเรื่องของเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิด ความรู้สึก ความชอบของเธอ และอย่าเอาแต่พูดเรื่องของตัวเอง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ

3. อย่าแสดงว่าคบเธอเพราะเรื่องเพศ

ของแบบนี้ต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม เมื่อไหร่ที่รักสุกงอม มันก็จะเป็นไปเอง

** โปรดรับรู้ไว้ว่า ผู้หญิงอยากมีค่ามากกว่าเรื่องนั้น เมื่อถึงเวลาเธอจะให้ด้วยความต้องการของเธอเอง

4. เป็นสุภาพบุรุษทั้งกายและใจ

ต้องทำให้เธอรู้สึกว่า คุณไม่มีความน่ากลัวใดๆ ไม่ใช่คอยหา โอกาสจะแต๊ะอั๋งเธอลูกเดียว เพราะนั่นจะทำให้เธอตีตัวออกห่าง

5. หัดรู้จักสังเกตเธอบ้าง

เรื่องจิปาถะที่เกี่ยวกับตัวเธอ ไม่ว่า เสื้อผ้า ต่างหู รองเท้าคู่ ใหม่ กระเป๋าถือที่เธอใช้ คุณควรหัดเพ่งพินิจพิจารณาและเลือกที่จะชมเธอให้เป็น

6. อย่าจ้องอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของเธอเป็นพิเศษ

ขึ้นชื่อว่าใช้สายตาจ้อง เพ่งเฉพาะบางจุดบางมุมของอวัยวะบนเรือนร่างของผู้หญิง อาทิ หน้าอก เป้ากางเกง สะโพก กรุณาอย่าทำเป็นอัน ขาด เพราะมันจะบ่งบอกว่าคุณคิดบางอย่างกับเธออยู่

7. หลังจากที่มีนัดกับเธอ

พบกับในนัดเดทคราวต่อไป ควรมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างดอกไม้สักช่อ หรือการ์ดสักแผ่น มอบให้ก็ไม่เห็นเสียหาย แถมยังทำให้ เธอรู้สึกว่าคุณเป็นคนน่ารักอีกต่างหาก

8. หมั่นดูแลเอาใจใส่ตัวเองเสมอ

คงไม่ต้องถึงกับเป็นคนสำอางทุกกระเบียดนิ้ว แค่รักษาความ สะอาดก็พอ เพราะการที่คุณดูแลตัวเองดี สามารถสะท้อนได้ว่า คุณก็ดูแลเธอ ได้ดีเช่นกัน

9. อย่าด่วนแสดงท่าทีขี้หึง

เมื่อใดที่เธอเล่าเรื่องชายหนุ่มคนอื่นให้ฟัง การนิ่งฟังอย่างสงบ จะทำให้เธอแปลกใจ และทำให้เธอรู้ว่า คุณไม่ใช่ผู้ชายประเภทขี้หึงโดยไร้เหตุผล

10. ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น

ดูแลเธอ และอยู่เคียงข้างเธอเสมอเมื่อเธอต้องการใครสักคน อย่าทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย คล้ายกับเป็นสาวที่ไร้หนุ่มคนสนิทที่คอยเป็นห่วงเป็นใย

11. อย่าทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ

อย่าซักไซ้เรื่องไม่เข้าท่าหรือไม่เป็นเรื่อง จงสงบและไตร่ตรอง เข้าไว้ แม้คุณจะเห็นเธอกับหนุ่มคนอื่น คุณยิ่งตาม และแสดงความเป็นเจ้าของมากเท่าไหร่ เธอก็จะยิ่งหนี หากคุณเฉยๆ รับรองเลยว่าเธอจะตามคุณเอง

12. รักษาเวลาในการนัดหมาย

ผู้ชายควรไปก่อนนัด อยู่ในจุดที่เธอมองเห็นคุณได้ง่าย เมื่อเธอมาถึงช่วยส่งยิ้มให้ หรือแสดงอาการตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอเธอ

