
ป้องอายุ ๒ ขวบครึ่ง ไปโรงเรียนอนุบาลครูจิ๊บได้ไม่กี่เดือน ยังไม่ต้องแต่งชุดนักเรียน พ่อแม่พาไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่ที่ห้าง
ป้องยืนดูรองเท้าที่พนักงานหยิบมาให้ คู่แรกเป็นรองเท้าผ้าใบสีชมพู มีเชือกผูกสีชมพูสดใส อีกคู่เป็นรองเท้าทำจากวัสดุสวมสบายสีฟ้าลายการ์ตูน มีสายคาดที่หลังเท้า ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอาคู่ไหนดี คุณพ่อใจดีให้ซื้อทั้งสองคู่
เช้าวันจันทร์ แต่งตัวเสร็จ ป้องหยิบรองเท้าคู่สีฟ้าแล้ววาง หยิบสีชมพูแล้ววาง แล้วหยิบสีฟ้าข้างหนึ่งกับสีชมพูอีกข้างหนึ่งมาวางคู่กัน
“ป้องใส่รองเท้าทั้งสองคู่ไปโรงเรียนได้มั๊ยครับแม่” ป้องถาม
“หนูจะใส่ยังไงทีเดียวสองคู่” แม่สงสัย
“ใส่ข้างละสีไงแม่ ได้มั๊ยครับ” ป้องยิ้มหวานให้แม่แบบมั่นใจสุดๆ
“ได้สิครับ”
ป้องยิ้มแป้น หน้าบาน หยิบรองเท้ามาสวม ข้างหนึ่งสีชมพู ข้างหนึ่งสีฟ้า จูงมือพี่แดงไปยืนรอรถโรงเรียนมารับหน้าบ้าน
เย็นนั้น ป้องกลับมาเล่าด้วยความตื่นเต้นว่า “เพื่อนป้องมามุงดูรองเท้าป้องกันใหญ่เลยแม่”
วันรุ่งขึ้น ป้องใส่รองเท้าข้างละสีไปโรงเรียนอีก ด้วยความมั่นใจเช่นเคย
เย็นวันนั้น ป้องบอกแม่ว่า
“แม่ครับ ครูถามว่า ป้องทำไมใส่รองเท้าผิดคู่”
“แล้วหนูว่ายังไงละลูก”
“พรุ่งนี้ ป้องจะไม่ใส่แบบนี้อีกแล้ว”
เวลาผ่านไป ๒๒ ปี รองเท้าแตะแฟชั่นข้างละสีวางขายเกร่อ ทำให้ฉันคิดถึงหน้าใสๆ มั่นใจสุดๆ ของป้องเมื่อครั้งกระโน้น
เชื่อว่า อีกไม่นาน จะมีรองเท้าผ้าใบข้างละสีผลิตออกมาขาย แม่จะบอกป้องว่า “หนูเป็นผู้นำแฟชั่นมาตั้ง ๒๒ ปีแล้วลูก”
คนที่คิดนอกกรอบมีแต่เด็กเล็กๆ กับผู้ใหญ่สติเฟื่องเท่านั้น และการค้นพบใหม่ๆ มีจุดเริ่มต้นมาจากความคิดหลุดกรอบแบบนี้แหละ.
จันทร์ที่ ๖ ต.ค. ๒๕๕๑
บันทึกท้ายเรื่องของแม่ แม่เก็บของใช้ลูกชิ้นสำคัญๆ ไว้ในตู้หน้าห้องนอน เวลาคิดถึงก็หยิบออกมาดู รองเท้าสีฟ้าของป้องยังอยู่ แต่ผ้าใบสีชมพูหาไม่เจอ เหลือแต่คู่หนังสีชมพูของน้องรัก
แวะมาอ่านบล็อกคะ น่ารักดี อ่านแล้วก็นึกถึงลูกชายตัวกะเปี๊ยกของตัวเอง เเพ่ง 5ขวบครึ่งเองคะ เด็กมีอะไรๆให้เราประหลาดใจเสมอ **
สวัสดีค่ะ
เรื่องราวน่ารักนะคะ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักน้องเก๋ค่ะ
แวะเข้าไปจ๊ะจ๋ากับเก๋น้อยแล้วนะจ๊ะ