ในช่วงเวลาที่ประเทศสยามกำลังวุ่นวายปั่นป่วนสุดขีดขณะนี้  มีเรื่องราวหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้รับทราบ  เรื่องราวที่บอกเล่าถึงชีวิตหลังความตาย...เรื่องราวที่ข้าพเจ้าถึงกับตระหนักรู้อย่างชัดแจ้งในจิต และถึงกับหวาดกลัวขึ้นมาอย่างประหลาด  หวาดกลัวแทนผู้คนทั้งหลายที่กำลังวิ่งวุ่น ไปตามความโลภ ความโกรธ ความหลง  และทำบาปกันอย่างไม่กลัวเวรกลัวกรรมขณะนี้

ข้าพเจ้าเป็นชาวพุทธที่แปลกๆ เริ่มแรกข้าพเจ้าเป็นชาวพุทธตามใบทะเบียนบ้าน  ตอนเด็กๆ ไปวัดสวดมนต์ตามคุณยาย  ยายของข้าพเจ้าชอบทำบุญและเชื่อเรื่องเวรกรรม  เชื่อเรื่องนรกและสวรรค์ เชื่อเรื่องเปรต  แต่สำหรับข้าพเจ้าเติบโตมาจากโลกวิทยาศาสตร์  เชื่อเรื่องโลกกลม และมีแรงดึงดูดของโลกที่ทำให้คนทั้งหลายยืนอยู่บนโลกกลมๆใบนี้ได้ โดยที่ไม่ได้ร่วงหล่นออกไปยังอวกาศ 

ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าอ่านหนังสือวิชาวิทยาศาสตร์  หนังสือบอกว่าโลกกลม และลอยอยู่กลางอวกาศ ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดตามทันทีว่า  ถ้าเป็นแบบนั้นจริง  คนที่อยู่แถวขั้วโลกใต้ก็ต้องยืนกลับหัวกับเรา  แล้วเขาจะต้องหล่นไปจากโลกด้วย  แต่วิทยาศาสตร์อธิบายว่า  มีแรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดเราไว้   นั่นคือเรื่องราวของกฏแรงโน้มถ่วงของนิวตัน กับเรื่องราวที่เขาค้นพบเรื่องนี้  ขณะที่นั่งอยู่ใต้ต้นแอบเปิ้ล และเห็นลูกแอบเปิ้ลตกลงมา  นักวิทยาศาสตร์มีคำอธิบายเรื่องราวต่างๆ นี้ได้  แถมมีการทดลองพิสูจน์ยืนยันให้เราได้เห็นด้วย 

พอมากล่าวถึงเรื่องเทวดา เรื่องเปรต  ข้าพเจ้ายากที่จะเชื่อได้เพราะไม่มีอะไรมาพิสูจน์ยืนยันว่าภพภูมิที่กล่าวถึงนั้นมีจริง   เพราะไม่มีเปรตหรือเทวดามาให้เราเห็นและพิสูจน์ทดลอง  กลายเป็นว่า  เรื่องของมนุษย์ต่างดาวดูจะน่าสนใจกว่า  เพราะอย่างน้อยก็มีเรื่องเล่า มีรูปถ่ายจานบินแบบประหลาดๆ  ให้เราได้คิดได้สงสัย  การมีหลักฐานที่เป็นวัตถุพยานทางวิทยาศาสตร์  แบบที่ตาเนื้อเราเห็นได้ชัดๆ และมือของเราสัมผัสได้ แบบที่อายตานะของเรารับรู้ได้จริงๆ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากกว่า  แต่ถ้าใครสักคนมาบอกว่าเห็นเปรต  ข้าพเจ้าก็จะสงสัยก่อนว่า  ตาฝาดรึเปล่า ?   คิดไปเองมั๊ง? 

