ยาอันตรายและการเฝ้าระวัง
โดยนายแพทย์อดุลย์ บัณฑุกุล
บทสรุป
บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่เตรียม นำไปใช้ หรือ เป็นผู้ฉีดยาอันตรายจะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพได้แก่ ผื่นที่ผิวหนัง มะเร็ง และความผิดปกติทางการเจริญพันธ์ ควรมีการเฝ้าระวังเพื่อการป้องกันผลต่อสุขภาพจากยาอันตรายในบุคลากรเหล่านี้
ยาต่างๆจะถือว่าเป็นอันตรายถ้ามีผลการทดลองในสัตว์หรือมนุษย์ว่าทำให้เกิดมะเร็ง ความผิดปกติทางการเจริญพันธ์ การคลอดทารกออกมาพิการ หรือมีผลเสียแบบเฉียบพลันต่อสุขภาพ ในประเทศอเมริกามีบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งสัมผัสยาอันตรายเหล่านี้ประมาณ 5.5 ล้านคน ซึ่งได้แก่ เภสัชกร พยาบาล แพทย์ บุคลากรในห้องผ่าตัด ผู้สัมผัสขยะอันตราย ช่าง บุคลากรเหล่านี้จะสัมผัสยาในรูปของ aerosol, generate dust การทำความสะอาด หรือการแตะต้องขณะเตรียมยา การฉีด หรือทิ้งยา
ยาอันตรายหลายตัวใช้รักษาโรคเช่น มะเร็ง หรือ โรคติดเชื้อ HIV ซึ่งมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วย แต่ถ้าสัมผัสกับคนปกติจะเกิดโทษ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีการสัมผัส จะเกิดผื่นที่ผิวหนัง การเจริญพันธ์ที่ผิดปกติ เช่นเป็นหมัน หรืออาจเป็นโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาวหรือมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น พยาบาล หรือ เภสัชกรซึ่งสัมผัสกับยาในที่ทำงานรายงานว่าเกิด การแท้ง ลูกออกมาถึงแก่กรรม หรือ มีความผิดปกติแต่กำเนิด เมื่อเปรียบเทียบกับบุคลากรที่ไม่ได้สัมผัส
การสัมผัสกับยาอันตรายอาจเกิดจากการหายใจ การสัมผัสทางผิวหนัง การดูดซึมทางผิวหนัง การกิน หรือการฉีด การหายใจหรือการสัมผัสทางผิวหนังและการดูดซึม เป็นวิธีที่เข้าสู่ร่างกายมากที่สุด อย่างไรก็ตามมีโอกาสที่จะเกิดพิษจากการกิน หรือถูกเข็มฉีดยาได้
การเฝ้าระวังทางการแพทย์
วิธีที่ถูกต้องในการป้องกันคือจะต้องลดการสัมผัสให้มากที่สุด โดยใช้วิธีทางควบคุมทางวิศวกรรม การปฏิบัติงานที่ถูกต้อง และการใช้เครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ซึ่งร่วมกันทำโดยคณะกรรมการอาชีวอนามัย การเฝ้าระวังทางการแพทย์ประกอบด้วย การรวบรวมและแปรผลข้อมูลเพื่อค้นหาการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพของบุคลากรที่มีการสัมผัสยาอันตรายทั้งทางตรงและทางอ้อม องค์ประกอบของการเฝ้าระวังคือการใช้ข้อมูลพื้นฐานของสุขภาพของบุคลากรและควบคุมสุขภาพเป็นระยะหลังการทำงานในช่วงเวลาหนึ่งๆ
ผู้ที่จะต้องได้รับการเฝ้าระวังได้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผสมยา นำยาไปใช้ การฉีดยา เช่นพยาบาล เภสัชกร และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่นแพทย์ ผู้ช่วยพยาบาล เจ้าหน้าที่ห้องซักฟอก) ซึ่งอาจสัมผัสของเสียจากผู้ป่วยภายใน 48 ชั่วโมงหลังได้รับยา
โปรแกรมการเฝ้าระวัง
อย่างน้อยที่สุดควร
- 1. มีแบบสอบถามเกี่ยวกับระบบเจริญพันธ์และสุขภาพ เมื่อเริ่มทำงาน และเป็นระยะระหว่างทำงาน
- 2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการได้แก่การทำ CBC การตรวจปัสสาวะ เมื่อเริ่มทำงาน และเป็นระยะ นอกจากนี้อาจพิจารณาตรวจการทำงานของตับ และ transaminase
- 3. การตรวจร่างกายขณะเข้าทำงาน และในบุคลากรที่ผลการสอบถามและการตรวจทางห้องปฏิบัติการผิดปกติ
- 4. การติดตามคนทำงานซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพหรือมีการสัมผัสจากอุบัติเหตุ (เช่น มีการสัมผัสที่ผิวหนัง การทำความสะอาดการหกของสาร )
