ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงชาติ

        การไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี   เพลงชาติ  ผิดหรือไม่  ?

 

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่าที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน เพลงสรรเสริญพระบารมี หรือ Royal Anthem ถือเป็นเพลงปลุกใจชนิดหนึ่ง ซึ่งถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในเนเธอร์แลนด์ เมื่อราวๆ ค.ศ.1568 หรือ 440 ปีที่แล้ว
                  เพลงสรรเสริญพระบารมีซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลกนี้มีชื่อว่า Het Wilhelmus และถูกแต่งขึ้นเพื่อ ถวายพระเกียรติ แด่ กษัตริย์วิลเลียมที่ 1ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น บิดา แห่งเนเธอร์แลนด์ นับตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ทรงนำการสู้รบและพาให้ชาวดัทช์หลุดพ้นจากการปกครองของอาณาจักรสเปน จนกระทั่ง ค.ศ.1932 Het Wilhelmus จึงถูกยกให้เป็น เพลงชาติเนเธอร์แลนด์ อย่างเป็นทางการ

ส่วนธรรมเนียมการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีของไทยครั้งแรก เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีวัตถุประสงค์เพื่อถวายความเคารพแด่พระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับเพลงสรรเสริญพระบารมีอื่นๆ ทั่วโลกแม้เพลงสรรเสริญพระบารมีของไทยจะถูกใช้ในฐานะ เพลงชาตินับตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2431-2475  ทว่า ปัจจุบัน การใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีตามระเบียบสำนักพระราชวัง ว่าด้วยการบรรเลงดุริยางค์ในการพระราชพิธีหรือพิธีการต่างๆ กำหนดให้บรรเลงเพลงสรรเสริญฯ เพื่อรับเสด็จและส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร   หรือใช้บรรเลงในงานที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีผู้แทนพระองค์ โดยจะบรรเลงเมื่อเริ่มและจบงาน เป็นการถวายพระเกียรติยศ  ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่า จะต้อง บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์  แต่ก็เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่า โรงหนังหรือโรงมหรสพส่วนใหญ่จะบรรเลงเพลงสรรเสริญฯ ก่อนทุกครั้ง และทางโรงจะขอความร่วมมือจากผู้เข้าชม ด้วยข้อความว่า "โปรดยืนถวายความเคารพ" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

อย่างไรก็ตาม ในบางประเทศ ประเด็นของการไม่ยืนถวายความเคารพต่อเพลงปลุกใจให้รักชาติและกษัตริย์ เป็นชนวนแห่ง โศกนาฏกรรม และนำไปสู่การสูญเสียชีวิต แต่ในอีกบางประเทศ เหตุการณ์เช่นนี้นำไปสู่ การเรียนรู้ ที่จะเคารพต่อสิทธิของบุคคลอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลงได้ด้วยการรับฟังเหตุผลของทุกฝ่าย รวมไปถึงการตีความบริบทหลายๆ ด้านประกอบกัน

กรณีศึกษา อันดับแรกๆ ของ อารยะขัดขืน ที่มีต่อลัทธิชาตินิยม ความจงรักภักดี และขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่ที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน
              เพลง Kimigayo ซึ่งเป็นเพลงชาติญี่ปุ่น และมีเนื้อหาเชิดชูถวายพระเกียรติองค์จักรพรรดิ์ ถือเป็น กรณีศึกษา อันดับแรกๆ ของ อารยะขัดขืน ที่มีต่อลัทธิชาตินิยม ความจงรักภักดี และขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่ที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน  เนื่องจากเพลงคิมิงะโยะเคยเป็นเพลงปลุกใจที่กองทัพญี่ปุ่นใช้สร้างกระแสชาตินิยมในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านสงครามจึงมองว่าเพลงคิมิงะโยะคือเครื่องมือชวนเชื่อของรัฐบาลผู้ก่อสงคราม ไม่ควรนำเพลงดังกล่าวมาใช้ซ้ำโดยมุ่งหวังนัยยะใดๆ ทางการเมือง เพราะมันคือ บาดแผลทางประวัติศาสตร์ ที่ยังไม่ได้รับการชำระ

