ประเพณีแซนโฎนตาจังหวัดสุรินทร์

ประเพณีแซนโฎนตา
.........
ประเพณีแซนโฎนตา เป็นประเพณีหนึ่งที่มีความสำคัญและปฏิบัติสืบทอดติดต่อกันมายาวนานนับพันปีของชาวเขมร ที่แสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
สะท้อนให้เห็นความรัก ความผูกพัน ความกตัญญูของสมาชิกในครอบครัว เครือญาติ และชุมชน โดยจะประกอบพิธีกรรมตรงกับวันแรม 14 ค่ำเดือน 10 ของทุกปี
.........
เมื่อถึงวันแรม 14 ค่ำเดือน 10 ลูกหลาน ญาติพี่น้องที่ไปประกอบอาชีพหรือตั้งถิ่นฐานที่อื่น ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล จะเดินทางกลับมารวมญาติ เพื่อทำพิธีแซนโฎนตา

นิยามศัพท์เฉพาะ
แซน หมายถึง การเซ่น การเซ่นไหว้ การบวงสรวง
โฎนตา หมายถึง การทำบุญให้ยาย และตา หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักเขียนว่า “โดนตา” แต่ผู้เขียนเห็นว่ารูปคำจะเหมือนภาษาไทยที่หมายถึง
“มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปกระทบกับดวงตา” หรือ เป็นคำใช้แทนคำว่า ถูกตา ถูกใจ เช่น “โดนตาโดนใจกรรมการ” ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิด จึงเปลี่ยนจาก
“โดนตา” เป็น “โฎนตา”
ประเพณีแซนโฎนตา หมายถึง ประเพณีเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ จัดเป็นประเพณีสำคัญที่คนไทยซึ่งพูดภาษาเขมร มีการสืบทอดมาเป็นระยะเวลานาน

 