ข้าพเจ้าเป็นชาวพุทธแบบไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ  กัลยาณมิตรของข้าพเจ้าหลายท่าน  ต่างมีศรัทธาสูง แน่นอนพวกเขาเชื่อเรื่องชาติภพ การกลับชาติมาเกิด  การมีเทวดา การมีเปรต และ พวกเขาเชื่อเรื่องเวรกรรมด้วย  ถามว่าข้าพเจ้าเชื่อเรื่องนี้หรือไม่  แน่นอนว่าข้าพเจ้าเชื่อเรื่องเวรกรรม   แต่เรื่องชาติภพ และการเวียนว่าตายเกิด ชาตินี้ชาติหน้า  ข้าพเจ้าเพียงแต่กล่าวว่า  มีความเป็นไปได้

หลังจากเข้าสู่หนทางแห่งการปฎิบัติธรรม ได้เรียนรู้เรื่องราวทางอภิธรรมมาบ้างประปราย ข้าพเจ้าทึ่งที่ในคำสอนของพระพุทธองค์มีคำกล่าวถึงการกำเนิดของโลกและจักรวาล  และมีกล่าวถึง 31 ภพภูมิด้วย  ทำให้ข้าพเจ้าไม่อาจปฎิเสธได้ว่า   31 ภพภูมิ นั้นไม่มีจริง  อย่างไรก็ดีข้าพเจ้าไม่ได้สนใจมากมายนัก การมีหรือไม่มีไม่ใช่ประเด็นที่ต้องพิสูจน์ยืนยัน  การรู้ว่ามีหรือไม่มีไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นความทุกข์  เพราะพุทธองค์ให้เราสนใจใบไม้ที่อยู่ในหนึ่งกำมือเดียวที่พระองค์เน้นย้ำมากกว่า  สิ่งนอกเหนือจากนี้เป็นเรื่องของอจินไตย  เราไม่ควรจะสนใจ  และไม่ใช่วิสัยของเราที่จะรู้ได้  เพราะมันไม่สามารถรับรู้ได้ในวิสัยตาเนื้อของเรา  ไม่อาจเข้าใจได้ในวิสัยคนธรรรมดาแบบโลกๆอย่างเรา

มีสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าสนใจก็คือ  การกำเนิดของโลกและจักรวาล ท่านว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ อจินไตยเช่นกัน   แต่นักวิทยาศาสตร์ก็สนใจอย่างมาก  การเกิดบิ๊กแบงในครั้งนั้น ที่นักวิทยาศาสตร์กล่าวถึงและอธิบายมันน่าทึ่งมาก  แต่มันอธิบายได้เพียงการเกิดขึ้นของวัตถุธาตุเท่านั้น   บอกถึงการเกิดของดวงดาวต่างๆ  แต่บอกไม่ได้ชัดเจนถึงการเกิดของชีวิตต่างๆบนโลก  การเกิดของจิตวิญญาน ...