            นอกจากนี้ เนื้อเพลงคิมิงะโยะยังเป็นการเชิดชูองค์จักรพรรดิ์แห่งญี่ปุ่นให้มีอายุยืนยาวอีกด้วย จึงมีผู้วิจารณ์    ว่าเพลงนี้ไม่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันของญี่ปุ่นซึ่งชูธง ประชาธิปไตย เป็นหลัก  เมื่อรัฐบาลกำหนดให้คิมิงะโยะเป็นเพลงประกอบพิธีสำคัญทางการศึกษาในปี พ.ศ.2532 ก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากครูอาจารย์จำนวนมาก โดย ครูที่ต่อต้านเพลงคิมิงะโยะใช้วิธี นั่งสงบนิ่ง ระหว่างที่มีการบรรเลงเพลงนี้ในพิธีทางการศึกษา ในขณะที่ครูซึ่งไม่ต่อต้านจะลุกขึ้นยืนตรง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ
จนกระทั่งปี พ.ศ.2541 ครูใหญ่ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งของฮิโรชิมาถึงกับฆ่าตัวตาย เพราะไม่อาจแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างครูที่ปฏิเสธและครูที่ยอมรับเพลงคิมิงะโยะได้  ทางการญี่ปุ่นจึงกำหนดบทลงโทษครูที่ต่อต้านเพลงคิมิงะโยะขึ้นมาในปี พ.ศ.2542  แต่ไม่ว่าจะถูกลงโทษด้วยการทำภาคฑัณฑ์, ตัดเงินเดือน หรือยกเลิกการต่อสัญญาจ้างกับครูที่ไม่ลุกขึ้นยืนในเวลาที่เปิดเพลงคิมิงะโยะจำนวนครูซึ่ง เลือกที่จะนั่ง ก็ยังไม่หมดไป มาตรการล่าสุดที่รัฐบาลใช้กับครูเหล่านี้จึงเพิ่มความกดดันมากขึ้น นั่นคือการสั่งให้คณะกรรมการของโรงเรียนเฝ้าจับตาพฤติกรรมของคุณครูทั้งหลายที่ต่อต้านเพลงคิมิงะโยะ และบังคับให้เด็กนักเรียนร้องเพลงนี้ในช่วงเข้าแถวฟังโอวาททุกๆ เช้าด้วย
                      ในส่วนของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็น ต้นทาง ของธรรมเนียมการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ไทยรับเอามาใช้ ก็มีการต่อต้านและขัดขืนเช่นกัน และเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2547 โดย นายเดวิด เมเยอร์ (David Mayer) สมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งเป็นตัวแทนจากเวลส์ ปฏิเสธที่จะยืนขณะที่มีการบรรเลงเพลง God Save the Queen ในพิธีเปิดโรงละคร แม้ว่า God Save the Queen จะเป็นทั้งเพลงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมีแด่พระราชินีอังกฤษก็ตาม
                      เดวิด เมเยอร์ ซึ่งเป็นชาวเวลส์ให้เหตุผลว่า เขาได้ยืนทำความเคารพและร้องตามเมื่อมีการบรรเลงเพลงชาติเวลส์ แต่เขาไม่มีเหตุผลที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อเพลงก็อดเซฟเดอะควีน   เพราะการแสดงความสนับสนุนพระราชินีไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องทำในระบอบประชาธิปไตย  การกระทำของเดวิด เมเยอร์ ทำให้ผู้มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง และประณามว่าเมเยอร์คือความอับอายของประเทศชาติซึ่ง สิ้นคิด แต่ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น เช่นเดียวกับที่ประธานสภา บ๊อบ ไบรท์ กล่าวตอบโต้ผู้ที่เรียกร้องให้เขาจัดการ อะไรบางอย่าง กับเมเยอร์ ว่า   เราอยู่ในสังคมเสรี...ผมไม่อาจจะครอบงำความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติของใครๆ ได้

