วิเคราะห์ข้อมูลโดย รศ.สมชาย

แก้วิกฤตความขัดแย้งรุนแรง ทุกฝ่ายต้องปลดล็อคเงื่อนไขความรุนแรง

 

รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตนคิดว่าสังคมไทยตระหนกตกใจค่อนข้างมากกับภาพเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้น ทำให้สิ่งที่เราเชื่อว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่กันแบบพี่น้อง รักกัน มีอะไรก็หันหน้าข้าหากัน มันก็ไม่ใช่แล้ว เพราะภาพที่เห็นคือความรุนแรง คือการทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งจนเสียชีวิต

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากชี้ให้คิดคือ ประเด็นที่ 1 เมื่อมีการตีกัน จนทำให้เกิดการเสียชีวิต ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าคนสองกลุ่มมาเจอกันแล้วเกลียดกันอย่างฉับพลันทันที เพราะปรากฏการณ์การตีกันจนถึงตายแล้วยังเหยียบซ้ำอีก เป็นกระบวนการและความต่อเนื่องที่เกิดจากการปลูกฝังความเกลียดชังให้อยู่ในสังคมไทยมาก่อนหน้านี้อย่างน้อย 3 ปี เพราะฉะนั้นความเกลียดชังนี้เราจึงควรตกใจ แต่ขณะเดียวกันเราก็อย่าได้ละเลยการสั่งสมความเกลียดชังที่ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะผ่านสื่อ หรืออะไรก็ได้

 

“กระบวนการต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง ได้ลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้อีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเอเอสทีวีกลายเป็นสามานยชน กล่าวคือ การด่าหรือบริภาษอีกฝ่ายหนึ่งได้โดยที่ยังไม่รู้จักเลยนั้น หมายความว่าคนได้ถูกกล่อมเกลาทำให้เชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูไปแล้ว ดังนั้น ความรุนแรงที่เราเห็นกันอยู่บนท้องถนนในวันนี้ ผมจึงคิดว่าไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มันมีกระบวนการทำให้เกิดขึ้น” รศ.สมชาย กล่าว

 

ประเด็นที่ 2 เวลาคิดถึงความรุนแรง เรามักจะคิดว่ารัฐเป็นผู้ใช้ความรุนแรงได้แต่เพียงฝ่ายเดียว และมักจะคิดว่ารัฐเป็นผู้ควบคุม และใช้เครื่องมือความรุนแรงได้เท่านั้น แต่ในวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ภาคประชาชนก็สามารถสร้างความรุนแรงได้ ซึ่งความรุนแรงในที่นี้อาจจะไม่ได้หมายถึงการที่เอาไม้ไปไล่ตีคนอื่น แต่การทำให้คนอื่นไม่เป็นมนุษย์และพร้อมที่จะตีหัวได้เมื่อมีโอกาส ก็เป็นความรุนแรงอีกแบบที่เราไม่อาจมองข้ามได้

 

รศ.สมชาย กล่าวอีกว่า คำว่า Civil Disobedience อาจแปลได้ว่า การดื้อแพ่งทางกฎหมาย หรือ อารยะขัดขืน ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นการผ่าผืนต่อกฎหมายเพื่อนำไปสู่การแก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย หรือนโยบายบางอย่าง เช่น สามารถประท้วง ปิดถนน ฝ่าฝืน ล้อมทำเนียบก็ได้ แต่การกระทำภายใต้หลักอารยะขัดขืนไม่ได้หมายความว่าไม่มีข้อจำกัด ทั้งนี้ อารยะขัดขืนจะทำได้ในสังคมที่เรียกว่ามีความเป็นธรรมในระดับหนึ่งดำรงอยู่ หรือกล่าวอีกอีกแง่หนึ่งคือ อารยะขัดขืนสามารถใช้ได้ในสังคมที่มีระบอบการปกครองที่เป็นธรรมอยู่บ้าง อาจจะไม่สมบูรณ์ทั้งหมด เช่น มีการเลือกตั้ง มีระบบรัฐสภา มีสื่อมวลชนเสรี แต่อารยะขัดขืนทำไม่ได้ในสังคมแบบพม่า เพราะสิ่งที่เรียกว่าอารยะขัดขืน เป็นความต้องการฝ่าฝืนกฎหมายในบางเรื่อง โดยที่ยังเคารพกฎหมายโดยรวมอยู่ ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนระบบทั้งหมด

 