13. ตั้งเป้าหมายชีวิตตัวเองไว้

ไม่มีใครอยากฝากชีวิตไว้กับคนไร้จุดหมาย อย่าเป็นคนขี้ตืด แต่ไม่ต้องทำตัวเข้าขั้นพ่อบุญทุ่ม ถ้ามีน้อยก็เลือกใช้อะไรที่สมฐานะ แต่ต้องมีรสนิยม จำไว้ว่า ของที่มีรสนิยมไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป

14. ไม่ควรเร่งร้อนจนเกินไป

เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอไปก่อน ขอเพียงคุณเป็นคนที่เธอนึกถึงทุกครั้งเมื่อมีปัญหา ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

15. ความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ดำเนินความรักด้วยอารมณ์ของคนสองคน คุณสร้างอารมณ์ ร่วมของความรักขึ้นมาได้ เพียงแต่คุณต้องรู้จักเอาอกเอาใจ และแสดงว่ารัก เธอ การโอบกอดอย่างอบอุ่น และการสัมผัสที่รัดรึงก็เป็นของขวัญแห่งความรักที่ดีอย่างหนึ่ง

:: ทั้ง 15 วิธีที่กล่าวว่า อยากบอกว่า (ไม่ได้จบเพียงแค่นี้) แล้วถ้าพิชิตใจเธอได้แล้ว ความเสมอต้นเสมอปลาย ก็ยังควรมีอยู่ ถ้ารักกันจริง รักนี้ของคุณต้องคงอยู่ได้อย่างยาวนานแน่นอนค่ะ

++รู้แล้วก็นำไปปฏิบัติได้น่ะ (ไม่สงวนลิขสิทธิ์)

12 วิธีมัดใจชายไม่ให้นอกใจ (PERFECT WOMAN)

1.ดูแลตัวเองตลอดเวลา ตั้งแต่หัวจรดเท้า >>> ผู้ชายส่วนใหญ่อยากอยู่กับผู้หญิงที่ดูดี เพราะมันทำให้เค้ากระชุ่มกระชวยตลอดเวลา อย่างน้อยมันก็ทำให้ลดโอกาสที่เค้าจะมองผู้หญิงอื่นได้มากขึ้นเยอะเลยเชียวล่ะ

2.ขี้อ้อน >>> ความขี้อ้อน เป็นเสน่ห์ของผู้หญิงมากๆ แต่ควรรู้จักอ้อนให้พอดีและให้ถูกกาลเทศะ

3.เอาใจเก่ง >>> แต่ไม่ใช่ว่าเอาใจเกินเหตุนะครับ หมายถึง ตลอดเวลาที่คบกัน จะรู้ว่าแฟนเราชอบทำอะไร ชอบกินอะไร ประทับใจอะไร ควรจะมีสมุดไดอารี่ จดไว้บ้าง

4.ดูแลเทคแคร์เป็นอย่างดี >>> ตัวอย่างเช่นเวลาตากพัดลม ก็เตือนเค้าว่าเดี๋ยวไม่สบาย ,อย่านอนดึกนะเด๋วทำงานไม่ไหว หรือเวลาเค้าไม่สบายก็ดูแลเค้าเป็นอย่างดี, ดูแลเรื่องการแต่งตัว, การกิน ฯลฯ ทุกสิ่งที่ทำไปยิ่งทำให้เค้าไม่อยากที่จะไปจากคุณเลย

5.ซื้อของเซอร์ไพส์ให้บ้างบางโอกาส >>> ที่น่าสนใจก็มี นาฬิกา , เสื้อผ้า , กางเกงยีนส์ เป็นต้น แต่ก็ต้องเลือกไซด์ให้พอดีกับที่เค้าใช้ด้วยนะ คุณจะเห็นรอยยิ้มแบบเขินๆอย่างผู้ชาย แต่ก็อย่าเซอร์ไพส์บ่อยละกาน