การ นั่งเพื่อแสดง จุดยืนที่มีต่อเพลงสรรเสริญพระบารมีเกิดขึ้นหลายสิบปีมาแล้ว โดยเฉพาะในประเทศที่อยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ เช่น แคนาดา นิวซีแลนด์ ซึ่งประชาชนจำนวนมากไม่พอใจกับความเป็น ชาติผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษที่พยายามปกครองประเทศอื่นๆ ทั่วโลกในอดีต
                    นอกจากนี้ยังมีกรณี โทนี สมิทนักกีฬาบาสเกตบอลหญิงจากวิทยาลัยแมนฮัตตันวิล ผู้หันหลังให้กับธงชาติอเมริกาและเพลง Star Spangled Banner ซึ่งเป็นเพลงชาติสหรัฐอเมริกา ขณะที่มีการร้องเพลงเพื่อเปิดและปิดการแข่งขัน ซึ่งสมิทให้เหตุผลว่า เธอเป็นชาวอเมริกันที่มีเชื้อสายอินเดียนแดง สัญลักษณ์การรวบรวมหมู่ดาวบนธงชาติและเนื้อร้องของเพลงสตาร์สแปงเกิลแบนเนอร์ จึงไม่ต่างจากการนำประวัติศาสตร์อันโหดร้ายที่ชาวผิวขาวกระทำต่อชาวพื้นเมืองในยุคแรกของการสร้างประเทศมาตอกย้ำโดยปราศจากความเข้าใจรากเหง้าของตัวเอง   ผลจากการหันหลังให้กับธงชาติและเพลงชาติ ทำให้โทนี สมิท ถูกขู่ฆ่าจากผู้ที่มีแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง ซึ่งสมิทให้เหตุผลว่าเธอไม่ได้แสดงอาการดูหมิ่นหรือเหยียดหยาม ความเชื่อของใคร แต่เธอไปอยู่ในสนามเพื่อเล่นกีฬาบาสเกตบอล ซึ่งไม่เห็นว่าจะเกี่ยวอะไรกับการร้องเพลงชาติหรือจะต้องเคารพความเป็นชาติ (7)
                    ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของวิวาทะในสังคมต่างๆ ทั่วโลก ในเรื่องของการเลือกที่จะ เชื่อหรือ ไม่เชื่อในสิ่งที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจอย่างยิ่งว่านั่นไม่ใช่ความผิดหรืออาชญากรรมแต่อย่างใด
                     ย้อนกลับมาที่ กรณี 2 ไม่ยืน เพลงสรรเสริญฯอีกครั้ง ถือว่าเป็นกรณีที่ได้รับความสนใจจากคนจำนวนมาก ไม่ใช่เฉพาะสังคมไทย เพราะเรื่องนี้ถูกรายงานไปทั่วโลกโดยสื่อต่างประเทศที่ครอบงำพื้นที่สื่อกระแสหลัก เช่น สำนักข่าวเอพี, รอยเตอร์ และนิวยอร์กไทม์ส
                    ล่าสุด วันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ของไทยบางฉบับ (8) อ้างถึงบทสัมภาษณ์ ทองใบ ทองเปาด์ทนายความรางวัลแมกไซไซ ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นทนายนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนโดยระบุคำพูดของนายทองใบว่า การไม่ยืนตรงแสดงความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง มีความผิดทางอาญา และมีโทษสูงถึงขั้น จำคุก
                  โดยนายทองใบกล่าวว่า กรณีที่นายโชติศักดิ์ประพฤติตนเช่นนั้น (ไม่ยืนระหว่างมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี-ประชาไท) ถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกสูงถึง 7 ปี และถือว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งการยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงชาติ ทุกคนต้องกระทำด้วยความสุภาพ ยืนตัวตรง ห้ามแกว่งแขน หรือ ยืนยิ้ม ต้องยืนด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จะอยู่ ณ ที่แห่งใด เมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี และ เพลงชาติ ทุกคนต้องยืนตัวตรงนิ่งทำความเคารพ โดยเฉพาะในโรงภาพยนตร์ทุกแห่งจะมีข้อความระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าโปรดยืนถวายความเคารพ
     หากบุคคลใดเห็น หรือแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่ไม่ลุกขึ้นยืน หรือ ยืนไม่สุภาพ และมีพยานเห็นชัดเจน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะรับแจ้งความอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น และนำเรื่องขึ้นสู่ศาลฎีกามาแล้ว ที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต้องติดคุก 2 ปี เพราะไม่ลุกขึ้นยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ขณะไปฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวงมาแล้วด้วย

