บันทึกประมวลความคิดอย่างมีระบบจากเหตุการณ์บริการวิชาการนอกคณะฯ จาก 3 แห่งและสอนนักศึกษากิจกรรมบำบัดวันแรก

คำตอบนี้อาจต้องใช้เวลาคิดเล็กน้อยจริงไหมครับ

ผมพยายามถามใจตนเองอยู่ตลอดเวลาในฐานะคนแบบมีและไม่มีความรู้ทางกิจกรรมบำบัด

ประสบการณ์สอนผมจริงๆ จาก

  • การนำเสนอหัวข้อ "ทักษะชีวิตที่มีสุข" แก่ประชาชนผู้สนใจจำนวน 20 คน เนื่องในวันกิจกรรมบำบัดสากล 27 ต.ค. ที่ผ่านมา
  • การสอน "ทักษะชีวิตที่จำเป็นต่อนักศึกษากิจกรรมบำบัดรุ่นแรก" จำนวน 35 คน ในวันแรกของการสอนวิชาแรกในหลักสูตรใหม่ของคณะฯ เมื่อเช้าวันที่ 28 ต.ค.
  • การให้คำปรึกษา "กระบวนการพัฒนาทักษะชีวิตในเด็กพิเศษ" แก่นักกิจกรรมบำบัดและนักจิตวิทยาของสถาบันไพดี้ ร่วมกับอาจารย์ของคณะฯ และผู้บริหารสถาบันฯ รวม 6 คน เมื่อบ่ายวันที่ 28 ต.ค.
  • การสอน "ระบบพัฒนาศักยภาพนักเรียน" แก่คณะครู รร. พิบูลประชาสรรค์ จำนวน 100 คน เมื่อวันที่ 29 ต.ค.

ประเด็นที่ได้รับโดยประมวลระบบความคิดในสามมิติ

  • มิติของการสร้างกรอบความคิดบนพื้นฐานความรู้ที่มีอยู่จริง ได้แก่ โมเดลนิเวศวิทยาของการกระทำของมนุษย์ โมเดล คน-การกระทำที่ไม่อยู่ว่างอย่างมีเป้าหมายและความหมาย (คุณค่า) หรือ Occupation-สิ่งแวดล้อม นโยบายส่งเสริมสุขภาวะจากทักษะชีวิตทั้ง 10 ของ WHO และประสบการณ์ศึกษาค้นคว้าด้านกิจกรรมบำบัดเฉพาะทางจิตสังคมของมนุษย์

 

  • มิติของการวิเคราะห์เบื้องต้นระหว่างผู้อยากเรียนกิจกรรมบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยา ครู ประชาชน รวม 161 คน พบว่า ทุกคนมองศักยภาพของคนอยู่ที่ ทักษะความคิดและแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยมีความตื่นตัวในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมที่คิดเองหรือผู้อื่นคิดในระยะสั้นๆ จากนั้นดำเนินชีวิตในรูปแบบกิจกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ (อยู่ไม่ว่าง มีเป้าหมายคงที่ คุณค่าของตนเองแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งแวดล้อมภายนอกตนเอง) ทั้งนี้กิจกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำจะมีความท้าทายชีวิตบ้าง หากคนๆนั้นรู้สึกถึงทักษะตระหนักรู้ในใจตนเองและเห็นใจผู้อื่น ทำให้มีความเชื่อและคาดหวังในระดับเกินพอดีในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นหากระบบความคิดของทุกคนที่จะย้ายมาสู่การพัฒนาศักยภาพของคนอื่นๆ โดยเฉพาะเด็กพิเศษที่มีความบกพร่องทางการเรียนจากหลายปัจจัย จึงมีกระบวนการจัดการสังเคราะห์กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตได้เพียง 30% ได้แก่ กิจกรรมที่พัฒนาระบบประสาทความรู้สึกและการเคลื่อนไหวตามแนวทางของผู้ให้กิจกรรม มุมมองของผมในฐานะอาจารย์กิจกรรมบำบัดทางจิตสังคมจึงมองภาพของมิติที่บูรณาการประสิทธิผลในการพัฒนาศักยภาพของคนตรงมิตินี้อยู่ที่ความก้าวหน้าบางส่วน

 

  • มิติของการวิเคราะห์เชิงลึกในการเสนอแนวทางการพัฒนาศัยภาพของคน ทั้งผู้ให้และผู้รับกิจกรรมบำบัด ได้แก่ การฝึกทักษะกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลเพื่อรู้จักสื่อสารและสร้างสัมพันธภาพอย่างมีระบบ เมื่อทุกอย่างมีระบบจัดการของตนเอง อารมณ์และความเครียดจะอยู่ในระดับที่ควบคุมและบริหารสู่กระบวนการสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง แก้ไขปัญหาพร้อมๆกับพัฒนาความสามารถอย่างมีความสุขจนเกิด "ทักษะชีวิตที่มีสุข" และจัดการขอบเขตของปัจจัยภายนอกของคนที่เราต้องการพัฒนารวมทั้งตนเอง ได้แก่ ระดับความคาดหวังที่พอดี ไม่เกินจริงหรือเกินความเชื่อและคุณค่าของตนเอง ที่สำคัญสร้างกระบวนการสำรวจและพัฒนาคุณค่าของผู้รับในการกระทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายและมีขั้นตอนที่มีความหมาย บนพื้นฐานของปัจจัยภายในที่ส่งผมต่อความสามารถทางจิตสังคมและความรู้ความเข้าใจได้ทักษะชีวิตด้วยความก้าวหน้าถึง 70% ได้แก่ ความสนใจและทักษะที่มีอยู่ ความสนใจและทักษะที่ต้องการสำรวจอย่างละเอียด จนถึงความเชื่อมั่นในคุณค่าแห่งตนเองและสร้างความสุขแก้ผู้อื่น มุมมองของผมในฐานะอาจารย์กิจกรรมบำบัดทางจิตสังคมจึงมองภาพของมิติที่บูรณาการประสิทธิผลในการพัฒนาศักยภาพของคนตรงมิตินี้รวมกับมิติที่ผ่านมาอยู่ที่ความก้าวหน้า 100%

มิตินามธรรมและรูปธรรมเหล่านี้ คงต้องรอการศึกษาแบบ Action Research โดยเริ่มจากการพัฒนาทักษะชีวิต "ผู้ให้กิจกรรมบำบัด" ให้รู้จักการทำงาน (คิดด้วยเหตุและผลด้วยการจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาความสามารถของคน) เป็นทีมสหวิชาชีพ พร้อมๆกับการสร้างระบบของมิติสู่การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของ "ผู้รับกิจกรรมบำบัด" เช่น การจัดสื่อการเรียนรู้อย่างมีระบบ การเขียน Ecological Curriculum (Individualized Family Plan & Individualized Education Plan) หลังจากทดลอง Action Plan แล้ว 1 สัปดาห์ และการปรับทัศนคติทั้งผู้ปกครองและเพื่อนนักเรียนที่ไม่ใช่เด็กพิเศษอย่างมีระบบ

ปล. ผมขอบคุณสำหรับโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากทุกๆท่านข้างต้น โดยเฉพาะคุณยงยศ ผู้จัดการสถาบันไพดี้ และ ดร. สุปราณี ผอ.รร.พิบูลประชาสรรค์ ในโอกาสนี้ครับ

แล้วท่านผู้อ่าน คิดเห็นอย่างไรครับ ???