6.เป็นผู้หญิงทำงาน >>> เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของผู้หญิงในยุคนี้ ผู้หญิงที่ไม่ทำอะไรเลย ทำให้ผู้ชายรู้สึกไม่มั่นใจในอนาคตของชีวิตคู่ แต่แฟนเราก็ต้องทำงานเหมือนกันนะ คือไม่ใช่ฝ่ายใดเกาะอีกฝ่ายหนึ่งกิน

7.คุยกับผู้ชายคนอื่นบ้าง >>> ไม่ใช่หมายความว่าคบหลายคนนะ แต่หมายถึงคุยกันแบบเพื่อนมากกว่า เหมือนเป็นการให้รู้ด้วยว่า ฉันไม่ใช่ของตายแน่นอน และคนที่พร้อมจะต่อคิวก็ยังมี ผู้ชายที่ไม่ให้แฟนคุยกะคนอื่นเลย ถือเป็นคนใจแคบมาก

8.หยิ่งในศักดิ์ศรี >>> ผู้หญิงบางคนยอมให้ผู้ชายข่มอยู่ตลอดเวลาบางครั้งเวลาทะเลาะกันหรือโดนทำร้ายเราไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายง้อหรือขอโทษ แต่ควรจะตอบโต้อะไรที่มันทำให้เค้ารู้ว่า ไม่มีเธอฉันก็หาใหม่ได้นะ มันจะทำให้ ผู้ชายรู้สึกว่าเค้าไม่มีค่า และความเย่อหยิ่งในตัวเค้าจะลดลง

9.ไม่ยอมเสียตัวให้ก่อนเวลาอันสมควร >>> ข้อนี้สำคัญมากครับ อะไรๆที่ได้มาง่ายๆ มันมักจะจบลงง่ายๆ ผู้ชายบางคนเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ถ้าเค้าทนไม่ไหวหรือไม่มีความอดทนมากพอ ก็ปล่อยเค้าให้ไปหาผู้หญิงที่ให้ง่ายๆแล้วกัน

10.ไม่มองชายอื่น >>> ถือเป็นการให้เกียรติแฟนเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเวลาเจอคนที่หล่อดูดีมากๆ แต่เราก็ไม่เคยที่จะมองเลย

11.คำว่า"รัก"ไม่ใช่สิ่งที่พูดง่าย >>> ยิ่งพูดคำว่า “รัก” มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้แฟนเราได้ใจ แต่กลับกันเมื่อใดที่ยังไม่ได้พูดคำว่า “รัก” ออกไป ผู้ชายย่อมรู้สึกว่า ยังเล่นเกมส์ไม่ชนะ

12.ให้อภัยเสมอเมื่อผิดครั้งแรก >>> การให้อภัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตคู่ เมื่อใดที่ทำผิดครั้งแรก เราควรให้อภัยเค้า แต่ถ้าผิดเรื่องเดิมในครั้งต่อๆไป อันนี้ก็แล้วแต่คุณจะตัดสินใจละกัน

อย่าเอาไปปฎิบัตินะคะ อาจารย์

ช่วยได้เยอะเลยนะ

อิอิ

โอ้โห..................... เยี่ยมจัง

นวัตกรรมเพิ่มความสูง

ต่อไปจากนี้คุณจะได้รู้จักแนวทางใน การเพิ่มความสูงโดยวิธีธรรมชาติ ที่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์รองรับ คุณจะรู้ว่ายังมีวิธีที่เป็นไปได้อีกที่คุณจะสามารถสูงขึ้นได้ 2 – 7 ซม. แม้ว่าคุณจะอายุมากและเลยช่วงเวลาของการสูงมาแล้ว (Puberty) … และคุณจะได้รู้ว่าความฝันนี้สามารถทำได้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือน

ลืมวิธีการกินยา, อาหารเสริม, การฉีด Growth Hormone (Growth Hormone Injection) หรือวิธีการผ่าตัดเพิ่มความสูง (Limb Lengthening Operation) ไปได้เลย เพราะนั่นเป็นหนทางที่แสนแพงและอันตรายเกินไปสำหรับคุณ สิ่งที่คุณต้องการคือวิธีเพิ่มความสูงที่ปลอดภัย ได้ผลจริง และเป็นไปโดยธรรมชาติอย่างง่ายดาย

ถ้าคุณอยากจะสูงขึ้น กรุณาอ่านที่นี่ ...

