ชีวิตที่พอเพียง  : 614. ชีวิตที่ภาคภูมิใจ

 

วันที่ ๑๔ ต.ค. ๕๑ ผมนัดสามสาวมารับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน    และหารือการจัดพิมพ์หนังสือ การจัดการแบบ เคออร์ดิค ที่จะออกใหม่สิ้นปีนี้   เขาช่วยฟื้นความจำกับผมว่า สามสาวนี้แหละคือ ๓ คนแรกที่ทำงานกับผมในยุค หลัง สกว.   เขารื้อฟื้นความจำถึงห้องทำงานที่ชั้น ๑๕ เมื่อปี ๒๕๔๕    ที่ตอนแรกก็มีกัน ๔ คนนี่แหละ

 

ทำให้คนแก่อย่างผมเกิดปิติโสมนัส    ว่าทั้ง ๓ คนรุ่นแรกของยุคหลัง สกว. ต่างก็เติบโตจากภายใน เจริญก้าวหน้าในการทำงานในรูปแบบใหม่   คือเติบโตที่ Core Competency ในการทำงานของตน   ไม่ใช่เติบโตเพราะได้เป็นหัวหน้า หรือมีตำแหน่งหรูหราใหญ่โต

 

ตำแหน่งเป็นเรื่องสมมติ    ที่ สคส. เราโจ๊กกันว่า ที่ สคส. มีตำแหน่งอยู่ ๒ ตำแหน่งเท่านั้น คือ MD (Managing Director) กับ Manager    ดังนั้น นอกจาก ดร. ประพนธ์ ที่เป็นผู้อำนวยการแล้ว    คนอื่นๆ เป็น ผู้จัดการ ทุกคน   เป็นผู้จัดการที่มีลูกน้องคนเดียว คือตัวเอง

 

ในกลุ่มสามสาว คนที่มาอยู่กับผมเป็นคนแรกคือคุณนก (ขวัญชนก โชติช่วง) มาทำหน้าที่ผู้ช่วย    ซึ่ง สกว. เรียกว่าตำแหน่งเลขานุการ    ๖ เดือนต่อมาคุณแอนน์ (ชุติมา อินทรประเสริฐ) ก็มาทำหน้าที่ดูแลงาน ADRF (Asian Development Research Forum) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก IDRC   แอนน์เก่งหลายด้าน ภาษาอังกฤษดีมากทั้งพูดและเขียน    และอีก ๖ เดือนต่อมาคุณผึ้ง (ภัทรพร คงบุญ) ก็มาอยู่ เป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ และมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  

 

ทุกคนได้แสดงฝีมือในการทำงานอย่างมีคุณภาพ  และมีการเรียนรู้    ทำงานเก่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นที่เลื่องลือ   คนแรกที่เปลี่ยนฐานะคือนก    เมื่อ สกว. ต้องการคนทำจดหมายข่าวและเห็นว่านกน่าจะทำได้    นกก็ได้ลองทำ    ซึ่งเธอก็ทำได้ดี    จนในที่สุดผมก็เสนอต่อ สกว. ให้ย้ายนกกลับ สกว. และทำงานจัดทำจดหมายข่าวเต็มเวลา    โดยรับคนอื่นมาทำหน้าที่เลขานุการของผมแทน    ตอนหลังเธอก็ได้ทำงานในทีมสื่อสารองค์กรเพื่มขึ้นด้วย

 

ผมจำไม่ได้ว่าแอนน์หรือผึ้งเปลี่ยนฐานะก่อน   แอนน์เปลี่ยนจากเจ้าหน้าที่ ADRF มาเป็นเจ้าหน้าที่ของ สคส. เพราะเมื่อครบสัญญากับ IDRC เราไม่ทำ ADRF ต่อ ทั้งๆ ที่ IDRC อยากให้ทำ    และเมื่อ สคส. แปรมาเป็นมูลนิธิเลี้ยงตัวเอง    แอนน์ก็ทำหน้าที่เสมือนผู้จัดการทั่วไปของ สคส.    คือเป็นพี่ใหญ่ หรือเบอร์ ๒ ถัดจาก อ. ประพนธ์    และวันนี้รับเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มใหม่ให้ผม คือ การจัดการแบบ เคออร์ดิค

 

ตอนรับผึ้งเข้ามาทำงาน ผมรายงานในการประชุมมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ว่าเป็นการจ้างเจ้าหน้าที่ประจำครึ่งคน    ทำงานประสานงาน ค้นข้อมูล จัดประชุม บันทึกการประชุม และงานอื่นๆ ของคณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ (SAC) รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ     สมเด็จองค์ประธานมูลนิธิ คือสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ตรัสถามว่าจ้างครึ่งคนหมายความว่าอย่างไร   อีกครึ่งหนึ่งทำอะไร    คำตอบคืออีกครึ่งหนึ่งทำงานให้มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย   ทำหน้าที่ประสานงานให้แก่คณะกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น และรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่    ซึ่งตอนนั้นผมเป็นประธาน   จนอีก ๓ ปีต่อมาผมได้รับแต่งตั้งเป็นประธานรางวัลนานาชาติ (IAC) ของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ อีกตำแหน่งหนึ่ง    จึงต้องดึงผึ้งมาช่วยงานของกรรมการชุดนี้ด้วย   และขออีกครึ่งตัวจากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย   มาอยู่ที่ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์เต็มตัว    ทำงานให้แก่ IAC และ SAC

 

ผู้คนมักบอกกันว่าใครได้ทำงานกับอาจารย์วิจารณ์จะได้ดี   เพราะอาจารย์วิจารณ์ฝึกคนเก่ง    ซึ่งก็มีทั้งส่วนจริงและไม่จริง    ส่วนที่จริงคือผมมีคาถาให้ทุกคนสำหรับถือปฏิบัติเพื่อความก้าวหน้าของตนเอง    คาถานี้สั้น ๒ พยางค์เท่านั้น คือ ช่วยดะ   หมายความว่าให้สร้างตัวจากการทำงานในหน้าที่ของตัว และช่วยเหลือคนอื่นๆ    ให้ได้ชื่อว่าเป็นคนมีน้ำใจ   และทำให้เราได้เรียนรู้งานของเพื่อน   ที่จริงผมมีคาถาอีกหลายบท แต่ที่สำคัญที่สุดก็ ช่วยดะ นี่แหละ

ที่ว่าไม่จริงนั้น ก็เพราะเขาได้ดีจากการลงมือทำของเขาเอง    ส่วนนี้มีน้ำหนักไม่ ต่ำกว่า ๘๐%  คาถาของผมช่วยได้ไม่เกิน ๒๐%

 

คาถาช่วยดะทำให้ผึ้งช่วยงานของรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ทุกด้าน จนเป็นที่ชมเชยของผู้ใหญ่    ผมก็พลอยได้รับคำชมเชยไปด้วย ว่าเลือกคนเก่ง

 

ทั้งสามสาว ทำให้ผมได้รับกิตติศัพท์ ว่าเลือกคนเก่ง และฝึกคนเก่ง

กิตติศัพท์เช่นนั้น ให้ความสุขความภูมิใจน้อยนิด   เมื่อเทียบกับการได้เห็นความเจริญก้าวหน้า    และอนาคตที่สดใส ของแต่ละคน   

 

วิจารณ์ พานิช

๑๔ ต.ค. ๕๑

จากซ้าย แอนน์  ผึ้ง  นก