อ้างถึงบทสัมภาษณ์ ทองใบ  ทองเปาว์ ทนายความรางวัลแมกไซไซ ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ทนายนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน โดยระบุคำพูดของนายทองใบว่า
                  การไม่ยืนตรงแสดงความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง มีความผิดทางอาญา และมีโทษสูงถึงขั้น จำคุก  โดยนายทองใบกล่าวว่า กรณีที่นายโชติศักดิ์ประพฤติตนเช่นนั้น (ไม่ยืนระหว่างมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี-ประชาไท) ถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกสูงถึง 7 ปี และถือว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งการยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงชาติ ทุกคนต้องกระทำด้วยความสุภาพ ยืนตัวตรง ห้ามแกว่งแขน หรือ ยืนยิ้ม ต้องยืนด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จะอยู่ ณ ที่แห่งใด เมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี และ เพลงชาติ ทุกคนต้องยืนตัวตรงนิ่งทำความเคารพ โดยเฉพาะในโรงภาพยนตร์ทุกแห่งจะมีข้อความระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า โปรดยืนถวายความเคารพ  หากบุคคลใดเห็น หรือแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่ไม่ลุกขึ้นยืน หรือ ยืนไม่สุภาพ และมีพยานเห็นชัดเจน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะรับแจ้งความอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น  และนำเรื่องขึ้นสู่ศาลฎีกามาแล้ว ที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต้องติดคุก 2 ปี เพราะไม่ลุกขึ้นยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ขณะไปฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวงมาแล้วด้วย
                 นั่นคือถ้อยคำจากปากของทนายความผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และเป็นข้อความที่ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่า ในช่วงเวลาสับสนวุ่นวาย ทุกๆ 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น ตามย่านธุรกิจ สถานีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน หรือแม้แต่ป้ายรถเมล์ข้างถนน 
ก็ต้องมีคนที่ไม่สามารถหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ได้เมื่อได้ยินเสียงเพลงแห่งความรักชาติดังขึ้น  ซึ่งมันคงชี้วัดกันลำบากว่าเป็นเพราะความเร่งรีบในชีวิตประจำวันไม่เปิดโอกาสให้แสดงความเคารพได้อย่างเต็มที่ หรือเป็นเพราะว่าเขา/เธอคนนั้นกำลังดูหมิ่น ความเป็นชาติ กันแน่  และถ้าหากว่า การยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงชาติ ทุกคนต้องกระทำด้วยความสุภาพ ยืนตัวตรง ห้ามแกว่งแขน หรือ ยืนยิ้ม ต้องยืนด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จะอยู่ ณ ที่แห่งใด  หากใครไม่ทำตามนี้ ถือว่า มีความผิด

กฎหมายเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญานั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและลงโทษบุคคลที่ได้กระทำการใดๆ อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

แต่ในสังคมการเมืองไทย ข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้กลายมาเป็นเครื่องมือในทางการเมือง เพื่อที่จะกำจัดบุคคลหรือกลุ่มบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับผู้มีอำนาจในทางการเมือง ซึ่งได้มีบุคคลตกเป็นผู้ต้องหา จำเลย ในข้อกล่าวหานี้มาเป็นจำนวนไม่น้อยนับจากอดีต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ที่มีการดำเนินคดีกับผู้ที่เคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ก็มีลักษณะที่ไม่แตกต่างกัน เช่น การดำเนินคดีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และสื่อมวลชน

เมื่อผู้ใดตกอยู่ในฐานะของผู้ถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็จะอยู่ในฐานะที่เสมือนถูกปิดปากไม่ให้มีโอกาสชี้แจง หรือโต้แย้งการกระทำของตนได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและทั้งบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าสื่อมวลชน กระบวนการยุติธรรม ต่างก็ปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปโดยไม่มีการทักท้วง แม้ว่าการกระทำที่ถูกกล่าวหาอาจไม่เข้าข่ายต่อการกระทำที่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ตาม โดยปล่อยให้ศาลเป็นผู้ทำการตัดสินในขั้นสุดท้าย ซึ่งได้สร้างความยากลำบากแก่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นอย่างมาก เพราะในหลายคดี ก็ได้มีการตัดสินที่เป็นการตีความ ให้ความผิดฐานนี้กินความไปถึงการกระทำหลายอย่าง ที่อาจห่างไกลต่อความผิดฐานหมิ่นประมาท

สำหรับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ควรจะต้องแยกแยะระหว่างการกระทำที่เป็นการหมิ่น หรือเป็นเพียงแค่การใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ซึ่งในความผิดนี้ต้องปรากฏอย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำหรือคำพูดที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะถ้าหากมีการตีความให้คำพูดที่ไม่เหมาะสมเป็นความผิด ก็อาจมีการใช้ข้อหากันอย่างพร่ำเพรื่ออันจะนำมาซึ่งผลเสียต่อสถาบันฯ และระบบกฎหมาย
เนื่องจากเป็นการใช้กฎหมายโดยไม่สุจริตเพื่อมุ่งปิดปากหรือเล่นงานฝ่ายตรงกันข้าม โดยมิได้มีเจตนาที่จะปกป้องสถาบันฯแม้แต่น้อย

เพื่อมิให้เกิดการใช้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือในการคุกคามประชาชน กลุ่มของพวกเราจึงมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลาง โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด การกระทำใดที่ไม่เข้าข่ายความผิดก็ต้องกล้าที่จะสั่งไม่ฟ้อง โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยให้คดีดำเนินต่อไปในชั้นศาล

2. เพื่อไม่ให้เกิดการใช้คดีนี้เป็นเครื่องมือในทางการเมือง ต้องจำกัดไม่ให้มีการริเริ่มดำเนินคดีเกิดขึ้นโดยเพียงบุคคลทั่วไป แต่ต้องให้คณะรัฐมนตรีมาเป็นผู้ตัดสินใจต่อการที่จะดำเนินคดีหรือไม่ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบในทางการเมือง หากเป็นการกลั่นแกล้งต่อบุคคลบางคน

3. ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นความผิดที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอาญา การจะลงโทษบุคคลในความผิดนี้ ต้องปรากฏอย่างชัดเจนทั้งตัวการกระทำและเจตนา มิใช่เป็นการตีความกว้างขวางให้ครอบคลุมการกระทำอื่นๆ เช่น การไม่เคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี การทะเลาะวิวาทโดยมีคำด่าเปรียบเปรย ซึ่งมิใช่เป็นการหมิ่นประมาท หากเป็นเพียงการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อสถาบันกษัตริย์ อีกทั้งการตีความให้ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้ขยายออกไป
ก็จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักของการใช้กฎหมายอาญาที่ต้องตีความอย่างเคร่งครัด

วันนี้คงมีคนมากมายที่จะต้องติดคุกด้วยข้อหา

ไม่แสดงความเคารพ ต่อสิ่งที่ควรเคารพ
.................................................

ข้อมูลอ้างอิง
(1) สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก หมวดเพลงเกียรติยศ โดย รองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ
(2) สัมภาษณ์ "โชติศักดิ์" ผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง, ประชาไท (21 เม.ย.2551)
(3) ‘สองไม่ยืนเพลงสรรเสริญฯรับทราบข้อกล่าวหา เปิดแคมเปญ ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร เห็นต่างไม่ใช่อาชญากรรม”, ประชาไท (23 เม.ย.2551)
(4) Activist denies charge of lese majeste , หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (23 เม.ย.2551)
(5) ฟ้องนัวไม่เคารพเพลงสรรเสริญ หนุ่มใหญ่ฉุนขาด นั่งเฉยในโรงหนัง เตือนแล้วยังเมิน ลามชกต่อยชุลมุน ตร.ปิด-สอบทั้งคู่, หนังสือพิมพ์บ้านเมือง (25 เม.ย.2551)
(6) Hinomaru, 'Kimigayo' express conflicts both past and future
(7) Anthem protest sparks a row
(8) Interview: College Basketball Player Toni Smith Took a Stand on the Court
(9) เพลงสรรเสริญฯ-ชาติ ไม่เคารพโทษสูงติดคุก, หนังสือพิมพ์