เกษตรกรรมธรรมชาติ

(Natural Farming)

มีผู้ใช้ “เกษตรกรรมธรรมชาติ” ในความหมายต่างๆ เช่นหมายถึงการเกษตรกรรมที่คำนึงถึงระบบนิเวศ (Ecologically sound agriculture) ทั่วๆไปเป็นต้น อย่างไรก็ตามข้อเขียนนี้ใช้ชื่อ “เกษตรกรรมธรรมชาติ” เป็นชื่อเฉพาะที่หมายถึงประเภทของเกษตรกรรมทางเลือกประเภทหนึ่ง ซึ่งได้รับการพัฒนาและเผยแพร่ขึ้นโดยนักเกษตรธรรมชาติชาวญี่ปุ่น ที่ชื่อ “มาซาโนบุ ฟูกูโอกะเป็นเฉพาะ

ความคิดและกิจกรรมเกษตรกรรมธรรมชาติของ ฟูกูโอกะ แม้จะไม่แร่หลายมากนักในสังคมตะวันตก แต่ในประเทศไทยแล้วแนวความคิดนี้ดูเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เนื่องจากความคิดทางศาสนาของสังคมไทย โดยที่แนวความคิดและนวทางเกษตรกรรมธรรมชาติได้รับการขานรับทั้งจากกลุ่มกิจกรรมทางศาสนา นักกิจกรรมที่สนใจประยุกต์หลักศาสนากับการพัฒนาสังคม และองค์กรพัฒนาชนบท ภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก และที่น่าสนในมากที่สุดก็คือแม้แต่ สมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยยังเคยมอบโล่เกียรติยศให้ ขณะเขาเดินทางมาเยือนกลุ่มเกษตรแห่งประเทศไทยยังประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๓๓ ทั้งๆ ที่ ฟูกูโอกะ ได้เคยกล่าวหลายครั้งว่า แนวความคิดเกษตรกรรมธรรมชาติของเขามิได้ยืนอยู่บนพื้นฐานความคิดทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งเขาเองก็ปฏิเสธต่อทฤษฎีวิทยาศาสตร์การเกษตรทั้งหลายด้วย (Fuguoka ๑๙๘๕)

จุดเริ่มต้นของเกษตรกรรมธรรมชาติ

มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ชาวญี่ปุ่นผู้วางหลักการเกี่ยวกับเกษตรกรรมธรรมชาติเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในหมู่นักเกษตรกรรมทางเลือกทั่วโลกก่อนหน้าการเดินทางเข้าสู่ “วิถีธรรมชาติ” นั้นเขาเป็นนักวิจัยโรคพืชแห่งโยโกฮามา เมื่ออายุได้ ๒๕ ปีเขาป่วยเป็นโรคปอดอักเสบเฉียบพลัน ความเจ็บป่วยทำให้เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องชีวิตและความตาย ในคืนวันหนึ่งหลังออกจากโรงพยาบาลและเดินล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมายตามริมอ่าวโยโกฮามาจนเหนื่อยอ่อน เขานั่งครึ่งหลับครึ่งตื่นใต้ต้นไม้เหนือเนินเขาบนอ่าวตลอดทั้งคืนและจู่ๆ ในเช้าวันใหม่ขณะที่ประสาทสัมผัสของเขาตื่นขึ้นนั่นเองที่เขาได้สัมผัสกับความจริงอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เขาได้ยินเสียงของนกร้องเห็นเกลียวคลื่นด้วยความรู้สึกอย่างใหม่เขาเข้าในความหมายของชีวิตและความตายและตระหนักขึ้นทันทีทันใดว่าทัศนะของเขาที่เคยผ่านมานั้นเหลวไหลทั้งสิ้น แม้แต่ “วิทยาศาสตร์” ก็เป็นความรู้ที่น่าชัง (ฟูกูโอกะ,๒๕๓๒) และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเขา

อีก ๓ ปีต่อเขาเดินทางกลับบ้าน ทดลองทำการเกษตรตามแบบที่เขาเห็นว่าควรจะเป็น และสอดคล้องกับทัศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตที่เขาได้ค้นพบ อย่างไรก็ตามระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฟูกูโอกะกลับเข้าทำงานรัฐบาลเกี่ยวกับการเกษตรอีกครั้งประมาณ ๘ ปี และเป็นเงื่อนไขให้เขาได้ทดลองเปรียบเทียบเกษตรกรรมธรรมชาติกับการเกษตรสมัยใหม่ หลังสงครามเลิกเขากลับมาบ้านที่เกาะชิโกกุอีกครั้งหนึ่งและได้อุทิศชีวิตทั้งหมดให้กับ

 

เกษตรกรรมธรรมชาติ

หลักการเกษตรกรรมธรรมชาติ

ประสบการณ์หลายสิบปีของฟูกูโอกะได้ถูกถ่ายทอดไว้ในหนังสือ “One Straw Revolution”, “The Road Back to Nature” และ “The Natural Way of Farming” โดยเขาได้วางรากฐานของเกษตรกรรมธรรมชาติของเขาไว้ ๔ ประการ คือ

     

  1. ไม่มีการไถพรวนดิน การไม่ไถพรวนเป็นบทแรกแห่งการเกษตรกรรมธรรมชาติ เนื่องจากในธรรมชาตินั้นพื้นดินมีการไถพรวนโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว โดยการชอนไชของรากพืช โดยสัตว์แมลงและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในดิน กระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กัน เมื่อรากพืชชอนไชไปสู่ใต้ดิน น้ำและอากาศก็จะแทรกซึมเข้าไปด้วย เมื่อพืชตายจุลินทรีย์ก็อาศัยซากพืชนั่นเป็นอาหารเกิดเป็นฮิวมัสที่เป็นธาตุอาหารของพืชขึ้นเอง พืชรากลึกจะช่วยไถพรวนดินชั้นล่างพืชรากตื้นก็จะช่วยพรวนดินบริเวณดินชั้นบน การใส่ปุ๋ยจะทำให้รากพืชอยู่ตื้นและแผ่ขยายตามแนวนอนมากกว่าจะหยั่งลึกลงไป

