แปดสิบกว่าวันที่ทนนั่งโดยเว้นการนอนนั้น ทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าความรู้สึกในร่างกายของคนสามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ ขั้นตอน คือ

๑. สบาย
๒. เมื่อย
๓. ปวด
๔. เฉย ๆ

ในช่วงแรกเมื่อทำสิ่งใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นนั่งสมาธิ เดินจงกลม นั่งกระโหย่ง หรือนั่งคุกเข่า ร่างกายของเราตอนแรก ๆ ก็จะทำได้ “สบาย ๆ” ไม่รู้สึกอะไรมากมาย

เหมือนกับฉันตอนที่มาปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ ต้องนั่งคุกเข่าสวดมนต์ วันแรกสบายมาก นั่งได้นานเชียว แต่พอเข้าวันที่สอง ที่สาม นิ้วเท้าที่รับน้ำหนักนี่เริ่มเมื่อย ปวด จนแทบจะหัก ถ้าไม่สู้ ไม่ทน ก็จะปวด ปวด ปวด และปวดอยู่อย่างนั้น

ฉันเพิ่งมาเข้าใจกระจ่างตอนที่ฉันสมาทานไม่นอนตลอดทั้งพรรษานี้เองว่า คนเรานี่ถ้าไม่สู้ ไม่ทนจนผ่านพ้นอาการปวดไปให้ได้ก็ต้องปวดอยู่ร่ำไป

สองสัปดาห์แรกของการนั่งตลอดทั้งคืนฉันสบายมาก “สบาย ๆ” แต่พอหลังจากนั้น สะโพกเอย หลังเอย เริ่มเมื่อย เมื่อยมากขึ้น จนกลายเป็นปวด ปวดมาก ถึงปวดที่สุด แต่ฉันก็ทน...

ทนจนบางครั้งทนไม่ไหวต้องใช้เสียงช่วย “โอย โอย โอย...”

โอยแล้วก็วาง โอยแล้วก็ปล่อย สู้ทนไป ลืม ๆ ไป “ลืมเมื่อย ลืมปวด...”

เดือนที่สองผ่านไป “ลืม” ไปเลยว่าเคยปวดสะโพก
สองเดือนครึ่งผ่านไป “ลืม” ไปเลยว่าเคยปวดหลัง

สะโพกแข็งแล้ว หลังแข็งแล้ว ตอนนี้กำลังจะพัฒนาให้แผ่นหลังช่วงบน ไหล่ ต้นคอ และทั้งหัว “แข็ง” ตาม
แต่ปวดหัว เมื่อยหัวนี่ใช้ได้เลย ปวดมากกว่าสะโพก มากกว่าหลังเสียอีก ปวดมากพิกล

ตอนหลับไม่ปวด ปวดเฉพาะตอนตื่น...?
ปวดเฉพาะตอนรู้สึกตัว ไม่รู้สึกตัว ไม่ปรุงก็ไม่ปวด

แต่ถึงปวดอย่างไร “เช้ามาก็หายปวด” ความเมื่อย ความปวดนั้นก็ไม่ยังยืน มีเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมมีเสื่อมไปเป็นธรรมดา

เหมือนกับตอนแรกที่เคยวิตกว่าไม่ได้นอนแล้วจะตายไหม
ตอนนี้ “เฉย ๆ” ตายก็ตาย ถ้าตายเพราะทำความเพียรก็ให้มันรู้ไป


ปวดก็ดี เมื่อยก็ดี ไม่ปวดก็ดี ไม่เมื่อยก็ดี
จะปวดก็ปล่อยมัน จะเมื่อยก็ปล่อยมัน หรือจะไม่ปวด จะไม่เมื่อยก็ปล่อยมัน เราก็ทำไปอย่างนี้แหละ ทำไปเรื่อย ๆ จะปวดหรือไม่ปวดก็ “ช่างหัวมัน...”