หลังเข้าสู่หนทางแห่งการปฎิบัติธรรมข้าพเจ้าก็ยังสนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์  และก็ยังวนเวียนหาความรู้ว่า  การเกิดของโลกนี้ จักรวาลนี้เป็นมาอย่างไร  แต่อาจจะยุ่งยากไปอีกว่า  การกำเนิดของจิตวิญญานมาอย่างไร  เพราะในทางบิ๊กแบงไม่ได้อธิบายไว้  เพราะในทางพุทธศาสนา  มนุษย์เรานั้นประกอบด้วยกายกับจิต กายนั้นเราพอจะทราบที่มา  แต่จิตเรานั้นมาจากไหนกัน   ก่อนที่จะมีเรา  ก่อนที่กายกับจิตเรามารวมกันในครรภ์มารดา  จิตเรานั้นมาจากไหน  เราเป็นใครมาก่อน เราคือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรืออย่างไร  มาแล้วก็ไป  ถ้าเราคิดว่าเรามาด้วยความบังเอิญ เมื่อพ่อกับแม่อยู่ด้วยกัน มีเราขึ้น  กายเรามาจากพ่อและแม่อย่างละครึ่ง แล้วจิตเรามาจากไหน  จิตเราคือจิตใหม่ที่เป็นผลิตผลมาจากการทำงานของสมองใหม่ๆ ในร่างกายนี้ใช่หรือไม่  ถ้าอย่างนั้น  เราก็มีชาตินี้ชาติเดียวอย่างแน่นอน  พอกายเสื่อม สมองเสื่อมเราก็จากไป   นั่นคือเรามาจากสิ่งไม่มีอะไร  มาโดยบังเอิญ จากนั้นก็จากไปสู่ความไม่มีอะไร  จบแล้วจบเลย  ตายแล้วตายเลย  นั่นคือข้อสรุปของคนรุ่นใหม่ที่ชัดเจนมาก และอาจจะเป็นความคิดของนักวิทยาศาสตร์หลายๆท่านด้วย  พวกเขาต่างคิดว่า ชาตินี้ชาติเดียว และคนบางคนถึงขั้นคิดว่า  ถ้าชาตินี้ชีวิตนี้มันทุกข์นัก ก็ฆ่าตัวตายเสีย จบชีวิตลงเสีย  เมื่อจบชีวิตลงเราก็จะพ้นทุกข์   จบแล้วจบเลยเช่นกัน แล้วเรื่องเวรกรรมล่ะ ?   

 เพราะความคิดแบบชาตินี้ชาติเดียว  ผู้คนหมู่หนึ่งจึงใช้ชีวิตในโลกนี้ที่มีอยู่อย่างฟุ่มเฟือยและไร้สาระ  เมื่อคิดว่าชาตินี้คือชาติเดียว การกลัวบาปกรรมอย่างจริงๆจังๆจึงยังไม่มี  ตราบใดที่พวกเขายังมีอำนาจ  ยังครอบครองวัตถุปัจจัยต่างๆ เช่นเงินทอง หรืออาวุธ กรรมอะไรที่ว่า ก็ทำอะไรเขาไม่ได้  ตราบใดที่พวกเขาคือผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน  เขาจึงสามารถกระทำสิ่งต่างๆได้ตามอำเภอใจ  เขาสามารถจะฆ่าหรือทำร้ายใครก็ได้  เวรกรรมคืออะไรล่ะ   ตราบใดที่พวกเขาเป็นผู้ชนะและมีอำนาจ เวรกรรมอะไรก็ตามไม่ทัน  และอันที่จริงแล้วพวกเขาหลายคนไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมด้วยซ้ำ  แถมเมื่อใครมากล่าวว่าเวรกรรมจะตามไปในชาติหน้า  พวกเขาก็จะหัวเราะในใจว่า  ชาติหน้าชาติไหนกัน  ชาตินี้มีชาติเดียวเท่านั้น    แต่บางคนก็คิดไปเองว่า  ถ้าชาติหน้ามีจริง การที่เขาบริจาคทานให้วัดด้วยเงินเป็นหลายๆ สิบล้านนั้นจะทำให้เขาไปอยู่ในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง  ส่วนเรื่องความเบียดเบียนและการฆ่าที่เขาทำไว้แก่คนอื่นๆนั้น แค่การทำบุญด้วยวัตถุปัจจัยก็สามารถแก้บาปแก้กรรมนั้นได้   จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่บรรดานักการเมืองไทยหลายท่าน จะเดินทางไปทำบุญร้อยวัดสิบวัด  เพื่อแก้ไขอะไรสักอย่างในชีวิตยามตกอับ  แต่ข้าพเจ้ากลับมองเห็นไปว่า  การเข้าวัดปฎิบัติธรรมนั่งสมาธิภาวนาสักสิบวัน  ในสำนักที่สอนวิถีพุทธที่แท้  ท่านเหล่านี้อาจจะได้บุญใหญ่กว่า และอาจจะแก้กรรมได้มากกว่า  และจะเป็นบุญของประเทศสยามครั้งใหญ่ ที่จะได้นักการเมืองดี มีธรรมะในใจจริงๆ กลับสู่สังคม 