แบบสอบถามทางสุขภาพเป็นระยะ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการควรมีการเปรียบเทียบเพื่อดูแนวโน้มซึ่งอาจเป็นการเตือนของการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพเนื่องจากยาอันตราย ถ้าพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงควร
- o ประเมินมาตรการการป้องกันในปัจจุบัน
- 1. การควบคุมทางวิศวกรรม ( biologic safety cabinets/ ห้องแยก/การระบายอากาศ, การเคลื่อนที่ของยาไปยังที่ใช้โดยใช้ระบบปิด/การให้ IV ในระบบปิด ) โดยการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการควบคุมกับมาตรฐานที่แนะนำ และการเก็บตัวอย่างในภาพแวดล้อม ถ้าสามารถทำได้
- 2. นโยบายสำหรับใช้เครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคล และการส่งเสริม
- 3. การจัดทรัพยากรเรื่องการป้องกัน เช่น การใช้ถุงมือสองชั้น เสื้อกาวน์แบบป้องกันสารเคมี และการป้องกันระบบหายใจ
- o พัฒนาแผนเพื่อป้องกันการสัมผัสในอนาคต
- o ให้ความรู้แก่บุคลากรที่มีโอกาสสัมผัส หรือสัมผัส ยาอันตราย
- o จัดให้มีการเฝ้าระวังทางการแพทย์แก่บุคลากรเพื่อให้แน่ใจว่าแผนจะมีประสิทธิภาพ
(ดัดแปลงจาก NIOSH Publication No. 2007-117: Medical Surveillance for Health Care Workers Exposed to Hazardous Drugs)
รคเบาหวานแบบหายขาดโดยสมุนไพรไทย
หายขาดจริงๆครับ
โดยความบังเอิญที่คุณพ่อผมได้เดินทางมาหาที่บ้านที่จังหวัดขอนแก่นแล้วมาเจอกับ คุณ ยายผมที่ป่วยเป็นเบาหวานมาหลายปี โดยการรักษาตลอด 12ปีที่ผ่านมาต้องไปรับยาทุกอาทิตย์ ตื่นตั้งแต่ตี 5เพื่อไปโรงบาล แกบอกว่าทรมานมากใครไม่เป็นไม่รู้หรอก เพื่อนๆแกได้ตัดนิ้ว-แขน-ขา บางคนตาบอด และตายไปก็หลายสิบคนแล้ว
พ่อบอกกับแม่ว่าแกมีสูตรสมุนไพรโบราณสมัยคุณปู่ผมที่อยู่ที่มาเลย์เซียก่อนเดินทางมาไทยและนำมาผสมกับสมุนไพรของคุณตาผมที่นำมาจากไร่ที่ จังหวัดเลยผสมชงทานกัน ตอนแรกแกไม่ยอมทาน กลัวสารพัดผ่านไปหลายวันเข้าพ่อผมแกก็ชงทานทุกวันให้แกดูเป็นตัวอย่าง แกเลยยอมหลังจากทานไปสัก 3-4วันแกบอกว่าจะปัสสาวะบ่อยมากและจะมีอาการร้อนวูบวาบ และอาการชาปลายนิ้วตอนเช้าได้หายไปและหลังจากทานไปได้ 7วันแกอยากทานนั่นทานนี่(ปรกติไม่ยอมทานอะไร) ผิวพรรณจากแห้งๆเริ่มมีน้ำมีนวล และขาเริ่มมีกำลังสามารถลุกขึ้นเดินได้ จนแม่ได้พาไปตรวจที่ โรงพยาบาลขอนแก่น ผลออกมาว่าน้ำตาลในเลือดจากเดิม 230 ลดลงเหลือเพียง 115เท่านั้น เอง จนหมอเองก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แกทานมาได้สักประมาณ 1เดือนแล้วกลับไปวัดน้ำตาลอีกก็ได้รับผลว่าปรกติดี จวบจนถึงปัจจุบันนี้คุณหมอ ได้ทำการแจ้งว่าไม่ต้องมาตรวจแล้วครับ หายจากการเป็นเบาหวานแล้ว ก็ทำให้ทุกคนในบ้านประหลาดใจมากครับ
ผมคนนึงที่ไม่เชื่อครับ ก็เลยเอามให้น้องๆที่ทำงานที่ร้อยเอ็ดนำไปให้คนที่บ้านทาน ผลก็เป็นเช่นเดิมกับยายผมทานไปน่าจะประมาณ 83คน มีที่ไม่หาย 3คน ซึ่งจากการสอบถามแล้วได้ความว่าทานไปเพียง 1-3วันแล้วไม่กล้าทานต่อครับ
ส่วนท่านอื่นๆปัจจุบันหายขาดแล้วเพราะไม่ได้นำไปทานอีกเลย
ผมจึงบอกคนที่หายว่าถ้าทานแล้วหายให้ระลึกถึงคุณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วที่ได้คิดค้นสูตรโบราณนี้ไว้ให้แก่คนรุ่นนี้ครับ
อัศจรรย์จริงๆครับ
รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อที่ คุณ ธิดา อึ้งนภารัตน์ 123/456 ม.เพรสซิเดนท์ ต.แดงใหญ่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000หรือโทร 083-3459197