มีชาวบ้านผู้สนใจใคร่จะเรียนบาลีได้สอบถามมาเสมอ ซึ่งผู้เขียนก็ลำบากใจที่จะแนะนำ นอกจากว่าให้ไปสมัครเรียนตามมหาวิทยาลัยซึ่งบางแห่งก็เปิดสอนอยู่ หรือไม่ก็ไปสมัครเรียนตามสำนักเรียนในวัดต่างๆ ที่เปิดสอนกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย และเมื่อวานก็มีอีเมล์ถามมาอีก ดังนั้น บันทึกนี้ จึงถือโอกาสเล่าโครงสร้างของภาษาบาลีสำหรับผู้สนใจเพื่อจะเป็นแนวทางนำไปศึกษาต่อได้...

จะรู้ภาษาบาลีหรือแปลบาลีแต่งบาลีได้ ต้องเริ่มต้นด้วยการเรียนไวยากรณ์ (ความหมายของคำว่า ไวยากรณ์ แปลว่า ทำเนื้อความให้แจ่มแจ้ง ผู้สนใจ คลิกที่นี้ ) ซึ่งจำแนกได้ ๔ หมวด กล่าวคือ

  • อักขรวิธี
  • วจีวิภาค
  • วากยสัมพันธ์
  • ฉันทลักษณ์

...........

อักขรวิธี ว่าด้วยระเบียบอักษร มี ๒ เรื่อง ได้แก่...

สมัญญาภิธาน ว่าด้วยลำดับของสระและพยัญชนะตามที่เข้าใจกัน ซึ่งในบาลีนั้น มีสระ ๘ ตัว พยัญชนะ ๓๓ ตัว... มีรายละเอียดเช่นเสียงสั้นเสียงยาว แหล่งที่เกิด หรือการซ้อนตัว ฯลฯ

สนธิ ว่าด้วยการเชื่อมต่ออักษร เช่น ลบสระข้างหน้าแล้วทำสระข้างหลังให้ยาวขึ้นมา แปลงตัวหนึ่งเป็นอีกตัวหนึ่งได้อย่างไรบ้าง ฯลฯ

อักขรวิธีนี้ไม่ยากนัก ผู้สนใจอาจไปซื้อหนังสือมาอ่านเล่นๆ ได้ ซึ่งมีส่วนสำคัญเยอะที่ต้องจำได้ขึ้นใจเพื่อนำไปใช้...

..............

วจีวิภาค ว่าด้วยการจำแนกถ้อยคำที่ใช้พูด มี ๕ เรื่อง ได้แก่...

นาม ว่าด้วยคำนามที่ใช้เป็นชื่อสิ่งต่างๆ ซึ่งจำแนกรายละเอียดออกไปหลายอย่าง เช่น นามนาม สรรพนาม คุณนาม... ซึ่งคำนามเหล่านี้ ก่อนนำไปใช้ต้องประกอบด้วย ลิงค์ วจนะ และ วิภัตติ... ลิงค์คือเพศ นั่นคือ คำนามในภาษาบาลีจะมีเพศ (ผู้รู้บอกว่าเหมือนภาษาฝรั่งเศษ) การกำหนดรู้เพศต้องดูที่ การันต์ ซึ่งหมายถึงสระที่สุดศัพท์...

เรื่องนามนี้ ปัญหาก็คือการนำไปแจกวิภัตติ ซึ่งต้องท่องแบบให้ได้ เช่น ปุริโส ปุริสา ปริสํ ปุริเส... ซึ่งผู้สนใจและมีเชาว์ปัญญาอยู่บ้าง อาจขอคำแนะนำจากผู้รู้แล้วไปฝึกท่องฝึกทำด้วยตนเองได้... แต่ถ้าไม่จำพวกนี้ ก็ไม่ต้องพูดถึงการเรียนบาลีอีกต่อไป...

อนึ่ง ยังมีจำนวนนับในภาษาบาลีซึ่งเรียกกันว่า สังขยา ก็สอดแทรกอยู่ในเรื่องนี้ ซึ่งต้องท่องจำ และนำไปแจกทำนองเดียวกับคำนามข้างต้น...

นอกนั้นก็ยังมีคำนามอีกหมวดหนึ่งซึ่งไม่ต้องนำมาแจกทำนองนี้ เรียกว่า อัพยยศัพท์ ได้แก่ อุปสัค นิบาต ปัจจัย ซึ่งอัพยยศัพท์ทั้งหมดนี้ ก็ต้องท่องจำเช่นเดียวกัน... 

