กฤษฎีกาตีความ อปท. อุดหนุนโรงเรียนได้

สพฐ.เตรียมบรรจุขรก.ครู1.7หมื่นอัตรา

เน้นเรียกผู้สอบขึ้นบัญชี-ย้ายครูคืนถิ่น กฤษฎีกาตีความ"อปท."อุดหนุนร.ร.ได้
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการบรรจุข้าราชการครูแทนตำแหน่งที่ว่างว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะบรรจุข้าราชการครูแทนตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการปกติ และแทนตำแหน่งที่เข้าโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่รีไทร์ รวมประมาณ 17,000 อัตรา โดย สพฐ.จะให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) วางแผนการบรรจุข้าราชการครูสอนให้ตรงตามวุฒิสาขาวิชาที่จบ ซึ่งอาจจะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลของโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ ว่า โรงเรียนใดขาดแคลนครูกี่คนและขาดวิชาเอกอะไรบ้าง โดยให้จัดทำแผนเสนอขึ้นมาเพื่อจะได้วางแผนการบรรจุข้าราชการครูเข้าไปทดแทน ทั้งนี้ ข้าราชการครูที่จะบรรจุใหม่อาจจะแบ่งอัตราส่วนหนึ่งไปแก้ปัญหาให้กับข้าราชการครูได้สามารถย้ายกลับคืนถิ่นภูมิลำเนา เนื่องจากปัจจุบันนี้มีข้าราชการครูที่ทำงานสอนอยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกลภูมิลำเนา แต่ไม่สามารถย้ายออกมาได้ เพราะโรงเรียนนั้นๆ ขาดแคลนครูอยู่ แต่หากมีการบรรจุข้าราชการครูใหม่จำนวนหนึ่งเข้าไปในพื้นที่แทนครูกลุ่มนี้ได้ ก็จะช่วยทำให้ข้าราชการครูเหล่านี้ได้ย้ายกลับไปสอนโรงเรียนใกล้บ้านได้มากขึ้น
"ขณะนี้ทาง สพฐ.กำลังเร่งจัดทำโครงการครูคืนถิ่นขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งอาจจะต้องหมุนผู้ที่สอบขึ้นบัญชีไว้ประมาณ 20,000 อัตรา เข้าไปแทนที่ โดยการพิจารณาให้ข้าราชการครูได้ย้ายกลับคืนถิ่นภูมิลำเนา หรือย้ายกลับไปสอนโรงเรียนใกล้บ้านจะพิจารณาดูความจำเป็นของข้าราชการครูแต่ละคน เช่น สอนอยู่โรงเรียนเดิมมา 10-15 ปี แล้วแต่ไม่มีโอกาสได้โยกย้ายเลย ก็จะให้โอกาสข้าราชการครูเหล่านี้ได้ย้ายกลับไปสอนโรงเรียนใกล้บ้าน แล้วจะใช้อัตราข้าราชการครูบรรจุใหม่เข้าไปบรรจุสอนทดแทน เพราะอายุยังน้อย คงมีข้อต่อรองไม่มาก และน่าจะสามารถไปปฏิบัติงานสอนในพื้นที่ห่างไกลได้" เลขาธิการ กพฐ.กล่าว และว่า ในแต่ละปีจะมีข้าราชการครูทำเรื่องขอย้ายกลับคืนถิ่นภูมิลำเนาจำนวนหลายหมื่นคน แต่สามารถพิจารณาย้ายได้จำนวนน้อยมาก เพราะ สพฐ.มีกฎเหล็กว่าข้าราชการครูจะย้ายออกจากพื้นที่ที่ขาดแคลนครูไม่ได้ จะให้ย้ายได้เฉพาะที่สอนอยู่ในพื้นที่ที่มีจำนวนครูเกินเกณฑ์เท่านั้น และต้องย้ายไปยังโรงเรียนที่มีครูขาดแทนเท่านั้นด้วย ดังนั้น ใครที่สอนอยู่ในโรงเรียนที่ขาดครูอยู่แล้ว ก็ไม่สามารถโยกย้ายออกไปได้
     คุณหญิงกษมากล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงรอยต่อที่ยังไม่ได้รับงบประมาณประจำปี 2552 มา อาจจะทำให้การบรรจุข้าราชการครูใหม่ล่าช้า ซึ่งตนกำลังพิจารณาดูว่าถ้างบประมาณมีผลใช้บังคับเมื่อใดจะส่งงบประมาณจำนวนหนึ่งไปให้โรงเรียนก่อน โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีความจำเป็น เพราะการเออร์ลี่ฯในปีนี้มีข้าราชการครูจำนวนหนึ่งที่ป่วยและจำเป็นต้องออก จึงจำเป็นต้องเร่งส่งเงินค่าตอบแทนให้โรงเรียนไปจ้างครูสอนชั่วคราวก่อน ทั้งนี้ ในการบรรจุข้าราชการครูใหม่ครั้งนี้จะให้เรียกผู้ที่สอบขึ้นบัญชีมาบรรจุให้หมดก่อน แต่หากสาขาวิชาใดมีผู้สอบขึ้นบัญชีไว้ไม่มาก ก็ให้เปิดสอบใหม่
    แหล่งข่าวจาก สพฐ.เปิดเผยด้วยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความเรื่องการสนับสนุนโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามข้อหารือของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สรุปว่าการส่งเสริมการศึกษาให้แก่โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนไปสังกัด อปท.ด้วยการจ้างครู การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ และสื่อการเรียนการสอนที่จำเป็น อปท.ต่างๆ สามารถกระทำได้ พร้อมกับได้เสนอแนะให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้วางระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ และให้ สพฐ.กำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์ของการขอรับการสนับสนุนจาก อปท.ด้วย
     ด้านนายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ.กำลังหารือเพื่อกำหนดรายละเอียดการขอรับการสนับสนุน ซึ่งเบื้องต้นน่าจะเป็นสื่อ อุปกรณ์การเรียนการสอน และบุคลากร ภายใน 1-2 วันนี้น่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมด

 

ที่มา มติชน ค่ะ