“สังคมที่มีความเป็นธรรมในระดับหนึ่งดำรงอยู่ เรื่องสำคัญหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือ การกระทำอารยะขัดขืนด้วยการทำผิดต่อกฎหมายนั้น ก็ต้องยอมรับผลในทางกฎหมายด้วย ต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการลงโทษ มิใช่เอาตัวเองไปแอบอยู่หลังใคร สิ่งที่เรียกว่าอารยะขัดขืน เชื่อว่าเป็นการกระทำของคนมีเหตุผล การกระทำของคนเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ถูกต้อง ดีงาม เพราะฉะนั้นเมื่อทำแล้ว ต้องยอมรับผลแห่งการกระทำ เพื่อจะทำให้เกิดการกระตุ้นความตระหนักในความยุติธรรมของสังคม (sense of justice) ลุกฮือขึ้นมา แล้วหันมาสนับสนุนการกระทำนั้น ผมจึงคิดว่านี่คือหัวใจสำคัญของอารยะขัดขืน” รศ.สมชาย กล่าว

 

ทั้งนี้ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในทัศนะของ จอร์น ลอว์ นักปรัชญาซึ่งเสนอแนวคิดเกี่ยวกับอารยะขัดขืน กล่าวไว้ว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่สังคมนั้นแบ่งแยกความคิดเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างชัดเจน ในสังคมนั้นจะมีอารยะขัดขืนไม่ได้ เพราะว่ามันจะไม่ทำให้เกิดความตระหนักในความยุติธรรมของสังคมขึ้น เนื่องจากความตระหนักในความยุติธรรม เป็นหัวใจสำคัญของการกระทำอารยะขัดขืน

 

รศ.สมชาย กล่าวถึงข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันว่า สิ่งที่ควรทำเฉพาะหน้าท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ คือ 1. การยุบสภา และการลาออกของนายก ไม่มีทางแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่อาจจะเป็นไปได้อยู่บ้าง คิดว่าต้องประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม ทั้งฝ่ายที่กระทำความรุนแรงและฝ่ายที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ทั้งนี้ เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหนมีคุณค่าพอที่เราจะเสียชีวิตให้ ฉะนั้นเราอาจจะต้องคิดกันมากขึ้นด้วย และการดำรงอยู่อย่างสันติ ที่อาจจะมีการเกลียดกันบ้าง แต่ไม่ต้องถึงฆ่ากัน เป็นแนวทางเบื้องต้นที่สังคมไทยต้องคิดถึง

 

2. ในการปลดความรุนแรง รัฐต้องพยายามปลดเงื่อนไขต่างๆ ที่จะทำให้เกิดความรุนแรง เช่น กรณีที่รัฐบาลใช้กำลังเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ การออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่สมควรถูกประณาม ในขณะเดียวกันถ้าหากพันธมิตรต้องการแสดงให้สังคมเห็นว่ามีความตั้งใจจริงที่จะนำพาบ้านเมืองไปสู่สิ่งที่ดี แกนนำทั้ง 9 คน ต้องมอบตัว และสู้คดี และ 3. คนส่วนใหญ่รับรู้เรื่องราวผ่านสื่อ ไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับเหตุการณ์โดยตรง แต่มีสื่อจำนวนมากที่บิดเบี้ยว เปิดบางด้าน ปิดบางด้าน ดังนั้นจะทำอย่างไรให้สื่อ ไม่ว่าของรัฐหรือของเอกชนทำงานอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นกว่าเดิม เพราะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้านเดียวทำให้คนในสังคมไทยมีข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อวิเคราะห์ ห่างไกลกันราวฟ้ากับดินอย่างไม่มีจุดเชื่อมกันเลย ดังนั้น การปฏิรูปสื่อต้องคิดในแง่การมีสื่อช่องหนึ่งๆ ทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารหลากหลายด้าน ไม่ใช่เป็นสื่อที่เป็นช่องตัวแทนของข้อมูลด้านเดียว

 

“ส่วนในระยะยาว พูดแบบกว้างๆ ก็ต้องมีการปฏิรูป 3 ด้าน คือ 1. ปฏิรูปการเมือง ทำให้ระบบรัฐสภาถูกตรวจสอบ ควบคุมมากขึ้น 2. ปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ต้องให้ชาวบ้านได้รับสวัสดิการ ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น 3. ปฏิรูปสื่อ เพื่อให้สื่อสารข้อมูลข่าวสารไหลไปสู่คนในสังคมให้ได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การปฏิรูปทั้งหมดนั้น ต้องยึดโยงอยู่กับประชาชน เพราะการปฏิรูปใดๆ ที่ไม่ยึดโยงอยู่กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การนำเอาเทวดาเข้ามาในการเมืองไทยมากขึ้น หรือนำไปสู่การนำสถาบันที่ไม่มีความสัมพันธ์กับประชาชนเข้ามา ผมคิดว่าเป็นการเดินถอยกลับไปไกลมาก จนกระทั่งไม่แน่ใจว่าเราจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร” รศ.สมชาย กล่าวทิ้งท้าย.