เมื่อเราพอจะเข้าใจว่ากายเรามาจากไหนแบบวิทยาศาสตร์  แต่จิตหรือตัวรู้นั้นมาจากไหนกันล่ะ   ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า จิตคือผลผลิตจากการทำงานของสมอง แบบที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเชื่อกัน การที่เราเชื่อในโลกกายภาพมากไปอาจจะทำให้เราเวียนวนและสับสนได้  เมื่อเราถามใครสักคนว่าคุณมีความสุขหรือไม่  ถ้าเขาตอบว่า มี  เราก็น่าจะลองถามว่า  ความสุขของคุณอยู่ตรงส่วนไหนของสมองล่ะ ?  อยู่สมองarea ไหน  บางทีเขาอาจจะงงๆ  และตอบไม่ได้เช่นกัน   ถ้าความสุขความทุกข์มันอยู่ตรงที่สมองจริง  บางครั้งที่ชีวิตเราทุกข์ เราก็เพียงแต่ไปจี้ทำลายสมองส่วนที่ทำให้รู้สึกทุกข์นั้นเสีย  เราก็คงจะมีความสุขกันตลอดไป   แต่เรื่องราวมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น

ก่อนที่เราจะมาเป็นเรา  จิตเรามาจากไหนกัน ???

จิตไม่ใช่ผลผลิตจากการทำงานของสมอง

จิตเชื่อมต่อกับสมอง  และใช้สมองเพื่อติดต่อกับโลก 

การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในจิต  จะทำให้ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในคลื่นสมองได้   จิตที่สงบ คลื่นสมองก็เป็นแบบหนึ่ง   จิตที่ไม่สงบและอยู่ในภาวะตื่นตระหนก คลื่นสมองก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

จิตของผู้ปฎิบัติธรรมขั้นสูง และสงบนิ่ง จะมีคลื่นสมองอีกแบบหนึ่ง

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ทำให้ข้าพเจ้าตั้งคำถามในใจว่า  จิตเรานี้ แต่เดิมมาจากไหน  ก่อนที่เราจะมาก่อกำเนิดในท้องแม่นี้  จิตเรานี้มาจากไหน? นักวิทยาศาสตร์อาจจะยังอธิบายไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้ารู้ว่าจิตเรานี้มาจากไหน   นั่นคือที่มาของคำอธิบายเรื่องของ 31 ภพภูมิ  เวรกรรมที่ติดตามมาจากจิตหนึ่ง  มาเป็นจิตเรามีจริงหรือไม่  ในทางทฤษฎีแบบพุทธขณะนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นไปได้  การคิดว่ากายแตกสู่ดินแล้วจบจึงเลยไม่ได้จบจริงๆ  จิตที่จากไปพร้อมพลังงานแห่งกรรมที่กระทำไว้ในชาตินี้  มีแน่อย่างไม่ต้องสงสัย

  ชาตินี้อาจจะชาติเดียวในร่างนี้ แต่กรรมของชาตินี้จิตนี้จะไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียวแน่  เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ถ้าคนทั้งหลายยังไม่ตระหนักรู้ อย่างแท้จริงถึงเรื่องบาปกรรม แถมพวกเขาเหล่านั้นยังไม่รู้จักกลัวบาป และ ยังทำบาปทำกรรมโดยเบียดเบียนทำร้ายคนอื่นๆ ต่อไปแบบนี้    ด้วยเพียงแค่หลักการณ์และทฤษฎีนี้ที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น  ข้าพเจ้าก็รู้สึกกลัวแทนพวกเขาเหล่านั้นขึ้นมาจริงๆ   และยิ่งกลัวมากขึ้น เมื่อได้รับทราบเรื่องราวของชีวิตหลังความตายที่ไม่ใช่เรื่องของทฤษฎีเพียงประการเดียว  เมื่อไม่กี่วันมานี้