     

     

  2. งดเว้นการใส่ปุ๋ย เนื่องจากการใส่ปุ๋ยเป็นการเร่งการเจริญเติบโตของพืชแบบชั่วคราวในขอบเขตแคบๆ เท่านั้น ธาตุอาหารที่พืชได้รับก็ไม่สมบูรณ์พืชที่ใส่ปุ๋ยมักจะอ่อนแอส่งผลให้เกิดโรคและแมลงได้ง่ายขึ้น ดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนั้นจะมีสภาพเป็นกรดและเนื้อดินเหนียวไม่ร่วนซุย การใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยพืชสดมีความจำเป็นอยู่บ้างโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ต้องการปรับสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสียไปจากเกษตรกรรมเคมีให้ดีขึ้น

     

     

  3. ไม่กำจัดวัชพืช ฟูกูโอกะเห็นว่า งานกำจัดวัชพืชเป็นงานหนักและแม้นักการเกษตร จะคิดค้นวิธีการกำจัดวัชพืชหลายๆ วิธีแต่ไม่สามารถทำให้วัชพืชหมดสิ้นไปได้กลับยิ่งรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นเราจำเป็นต้องยอมรับการดำรงอยู่ของวัชพืช เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติมิได้ประกอบด้วยพันธุ์ไม้เดียวหากแต่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิดที่อยู่รวมกันทั้งขนาดใหญ่ ไม้ขนาดเล็กหญ้า เฟิร์น และมอส เป็นต้น เกษตรกรรมธรรมชาติต้องคิดค้นกฎเกณฑ์ที่วัชพืชจะควบคุมกันเอง เช่นการปลูกพืชบางประเภทให้คลุมหญ้าแล้วก็เป็นปุ๋ยแก่พืชปลูกด้วย เกษตรกรรมธรรมชาติต้องมองวัชพืชในแง่มุมใหม่ เช่นวัชพืชก็มีประโยชน์ต่อการลดการชะล้างของดินและลดการระเหยของน้ำได้ด้วย

     

     

  4. ไม่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากที่สุดในโลกแต่ก็ไม่เคยกำจัดศัตรูได้โดยเด็ดขาดสามารถหยุดได้ชั่วคราวเท่านั้น ขณะที่ปัญหามลพิษที่เกิดจากสารเคมีประเภทนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศวิทยาและมนุษย์มากขึ้นทุกที

     

ฟูกุโอกะไม่เห็นด้วยแม้การใช้แมลงและจุลินทรีย์มาควบคุมแมลงด้วยกันเองเนื่องจากการทำเช่นนั้นมนุษย์ได้แทรกแซงธรรมชาติมากเกินไป การนำเข้าแมลงชนิดหนึ่งเข้ามาควบคุมแมลงอีกชนิดหนึ่ง อาจสร้างผลกระทบต่อห่วงโซ่สัมพันธ์ของสรรพชีวิตในระบบนิเวศได้ เนื่องจากในโลกแห่งความจริงไม่มีทางบอกได้ว่าอะไรคือแมลงศัตรูพืช อะไรคือแมลงที่เป็นประโยชน์

เกษตรกรรมธรรมชาติมิใช่แค่เพียงหลักการลอยๆ เท่านั้น แต่ได้ผ่านการปฏิบัติมายาวนาน ผลผลิตข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ และข้าวเจ้าของเขาได้ผลผลิตเฉลี่ยถึงไร่ละ ๙๖๐ กิโลกรัม เท่ากับผลผลิตจากสถานีทดลองการเกษตรที่อิไฮมิ ซึ่งถือกันว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวที่มีอัตราผลผลิตสูงสุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

เกษตรกรรมธรรมชาติของฟูกูโอกะในทางปฏิบัติทำโดยการโปรยฟางคลุมพื้นที่นาหว่านข้าวชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับฤดูกาลลงไปพร้อมกับเมล็ดพืชตระกูลถั่ว เทคนิคอย่างหนึ่งของเขาคือการทำกระสุนดินเหนียวหุ้มเมล็ดข้าวเอาไว้เพื่อป้องกันนก หนู และศัตรูอื่นๆ ก่อนที่ข้าวจะงอกมีการใช้เทคนิคการไขน้ำเข้าในที่นาโอกาสที่เหมาะสมเพื่อเปิดโอกาสให้ข้าวเติบโตสู้กับพืชคลุมด้วย

ในหนังสือ “One Straw Revolution” ฟูกูโอกะกล่าวถึงความสำคัญของฟางซึ่งเป็นสิ่งเล็กน้อยที่สุดในสายตาของนักการเกษตรกระแสหลักว่า “ฟาง ย่อมเกี่ยวโยงกับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์ของดิน การงอกของเมล็ดการควบคุมวัชพืช การป้องกันนกที่จิกกินเมล็ด การควบคุมปริมาณน้ำ ไม่ว่าจะกล่าวทางทฤษฎีหรือในทางปฏิบัติก็ตามการใช้ฟางในการเกษตรเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดเสมอ และนี่แหละคืออะไรบางอย่างที่ผมยังไม่สามารถทำให้ผู้คนเข้าใจได้”

บริษัท เศรษฐกิจร่วมด้วยช่วยกัน จำกัด
287/195 ซอย รามคำแหง 21(นวศรี) ถนน ประดิษฐ์มนูธรรม แขวง/เขต วังทองหลาง กทม.10130
E-mail : [email protected]