ประวัติความเป็นมาของประเพณีแซนโฎนตา

.........โสรัจ คงทน (2549, สัมภาษณ์ ) ชาวบ้านอาวุโสอายุ 84 ปี กล่าวว่าตามที่ได้ศึกษาบวชเรียนมา มีตำนานกล่าวถึงเรื่องราว
ความเป็นมาของประเพณีแซนโฎนตา ในอดีตกาลมีนครหนึ่งชื่อ กาสี มีกษัตริย์ทรงพระนามว่า ชัยเสน พระมเหสีทรงพระนามว่า
สิริมา พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในพระครรภ์ของพระนางนามว่า ปุสสะ และต่อมาได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ (เป็นพระพุทธเจ้า 1
ใน 28 พระองค์) แต่พระเจ้าชัยเสนเกิดความเห็นแก่ตัวไม่ยอมให้ใครคนอื่นร่วมอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า
.........ต่อมามีพระราชโอรส 3 พระองค์ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดากันได้คิดอุบายเพื่อจะได้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์บ้าง
เข้าไปกราบบังคมทูลขอ แต่ในที่สุดพระเจ้าชัยเสนก็อนุญาตให้ได้เพียงแค่ 3 เดือน ขณะจำพรรษา หลังจากนั้นพระราชโอรส 3
พระองค์ก็ส่งจดหมายไปถึงนายอำมาตย์ว่าจะอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าใน 3 เดือนนี้ให้อำมาตย์จัดแจงทุกอย่างด้วย
.........ฝ่ายพระราชโอรสทั้งสามและผู้ร่วมทำบุญ 1,000 คน พร้อมด้วยฝ่ายอำมาตย์และชาวบ้านอีกประมาณ 11,000 คน ได้พากัน
อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์โดยความเลื่อมใสศรัทธาแต่ต่อมาในชาวบ้านที่มาร่วมทำบุญบางส่วนก็แอบกินเครื่องไทยธรรม
ของทำบุญ และได้เกิดความขัดแย้งกันทะเลาะกันทำลายข้าวของเผาโรงครัว
.........ฝ่ายพระราชโอรสทั้ง 3 เมื่ออุปัฏฐากพระพุทธเจ้าครบ 3 เดือนแล้วก็ได้พาพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์กลับพระวิหาร
.........เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว พระราชบุตรทั้งสาม อำมาตย์ในหมู่บ้านและผู้ร่วมงานกุศลทั้งหมดเมื่อถึงแก่กรรมแล้ว
ก็ไปเกิดในสวรรค์ตามลำดับ ส่วนพวกชาวบ้านที่แอบกินเครื่องไทยธรรมของทำบุญทะเลาะกันทำลายข้าวของเผาโรงครัว
ก็พากันไปเกิดในนรก
.........เมื่อเวลาผ่านไป 92 กัป พระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ในสมัยนั้นพวกมนุษย์พากันให้ทาน แล้วอุทิศ
เพื่อเปรตทั้งหลายผู้เป็นญาติของตนว่า “ขอผลแห่งทานนี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติของเราเถิด” บรรดาเปรตญาติเหล่านั้นต่างก็ได
้เสวยสมบัติ ส่วนเปรตที่พวกญาติมิได้ทำบุญอุทิศให้คือ เปรตพวกที่ทะเลาะกันและพากันเผาโรงครัวนั้นต่างก็พากัน
เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากัสสปะและกราบทูลถามว่าจะได้รับผลบุญ อย่างพวกเขาบ้างไหม พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ยังไม่ได้
แต่ในอนาคต 92 กัปจากภัทรกัปนี้ จะมีกษัตริย์พระนามว่า “พิมพิสาร” สมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “โคดม”
พระองค์ได้เป็นญาติของเธอ
.........เวลาผ่านไปพระราชโอรสพร้อมทั้งบริวาร 1,000 คน จุติจากสวรรค์ ได้มาเกิดในสกุลพราหมณ์ในกรุงราชคฤห์
ต่างพากันออกบวชเป็นฤาษี และได้เป็น ชฏิล 3 พี่น้อง ตั้งสำนักอยู่คยาสีสะประเทศ นายอำมาตย์ในหมู่บ้านได้มาเกิดเป็น
พระเจ้าพิมพิสาร
.........เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ผ่านไป 7 สัปดาห์ ก็ได้เสด็จมายังกรุงพาราณสีทรงโปรดพระปัญจวัคคีย์
โปรดชฏิล 3 พี่น้องพร้อมทั้งบริวาร 1,000 คน แล้ว จึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสารจนได้บรรลุธรรม
ขั้นพระโสดาบัน
.........พระเจ้าพิมพิสารทรงนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์เพื่อรับภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น รุ่งเช้า พระพุทธเจ้าจึงเสด็จ
ไปรับมหาทานในพระราชนิเวศน์ ส่วนพวกเปรตญาติของพระเจ้าพิมพิสารก็ได้รอรับถวายทานแล้ว ก็ทรงดำริว่าจักหา
สถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าว่าจะทรงประทับที่ไหน จึงทำให้ทรงลืมอุทิศส่วนบุญไปให้พวกเปรตญาติเสียสนิท
พวกเปรตญาติที่รออยู่ เมื่อไม่ได้รับผลบุญจึงเสียใจในคืนนั้นจึงได้พากันร้องโหยหวนน่าสะพึงกลัวอย่างยิ่ง ในที่ใกล้
พระราชนิเวศน์ ที่บรรทม พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงตกพระทัย พอรุ่งเช้าจึงทรงเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลเรื่อง
เสียงนั้นให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เสียงร้องนั้นมิได้เป็นนิมิตรร้ายแต่ประการใด แต่เป็นเสียงเปรตญาติ
ของพระองค์มารอส่วนบุญที่เมื่อวันก่อนพระองค์ถวายทานแล้วมิได้อุทิศแก่พวกเขา พวกเขาจึงพากันผิดหวัง
และมาส่งเสียงร้องดังกล่าว และได้รับคำแนะนำให้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้พวกเขา
.........วันต่อมาพระเจ้าพิมพิสารจึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์ไปเสวยภัตตาหารในพระราชวัง แล้วกรวดน้ำ
อุทิศส่วนกุศลแก่พวกเปรตเหล่านั้น ตกดึกคืนนั้นพวกเปรตมาปรากฏโฉมอีก แต่คราวนี้หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
ขอบคุณที่แบ่งส่วนบุณให้แล้วก็อันตรธานหายวับไป
.........ชาวเขมรได้รับอิทธิพลจากศาสนาและวัฒนธรรมจากอินเดีย ได้เห็นถึงหนทางที่จะอุทิศส่วนกุศลให้ถึงแก่ผีตา ยาย
หรือ ผีบรรพบุรุษ จากตำนานของพระเจ้าพิมพิสารเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีแซนโฎนตา
.........ความเชื่อของชาวเขมร เชื่อว่าเมื่อถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ประตูยมโลกจะเปิด ผีในยมโลกจะเดินทาง
มาเยี่ยมญาติได้ ชาวเขมรจึงมีการจัดทำอาหาร ขนม ข้าวต้ม ในตอนเย็นของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 และพอรุ่งเช้า
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ก็จะก็จะนำอาหาร ขนม ข้าวต้ม ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัด เป็นวัน “เบ็นตูจ” โดยเชื่อว่า
้ผีจะออกมาจากยมโลกได้ 15 วัน หลังจากนั้นต้องกลับไปรับกรรมในยมโลกตามเดิม จากวันเบ็นตูจนับไปอีก 15 วัน
(นับจากวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 ) จะตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี คือวัน “เบ็นทม” ซึ่งเป็นวันที่ประกอบพิธี
แซนโฎนตา
.........สาเหตุที่ต้องเตรียมตัวทำบุญตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 เพราะผีตายาย หรือผีบรรพบุรุษ ถูกปล่อยมาวันนั้น
และเดินทางมาไกลเกิดความเหน็ดเหนื่อย หิวกระหาย เมื่อมาถึงก็จะอยู่ที่วัดรอคอยว่าญาติหรือลูกหลาน
จะมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้หรือไม่ เมื่อถึงรุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ญาติหรือลูกหลานก็จะไปทำบุญที่วัด
ตอนนี้เองถ้าญาติหรือลูกหลานมาก็จะดีใจและได้รับผลบุญจากที่ได้มีการทำบุญอุทิศให้ ก็จะอวยพรให้ญาติ
หรือลูกหลานมีความสุขความเจริญ ประกอบอาชีพประสบผลสำเร็จมีเงินมีทองใช้ แต่ถ้าไม่เห็นก็จะโกรธ
และสาปแช่งญาติหรือลูกหลานไม่ให้มีความสุขความเจริญ
.........จุดประสงค์ของประเพณี แซนโฎนตา นอกจากจะเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผีบรรพบุรุษแล้ว
ยังเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ การสร้างปฏิสัมพันธ์ ความรักความอบอุ่นของสมาชิกในครอบครัว
เครือญาติ ตลอดถึงการสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน


ขั้นตอนการประกอบพิธีกรรมแซนโฎนตา


ขั้นตอนการประกอบพิธีกรรมแซนโฎนตา(กรณีในบ้านปราสาท ตำบลท่าตูม อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์) มีดังนี้
.........1. การเตรียมอุปกรณ์เครื่องเซ่นไหว้
.........2. การเซ่นไหว้ศาลปู่ตาประจำหมู่บ้าน
.........3. การเซ่นไหว้ศาลพระภูมิประจำบ้าน
.........4. การประกอบพิธีกรรมแซนโฎนตาที่บ้าน
.........5. การประกอบพิธีกรรมบายเบ็น
.........6. การประกอบพิธีกรรมที่วัด

.........1. การเตรียมอุปกรณ์เครื่องเซ่นไหว้ ในพิธีแซนโฎนตาประกอบด้วย อาหารคาว – หวาน ผลไม้ เครื่องดื่ม
และอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
............1.1 อาหารคาวได้แก่ ปลานึ่ง ปลาย่าง หมูย่าง ไก่ย่าง แกงวุ้นเส้น แกงกล้วย ต้มยำไก่ ลาบหมู ไก่นึ่ง ซึ่งต้องเป็นไก่ทั้งตัวเอาเครื่องในออก
............1.2 อาหารหวาน ได้แก่ ข้าวต้มมัดใบมะพร้าว ขนมเทียน ขนมนางเล็ด ขนมโชค(ขนมดอกบัว) ขนมโกรด ข้าวกระยาสารท
............1.3 ผลไม้ ได้แก่ มะพร้าวอ่อน กล้วย ส้ม ละมุด พุทรา องุ่น เป็นต้น
............1.4 เครื่องดื่ม ได้แก่ น้ำเปล่า เหล้าขาว น้ำอัดลม เหล้าสีต่างๆ เป็นต้น
............1.5 อุปกรณ์ต่างๆ ได้แก่ เสื่อหวาย ที่นอนแบบพับ หมอน ผ้าขาว ผ้าไหม ผ้าโสร่ง อาภรณ์ต่าง ๆ พาน ธูป เทียน กรวย 5 ช่อ
ที่ทำจากใบตองสดม้วนเป็นกรวย แล้วสอดด้วย ธูป และใบกรูยกะนำดังภาพประกอบที่ 5- 6ความหมายของการจัดกรวย 5 ช่อ คือ
ขันธ์ 5 หมายถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ( อ่ำ เอ็นดู, 2549, สัมภาษณ์)