วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้ามืดมาจนป่านนี้ เปิดดูอีเมลเห็นบทความข้อคิดที่เบาๆสบายๆเลยขอนำมาให้สมากชิกได้อ่านกันหากท่านใดที่เคยได้อ่านหรือเคยพบเจอมาก่อนก็อย่าว่ากันเพราะผู้ส่งมีเจตนา หวังดีและมีมิตรภาพที่ดี เมื่อมีสิ่งดีก็คงไม่อยากเก็บไว้ผู้เดียว..จึงขอนำมาแบ่งปันด้วยบรรยากาศวันทำงานที่มีความสุขของทุกๆชีวิต ธรรมรักษา

โลกกลมๆ ใบนี้ ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ
ของฟรีไม่เคยมี ของดีไม่เคยถูก
คุณว่าจริงไหม . . .?
คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย
ไม่ต้องสนใจว่า. . .แมวจะสีขาวหรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ
ในโลกกลม ๆ ใบนี้ไม่มีคำว่าแน่นอน
คนเราเมื่อม้าตาย ก็ต้องลงเดิน
ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย
อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา
เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของอีก คนหนึ่ง
ถ้าไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร
หนทางอันยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่
จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์
เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน
ไม่มีคำว่า บังเอิญในเรื่องของความรัก มีแต่คำว่าตั้งใจ
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป
หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใส
หลังผ่านปัญหาจะรู้ว่า ปัญหานั้นเล็กนิดเดียว
ไม่เป็นขุนนางน่ะได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง เมื่อวานก็สายเกินแก้
พรุ่งนี้ก็สายเกินไป
อย่าหวังว่า . . .จะได้รับความรักจากคนที่คุณรัก
เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณหมดทุกคน
เพื่อนทั่วไป . . . ไม่เห็นคุณร้องไห้
เพื่อนแท้ . . . มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาให้
เพื่อนทั่วไป . . . ถือขวดไวน์ติดมือมางานปาร์ตี้ของคุณ
เพื่อนแท้ . . . จะมาแต่หัววันเพื่อช่วยเตรียมงาน
เพื่อนทั่วไป . . . คาดหวังให้คุณอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
เพื่อนแท้ . . . คาดหวังที่จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป
เพื่อนทั่วไป . . . อ่านแล้วทิ้งไป
เพื่อนแท้ . . . จะส่งต่อๆ ไป
ส่งผ่านให้ใครก็ได้ที่คุณห่วงใย
หากคุณได้รับคืน หมายถึง คุณได้พบเพื่อนแท้แล้ว

ในโลกกลม ๆ ใบนี้ไม่มีคำว่าแน่นอน คนเราเมื่อม้าตาย ก็ต้องลงเดิน ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา
นมัสการค่ะ พระคุณเจ้า
อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา
ใยมดอยากให้พระคุณเจ้าอธิบายท่อนนี้หน่อยค่ะ
ขอบคุณน่ะค่ะ
อ๋อ รู้แล้วค่ะ
อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา
อิจฉา คือ เห็นเค้าดูดีกว่าเรา เราก็เกิดการอิจฉา เห็นในตาว่าดูดีกว่าเราน่ะเนี๊ยะ
ริษยา คือ เห็นในตาว่าดูดีกว่าเราน่ะเนี๊ยะ แล้วก็เอาน้ำกรดไปสาดหน้าด้วยความริษยา
เอ ใช่รึเปล่าค่ะ พระคุณเจ้า
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
นมัสการเจ้าค่ะ
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่
จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป
หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใส
หลังผ่านปัญหาจะรู้ว่า ปัญหานั้นเล็กนิดเดียว
ขอนำไปเป็นข้อคิดข้อปฏิบัติในการทำงานนะค่ะ
ขอบพระคุณค่ะพระคุณเจ้า
เข้ามาเติมกำลังใจครับ
