เศรษฐกิจอินเดีย

 เศรษฐกิจอินเดีย:การเติบโตสูงรองจากประเทศจีน

ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2549

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญไปสัมมนาที่ฮ่องกง ในหัวข้อเรื่อง "ปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจ และสังคมในอนาคต" หัวข้อที่ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง คือ เศรษฐกิจจีนและอินเดีย ที่เรียกว่า chindia ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไมไม่เรียกว่า inna ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนเป็นดาวรุ่งมาแรงตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา แต่ประเทศอินเดียนั้นจะเป็นประเทศดาวรุ่งใหม่ของศตวรรษที่ 21 ที่จะเติบโตในอัตราที่สูง

แม้ว่าขนาดเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังต่ำกว่าประเทศจีนค่อนข้างมาก แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ มีการเปิดประเทศมากขึ้น จากเดิมที่อินเดียเป็นเศรษฐกิจค่อนข้างปิด ที่เน้นการเติบโตของความต้องการภายในประเทศ แต่ในระยะ 4-5 ปีหลังนี้ มีการเปิดประเทศต่อการค้าและการลงทุนต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ด้วยการปรับลดโครงสร้างภาษีนำเข้าอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากจีนแล้ว อินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ ในปี 2549 นี้ คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัวได้ในอัตราประมาณร้อยละ 8.9 ซึ่งสูงเป็นลำดับที่สองรองประเทศจีน และยังคาดการณ์ว่าในอนาคตจะยังเติบโตได้ในอัตราประมาณร้อยละ 8 ต่อไปอีกหลายปี

ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตในอดีตที่ผ่านมา คือการขยายตัวสูงของการบริโภค อันเกิดจากกำลังซื้อของประชากรที่เพิ่มขึ้น ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ในอนาคตการขยายตัวจะมาจากการลงทุนภาคเอกชน ดังนั้น อินเดียจึงเป็นที่สนใจของประเทศต่างๆ แม้ว่าจะยังไม่สามารถจะดึงดูดการลงทุนต่างประเทศได้มากเท่ากับประเทศจีน

ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีสังคมที่หลากหลาย ในปัจจุบันมีประชากรอยู่ประมาณ 1,100 ล้านคน และยังขยายตัวในระดับสูงที่คาดว่าจะมีประชากรแซงหน้าประเทศจีนในอนาคตอันไม่ไกลมากนี้ เพราะประเทศจีนมีนโยบายในการควบคุมการเพิ่มของประชากรที่ได้ผล ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นวัยทำงานที่ประมาณร้อยละ 60 ของประชากรมีอายุต่ำกว่า 29 ปี ประเทศอินเดียประกอบด้วย รัฐต่างๆ จำนวน 19 รัฐ มีศาสนาอยู่ถึง 8 ศาสนา ดังนั้น จึงมีงานประเพณีเทศกาลต่างๆ มากถึง 72 ครั้งในแต่ละปี

สำหรับในอนาคตแล้ว อินเดียยังมีโอกาสการขยายการผลิตบริการไปสู่การผลิตอื่นๆ มากขึ้น กลไกขับเคลื่อนที่สำคัญของอินเดียในอนาคต คือการลงทุนในการขยายบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน นับตั้งแต่ระบบคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร สาธารณสุขต่างๆ สำหรับรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้แล้ว ยังจะมีการเติบโตสูงของการก่อสร้างสำหรับการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ตลอดจนธุรกิจโรงแรม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอินเดียอยู่ที่มีการขาดดุลแฝด ที่มีการขาดดุลการคลังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ สัดส่วนของการขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 7.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และหนี้สาธารณะที่สูงด้วยเช่นกัน ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 98 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม นอกจากนี้แล้ว การเติบโตของเศรษฐกิจในอัตราที่สูงอย่างรวดเร็วนี้ ทำให้มีความต้องการนำเข้าสูง ดังนั้น อินเดียจึงมีดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มขาดดุลตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา ปัจจัยดังกล่าวจึงอาจจะจำกัดการเจริญเติบโตในระยะยาวได้

แม้ว่าในระยะสั้นแล้ว ประเทศไทยจะมีการค้าขายกับประเทศอินเดียค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้ ยอดการส่งออกไปประเทศอินเดียในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ จะมีมูลค่า 1,110 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.3 ของยอดมูลค่าการส่งออกรวม (เทียบกับร้อยละ 8.6 ของการส่งออกไปตลาดจีน) แต่เป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง ทั้งนี้ ในปี 2548 ที่ผ่านมา การส่งออกไปประเทศจีนขยายตัวถึงร้อยละ 67.4

โดยสินค้าส่งออกหลักๆ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า พลาสติก และผลิตภัณฑ์พลาสติก รถยนต์ ยางและผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องประดับและอัญมณี และมีการนำเข้าจากประเทศอินเดียในสัดส่วนร้อยละ 1.3 ของการนำเข้ารวมและมีดุลการค้าเกินดุลเล็กน้อย