 

 

อาขยาต ว่าด้วยคำกิริยาหลัก นั้นคือ ในหนึ่งประโยคจะมีคำที่เป็นกิริยาหลักอยู่ตัวเดียวเท่านั้น ซึ่งเกือบทั้งหมดจะเป็นกิริยาอาขยาต โดยแต่ละตัวนั้นจะบ่งบอกองค์ประกอบ ๘ ประการเป็นอย่างน้อย เช่น พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ... คจฺฉามิ เป็นกิริยาอาขยาต แยกเป็น คม+อ+มิ = คจฺฉามิ ซึ่งมาจาก คมฺ ธาตุ(รากศัพท์) ในความหมายว่า ถึง., อ ปัจจัยบ่งบอกว่าเป็น กัตตุวาจก.,  มิ วิภัตติ บ่งบอกว่าเป็น อุตตมบุรุษ ปัจจุบันกาล เอกวจนะ และจัดเป็นปรัสสบท

เรื่องอาขยาตนี้ ระยะแรกค่อนข้างสับสน แต่ถ้าขยันค้นและหมั่นสังเกตก็ไม่ยาก... แต่ก็ต้องท่องพวกปัจจัยและวิภัตติให้ได้ดังใจ เพื่อจะนำไปใช้ได้คล่อง...

 

กิตก์ ว่าด้วยคำศัพท์ที่ลงด้วยปัจจัยกิต ซึ่งจำแนกเป็นสองส่วน กล่าวคือ ส่วนที่เป็นนามกิตก์ซึ่งนำไปใช้เป็นนาม และกิริยากิตก์ซึ่งนำไปใช้เป็นกิริยา...

นามกิตก์ เป็นการศึกษาถึงที่มาของคำนามทั่วไปจนถึงรากศัพท์ของคำนั้นๆ เช่น บาลี แปลว่า รักษาพระพุทธพจน์ (พุทธวจนํ ปาเลตีติ ปาลี เคยเล่าไว้ คลิกที่นี้ ) ซึ่งคำศัพท์ในเรื่องเล่าบาลี">ภาษาบาลีเกือบทั้งหมดที่ผู้เขียนตั้งวิเคราะห์ (หรือวจนัตถะ) ไว้นั้น ก็คือนามกิตก์นี้เอง

กิริยากิตก์ เป็นการนำรากศัพท์มาประกอบเป็นกิริยาขยายความในระหว่างประโยค แต่บางตัวก็สามารถเป็นกิริยาหลักได้...

นามกิตก์นั้น ระยะแรกค่อนข้างเข้าใจยากในระเบียบการแปลและการปรุงศัพท์ แต่เมื่อเข้าใจแล้วก็ทำให้สนุกเพลิดเพลินได้ ส่วนกิริยากิตก์นั้นไม่ยากท่องเฉพาะปัจจัยและที่แปลงนิดหน่อยก็ทำความเข้าใจได้แล้ว... สำหรับนักเรียนบาลี ถ้าเรียนจบเรื่องกิตก์แล้ว ก็อาจเริ่มหัดแปลบาลีผิดๆ ถูกๆ ได้แล้ว และหลักสูตรเร่งรัดโดยมาก เมื่อเรียนถึงเรื่องกิตก์ก็มักจะให้นักเรียนหัดแปลประโยคหรือนิทานเรื่องง่ายๆ ด้วย และเริ่มแนะนำหลักการแปลควบคู่ไปด้วย...

 

สมาส ว่าด้วยการผสมคำศัพทตั้งแต่สองศัพท์ขึ้นไปเป็นศัพท์เดียว เช่น พุทฺธสฺส วจนํ พุทฺธวจนํ (พระดำรัส ของพระพุทธเจ้า ชื่อว่า พุทธพจน์) นั้นคือ พุทธวจนํ เป็นคำสมาส เรียกว่า ฉัฎฐีตัปปุริสสมาส

เรื่องสมาสนี้ สามารถเรียนเองได้ จากหนังสือที่มีผู้เขียนอธิบายไว้หลายสำนวน แต่จะเรียนได้ดีก็ต้องจำชื่อของสมาสทั้งหมดและตัวอย่างของสมาสแต่ละอย่างไว้ เพราะศัพท์สมาสบางคำนั้นมีคำศัพท์ผสมกันหลายคำ เรียกกันว่าสมาสหลายชั้นหรือสมาสท้อง เช่น อหิวาตกโรค จัดเป็นสมาสท้อง แปลว่า โรคอันเกิดแต่ลมมีพิษเพียงดังพิษแห่งงู (เคยเล่าแล้ว คลิกที่นี้)