นมัสการพระคุณเจ้า
ไม่ได้มากราบน้อม รับธรรม ซะนาน สุขภาพแข็งแรงดีนะคะ
ปิดเทอม นี้ได้เดินทางตลอด พบเห็น ชีวิตแต่ละผู้แต่ละนาม ช่างแตกต่าง กันนัก
หากเรามองย้อนคิด มองอย่างมีสติ ใช้ปัญญา เราคงนำมาปรับพฤติกรรมเราได้
แต่ว่า พูดนะง่ายนะคะ เวลาทำ ทำไม ? กว่าจะรู้ตัว ทำไปแล้ว
ความคิดกับจิตคิดเหมือนกันไหมคะ หลวงพี่ คะ
นมัสการหลวงน้า แวะมาอ่านความเป็นจริง ของโลกใบนี้ ขอบพระคุณหลวงน้ามากครับ
นมัสการยามเช้าค่ะ พระคุณเจ้า
ใยมดมารับคำอธิบายเรื่อง อิจฉากับริษยา
อ่านแล้วก็ยิ่งงงไปกันใหญ่
ตอนแรกก็เข้าใจไปอย่างนั้น
พอพระคุณเจ้าอธิบาย ไหนจึงงงเข้าไปอีก
นี่เป็นความรู้ใหม่เลยน่ะค่ะ
การอิจฉาหากปรารถนาดีก็เป็นกุศล
แปลกและไม่เข้าใจ แต่ยังไงก็ขอบคุณพระคุณเจ้าค่ะ
ขอให้มีความสุข เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพุทธศาสนาน่ะค่ะ
กราบนมัสการพระคุณท่าน
ดิฉันเป็นสมาชิกใหม่ ได้เข้าไปอ่านข้อคิดต่าง ๆ ที่พระคุณท่านลงไว้ใน gotoknow.org และสนใจหัวข้อ (กำลังใจ เราสร้างได้ตัวเอง)ในตอนนี้ดิฉันต้องการกำลังใจให้กับตนเอง เพราะดิฉันสงสารคุณแม่ที่ไม่สบายนอนรักษาสุขภาพที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ ด้วยเส้นเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง คุณแม่มีประวัติและรักษาสุขภาพที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอยู่แล้ว น้องชายพาเข้าที่ห้องฉุกเฉินก่อนแต่ดิฉันได้พาคุณแม่ไปพบหมอที่เคยทำการตรวจคุณแม่คลีนิคนอกเวลาต้องเสียเงินค่าแพทย์ที่เบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ แพทย์ที่ทำการรักษาให้คุณแม่ x-ray สมอง ฟิลม์บอกว่าเส้นเลือดไม่ไปเลี้ยงสมองอาการตอนแรก อาการคือการโต้ตอบเชื่องช้าและไม่พูด ได้ admit ที่โรงพยาบาล เข้ามาได้สามวัน คุณแม่ยังไม่มีแรงที่จะใช้หลอดดื่มยา แต่หมอจะให้ออกโรงพยาบาล ทั้งทั้งที่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ก่อนหน้าที่แม่จะเป็นเช่นนี้คุณแม่พูดได้เดินได้ แต่หลังจากอาการแล้วคุณแม่โต้ตอบช้าและเดินไม่ได้ไม่มีแรงที่จะเดิน ทำการรักษาอยู่แม่ยังไม่มีแรงที่จะใช้หลอดดูดน้ำซึ่งหมอให้ทานยา หมอยังจะให้ออกจากโรงพยาบาลพี่ชายอ่อนวอนหมอให้คุณแม่ได้มีโอกาสได้ทำกายภาพบำบัด คุณแม่ได้ทำกายภาพบำบัดได้ 2วัน ทางโรงพยาบาลก็จะให้ออกจากโรงพยาบาลอีก พี่ชายได้พูดกับคุณหมออยากจะขอทำกายภาพสัก 7 วัน (ซึ่งในการไปทำกายภาพดิฉันก็ได้ไปเป็นเพื่อนคุณแม่) คุณหมอแผนกกายภาพบำบัดนัดคนไข้พบแพทย์ดิฉันเลยให้พี่ชายมาแทน (คุณหมอแผนกกายภาพบำบัดใจดี)ไม่เหมือนหมอเจ้าของวอร์ด แต่ปรากฎว่าตอนกลางคืนของวันที่ 4 พย. 51 ซึ่งวันนั้นดิฉันก็ได้ไปพยาบาลคุณแม่ทั้งวัน ดิฉันกลับประมาณ 19.00 น.โดยให้น้อยชายอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่แทน ตอนที่น้องกลับคุณแม่ยังไม่มีอาการ(โรงพยาบาลเขาไม่ให้ญาตินอนเฝ้า) ให้ญาติเยี่ยมได้ถึง 20.00 น. ส่งสารคุณแม่คุณแม่มีอาการชักและไม่ดีขึ้น ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและต้องต่อท้อ ดิฉันเห็นสภาพคุณแม่แล้วรู้สึกสงสารมาก ขณะที่ดิฉันได้บรรยายให้ท่านฟังนี้ ดิฉันสงสารคุณแม่มากรู้สึกกำลังใจไม่ค่อยดี คิดอะไรไปต่างต่างนานา อยากลาออกจากงานเพื่อไปดูแลคุณแม่ คิดช้าไปหรือเปล่า น่าจะคิดนานแล้ว คิดไปคิดมาทำให้ดิฉันนอนไม่หลับ เลยต้องนมัสการกับท่าน
และขณะนี้ก็รู้สึกว่าปวดศรีษะมาก ท่านได้โปรดแนะนำในการดำเนินชีวิตด้วย เพราะดิฉันต้องพึ่งยาพารา
กราบนมัสการ
พรกมล วงษ์จินดา(ปู)
6 พฤศจิกายน 2551