เราขอแนะนำ YOKO อุปกรณ์เพิ่มความสูงที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์รองรับ ซึ่งมีความปลอดภัย ใช้ง่าย ได้ผลสำหรับคนทุกวัยไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง

ตามผลงานวิจัยทางด้านการเจริญเติบโตในมนุษย์ของ ดร.คาวากูชิ แห่ง Tokyo Research Laboratory (TRL) of the National Health Department และ ดร.คาวาตะ แห่ง Kyoto University แสดงไว้ว่าความสูงของมนุษย์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านกรรมพันธุ์เพียงเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับฮอร์โมนในการเจริญเติบโตของโครงกระดูก (Skeletal Bones) ทั้ง 26 ชิ้น และ ส่วนกระดูกอ่อน (Cartilageneous Portions) ของกระดูก 62 ชิ้น ในร่างกายช่วงล่าง การกระตุ้นต่อมใต้สมองจะนำไปสู่การเพิ่มอัตราการผลิตของฮอร์โมนดังกล่าวซึ่งจะช่วยให้กระดูกอ่อนเจริญเติบโตขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความสูงนั่นเอง

YOKO ทำงานโดยช่วยกระตุ้นต่อมใต้สมอง ซึ่งนอกจากจะทำให้คุณมีความสูงเพิ่มขึ้นตามปรารถนาแล้ว YOKO ยังได้รับการพิสูจน์ว่าช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด, เพิ่มความสามารถในการย่อยอาหาร, เพิ่มอัตราการเผาผลาญ, ลดความเหนื่อยล้า, ชะลอความแก่, รักษาระดับการหายใจให้คงที่ ซึ่งเป็นหนทางที่ทำให้ความสูงเพิ่มขึ้นไปพร้อมๆกับสุขภาพที่ดีขึ้นในคราวเดียว

YOKO มีหลักการทำงานพื้นฐานเช่นเดียวกับวิชาฝังเข็มรักษาโรค (Acupuncture) ในด้านของการนวดฝ่าเท้า (Reflexology) มีบทพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์นับพัน ที่แสดงให้เห็นว่าการนวดฝ่าเท้า (Reflexology) ได้รับการยืนยันและยอมรับทั่วโลกว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาเยียวยา และพัฒนาสภาพร่างกายของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงความสามารถในการการเพิ่มความสูงด้วย (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ "บทความ YOKO")

--------------------------------------------------------------------------------

มีหนังสือและผลิตภัณฑ์เป็นร้อยที่จะช่วยให้คุณสูงขึ้นโดยคิดค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน แต่ไม่มีใครบอกเคล็ดลับว่าทำอย่างไร YOKO และ Website ของเราจะสอนวิธีที่ให้คุณทำได้ด้วยตนเอง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ฝันอยากจะสูงขึ้นอีกโดยธรรมชาติ (ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่) ราคาของ YOKO แค่นี้คงเทียบไม่ได้กับความน่าเสียดายและน่าผิดหวังตลอดชีวิตถ้าหากคุณไม่ได้ลองใช้ เพราะ YOKO เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะสามารถนำคุณเข้าใกล้ความฝันนั้น อย่าพึงรีบร้อนสั่งซื้อในตอนนี้ คุณลองทบทวนดูก่อน ว่า YOKO มีกลไกที่สามารถจะเพิ่มความสูงของคุณโดยธรรมชาติได้จริงหรือไม่ และมันจะทำให้คุณมีชีวิตที่ดีขึ้นและเชื่อมั่นมากขึ้นแค่ไหน ... และมันคุ้มไหมที่คุณจะลองเสียเงินเพื่อให้ได้สิ่งนั้น !

http://www.yoko-thailand.com/

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น   
HTTP/1.0 204 No Content server: Cowboy date: Sat, 10 Dec 2016 07:09:22 GMT content-length: 0