 

ตัทธิต ว่าด้วยการใช้ปัจจัยแทนคำศัพท์บางคำ เช่น นาวิโก (นาวา + อิก) แปลว่า ผู้ข้ามด้วยเรือ, ผู้อยู่ในเรือ, ผู้มีเรือ ฯลฯ... ซึ่ง นาวา แปลว่า เรือ ส่วน อิก เป็นปัจจัยใช้แทนข้อความอื่นได้ตามความเหมาะสม... โดย นาวิโก นี้ อาจแปลให้ตรงกับสำนวนไทยได้ว่า ชาวเรือ (คำว่า ชาว ในภาษาไทยนี้ มีผู้ให้ความเห็นว่าทำหน้าที่เหมือนปัจจัยในตัทธิต ดังเช่นในภาษาไทยว่า ชาวเรือ ชาวประมง ชาวสวน ชาวเมือง ชาวไทย ฯลฯ)

เรื่องตัทธิตนี้ อาจง่ายที่สุด เพราะถ้าเรียนมาถึงนี้แล้วก็จะทำความเข้าใจได้เอง แต่การต้องจำชนิดของตัทธิตและปัจจัยทั้งหมดก็ยังเป็นความสำคัญที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

............

วากยสัมพันธ์ ว่าด้วยโครงสร้างประโยคและความเชื่อมโยงของถ้อยคำทั้งหมด... ซึ่งเมื่อเริ่มหัดแปลก็จะต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ เช่น

  • ธนํ เม อตฺถิ
  • ธนํ อันว่าทรัยพ์ เม ของฉัน อตฺถิ มีอยู่

ถ้าแปลอย่างนี้คำว่า เม เชื่อมโยงเข้ากับคำว่า ธนํ ซึ่งเรียกตามสัมพันธ์ว่า เม เป็นสามีสัมพันธะของ ธนํ

 

  • ธนํ เม อตฺถิ
  • ธนํ อันว่าทรัพย์ อตฺถิ มีอยู่ เม แก่ฉัน

ถ้าแปลอย่างนี้ คำว่า เ เชื่อมโยงเข้ากับคำว่า อตฺถิ ซึ่งเรียกตามสัมพันธ์ว่า เม เป็นสัมปทานะใน อตฺถิ

 

ผู้ที่สามารถแต่งแปลบาลีได้ดีในเบื้องต้นและอาจเรียนไปถึงชั้นสูงๆ ได้ไม่ยาก เพราะมีความเข้าใจเรื่องวากยสัมพันธ์นี้เอง ส่วนผู้ที่ไม่เข้าใจนั้น มักจะเรียนไปได้ไม่ไกลนัก... ซึ่งจะเข้าใจได้นอกจากค้นคว้าขบคิดแล้ว ต้องอาศัยชั่วโมงแปลเยอะๆ ด้วย นั่นคือ ถ้าเพียงแต่ค้นคว้าและขบคิด หรือเพียงแต่ขยันแปลอย่างเดียว ก็มิอาจชำนาญในเรื่องนี้ได้

...........

และสุดท้าย ฉันทลักษณ์ ว่าด้วยการแต่งร้อยกรองในภาษาบาลี ซึ่งเป็นเรื่องชั้นสูง ผู้ที่แปลคัมภีร์ได้แล้ว และสนใจเรื่องนี้ อาจทำความเข้าใจและฝึกหัดเองได้ไม่ยาก...

อย่างไรก็ตาม ภาษาบาลี เมื่อแปลงมาเป็นภาษาไทย ก็ย่อมมีการตัดต่อแต่งเติมหรือเพี้ยนไปจากเดิม ซึ่งผู้สนใจก็ต้องหมั่นสังเกตพิจารณาเอาเอง...

ตามที่เล่ามา ก็ยังไม่รู้ว่า ผู้ที่สนใจใคร่จะเรียนบาลีนั้น สนใจแค่ไหน เพียงใด และอย่างไรกันแน่... อย่างไรก็ตาม บันทึกนี้อาจพอเป็นแนวทางสำหรับผู้สนใจในเบื้องต้นได้บ้าง...