คัมภีร์ฎีกา คัมภีร์อนุฎีกา คัมภีร์โยชนา 

คัมภีร์ฎีกา


คำว่า  “ฎีกา”  แปลว่า  วาจาเป็นเครื่องกำหนด  เล็งนัยเฉพาะคำพูด  การเกิดขึ้นของฎีกานั้น  มีจุดหมายสำคัญเพื่ออธิบายคำในอรรถกถาให้เข้าใจง่ายขึ้น   และจะอธิบายเฉพาะข้อความที่ยากหรือไม่ชัดเจนมากกว่าแง่อื่น  เพราะในอรรถกถานั้นจะอธิบายพระไตรปิฎกในแง่มุมต่าง ๆ  อย่างกว้างขวาง   ในแง่ของความคิด   ความเชื่อ  ประเพณี  วัฒนธรรม  ฯลฯ  


คำว่า  “ฎีกา”   นี้  มักจะใช้คำอื่นนำหน้า  เช่น  คำว่า ลีนัตถปกาสนา  ลีนัตถปกาสินี   ซึ่งแปลว่า   การประกาศหรือเปิดเผยเนื้อความที่เร้นลับ บางครั้งก็ใช้คำว่า   ลีนัตถโชตนา  หมายถึง การทำเนื้อความที่ลี้ลับให้สว่าง  และมีคำอื่น ๆ   เช่น  คำว่า  ทีปนี   เป็นคำลงท้าย  ซึ่งหมายถึงการอธิบายให้แจ่มแจ้ง   ซึ่งเหล่านี้ล้วนจัดอยู่ในประเภทฎีกาทั้งสิ้น


คัมภีร์ฎีกาถือกำเนิดขึ้นหลังอรรถกถา  ดร.  จีพี มาล   ลาเซเกรา  (Dr.  G.P. Malalakera) ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า  “บ่อเกิดของคัมภีร์ฎีกาแตกต่างจากอรรถกถา   คือ  มีบ่อเกิดที่ศรีลังกาเป็นครั้งแรก    และผู้แต่งคัมภีร์ฎีกาก็เป็นปราชญ์ชาวศรีลังกา”  


ประวัติความเป็นมาของคัมภีร์ฎีกานั้นมีเรื่องเล่าว่า  ในพุทธศตวรรษที่  17  พระมหากัสสปะ  เป็นพระเถระรูปหนึ่งของศรีลังกา  (ชื่อไปพ้องกับพระมหากัสสปะ   สมัยทำสังคายนาครั้งที่  1 )  ได้จัดให้มีการทำสังคายนาขึ้นซึ่งนับว่าเป็นสังคายนาครั้งที่  7 โดยมีพระเจ้าปรักกมพาหุ   ทรงเป็นองค์อุปถัมภก   เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์   ในการทำสังคายนาครั้งนี้   ได้มีการแต่งคัมภีร์ฎีกาขึ้นเพื่ออธิบายข้อความในอรรถกถาโดยพระเถระหลายรูปได้ร่วมกันแต่ง  ซึ่งได้กลายมาเป็นแบบอย่างการแต่งฎีกาและอนุฎีกาสืบต่อมา  นอกจากนี้ การแต่งฎีกาในสมัยนั้น  ได้มีพระสงฆ์ชาวพม่าหลายรูปที่ไปศึกษาที่คณะมหาวิหารในศรีลังกาเข้าร่วมแต่งคัมภีร์ฎีกาด้วย


คัมภีร์ฎีกาถือกำเนิดขึ้นและรุ่งเรืองมากในช่วงพุทธศตวรรษที่  17-24  ในช่วงนี้ได้มีผู้แบ่งสมัยของการแต่งคัมภีร์ฎีกา   เพื่ออธิบายอรรถกถาออกเป็น   3 สมัย  คือ


1.  สมัยแรก   คัมภีร์ฎีกาเริ่มจากการแต่งของพระธัมมปาละและพระอานนท์  (ชื่อ พ้องกับพระอานนท์   ซึ่งเป็นพุทธอนุชาในสมัยพุทธกาล)   การแต่งในสมัยนี้นิยมใช้คำว่า “ลีนัตถปกาสนา”  หรือ  “ลีนัตถโชตนา”


2.  สมัยที่สอง   ในสมัยนี้ นักปราชญ์ที่แต่งคัมภีร์ฎีกา  มักใช้คำว่า  “คัณฐิ”   ต่อท้ายชื่อปกรณ์  เป็นประเภทคัณฐิบท  เช่น   มหาคัณฐิบท   จูฬคัณฐิบท  เป็นต้น


3.  สมัยที่สาม  นักปราชญ์ผู้แต่งคัมภีร์ฎีกา  มักใช้คำว่า  “ฎีกา”   นำหน้าหรือต่อท้ายปกรณ์


อนึ่ง  ยังมีคัมภีร์ฎีกาที่พระสงฆ์ชาวพม่าได้แต่งขึ้น   วิธีการแต่งมักจะเลียนแบบประเพณีนิยมของพระสงฆ์ชาวศรีลังการเป็นส่วนใหญ่  และในคัมภีร์ก็มิได้ระบุว่า   แต่งเมื่อใดหรือสมัยใดไว้ด้วย   จึงเป็นการยากที่จะทราบสมัยหรือระยะเวลาที่แน่ชัด    อย่างไรก็ตาม  ฎีกาเหล่านี้ก็สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นภายหลังฎีกาของพระสงฆ์ชาวศรีลังกา