" ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย: ทิศทางใหม่ของการศึกษา "
ในขณะที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับการไหลบ่าของวัฒนธรรมทุนนิยมและวัตถุนิยมหรือที่เรียกกันอย่างโก้หรูว่า “กระแสโลกาภิวัตน์” ความเป็น “ตัวตน”ของสังคมไทยแต่เดิมแทบจะเลือนหายไป นโยบายของรัฐบาลที่มุ่ง “แปลงปัญญาให้เป็นทุน” และแปลงทุกสิ่งที่มีรวมทั้งวัฒนธรรมให้เป็นทุนด้วยก็ทำให้เรื่องของการสืบสานภูมิปัญญาไทยเป็นเรื่องของการทำเหล้าสาโท (ทำไวน์ซึ่งไม่ใช่ภูมิปัญญาไทย) หรือการหารายได้จากภูมิปัญญาเสียมากกว่า แท้จริงแล้ว ภูมิปัญญาไทย หมายถึงองค์ความรู้ ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ เลือกสรร ปรุงแต่ง พัฒนาและถ่ายทอดสืบกันมาเพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยุคสมัย ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเป็นองค์รวม มีคุณค่าทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตไทย ภูมิปัญญาไทยอันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นที่มาขององค์ความรู้ที่งอกงามขึ้นใหม่ที่จะช่วยในการเรียนรู้ การแก้ปัญหา การจัดการและการปรับตัวในการดำเนินชีวิตของคนไทย ลักษณะองค์รวมของภูมิปัญญามีความเด่นชัดในหลายด้าน เช่น ด้านเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม และหัตถกรรม ด้านการแพทย์แผนไทย ด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน ด้านศิลปกรรม ด้านภาษาและวรรณกรรม ด้านปรัชญา ศาสนาและประเพณี และด้านโภชนาการ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่สังคมไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจจนชาวไทยบางกลุ่มต้องประสบสภาวะล้มละลาย เกิดความเสื่อมถอยด้านคุณธรรมและจริยธรรมอันส่งผลกระทบต่อโครงสร้างโดยรวมของสังคม แต่มีชาวไทยบางกลุ่มที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้และดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นสุข เนื่องจากบุคคลกลุ่มนี้ได้ใช้ “ภูมิปัญญาไทย” ที่คนไทยได้คิดค้น เรียนรู้ สั่งสม กลั่นกรองและทดลองใช้จนตกผลึกสามารถนำความรู้นั้นมาแก้ไขปัญหาของตนเองและสังคม ภูมิปัญญาไทยที่ช่วยให้คนไทยและสังคมไทยสามารถฝ่าวิกฤตเช่นนี้สมควรที่จะได้รับการฟื้นฟูและนำมาใช้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์และบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลง การสืบสานและเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาไทยวิธีการหนึ่งคือการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย ซึ่งหมายถึงการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย อันได้แก่ ความรู้ในการเข้าใจชีวิต ธรรมชาติ ทรัพยากร สังคมและความรู้ในการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย มิใช่ตัวอาคารสถานที่ หากแต่หมายถึงสถานที่ที่มีผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์สามารถจัดการเรียนรู้อย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นวัด โรงเรียน สำนักงาน องค์กรบริหารส่วนตำบล สถานีอนามัย ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน กำนันหรือบ้านของผู้รู้ ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ครูภูมิปัญญาไทย” ศูนย์การเรียนรู้จึงเป็นการจัดการที่เกิดขึ้นโดยชุมชน โดยมีผู้นำที่สามารถดำเนินการให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับศักยภาพของชุมชนนั้นๆ
ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยจึงมีบทบาทเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เป็นการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียน และนอกระบบโรงเรียนและเป็นการศึกษาตามอัธยาศัย ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยยังมีหน้าที่ประสานเครือข่ายภูมิปัญญาไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนและพัฒนาการเรียนรู้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ และที่สำคัญคือเป็นศูนย์คลังข้อมูลภูมิปัญญาไทย รูปแบบของศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย หรือ “มหาวิทยาลัยชาวบ้าน” แบ่งได้เป็น ๔ รูปแบบ คือ
ศูนย์การเรียนรู้ครอบครัว การถ่ายทอดและสืบทอดภูมิปัญญาแห่งแรกคือครอบครัว จาก พ่อแม่สู่ลูก จากพี่น้อง เครือญาติใกล้ชิด เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาไว้
ศูนย์การเรียนรู้วัดและชุมชน วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ผู้นำฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสต่างมีความสำคัญในฐานะเป็นครูผู้ถ่ายทอดพิธีกรรม วัดยังทำหน้าที่เป็นสุขศาลา ดูแลรักษาคนเจ็บป่วย รักษาด้วยสมุนไพร วัดจึงมีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ ส่งเสริม สนับสนุนและประสานให้เกิดการเรียนรู้ในชุมชน วัดจึงเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน เป็นสถานที่ให้การศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ
ศูนย์การเรียนรู้ครูเจ้าสำนัก การถ่ายทอดภูมิปัญญาที่เด่นชัดที่สุดคือการถ่ายทอดโดยบุคคลซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้ชำนาญ พิธียกครูเป็นพิธีแสดงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ที่มีความหมายลึกซึ้งเพราะครูจะเป็นผู้ถ่ายทอด ไม่ใช่เพียงทักษะและวิธีการต่างๆให้เท่านั้นแต่ยังถ่ายทอดจิตวิญญานให้ศิษย์ด้วย
เครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ใหม่ของชุมชน เป็นการรวมกลุ่มเพื่อจัดการทรัพยากร ผลผลิต และทุนซึ่งต้องมีการเรียนรู้ใหม่ มีการไปศึกษาอบรม ทดลองปฏิบัติและสืบทอดให้คนรุ่นหลังต่อไป
ผู้มีบทบาทสำคัญในศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาไทยคือ ครูภูมิปัญญาไทย หมายถึงบุคคลสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการถ่ายทอดเป็นกระบวนการการเรียนรู้จากชีวิตจริง จากการปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการซึมซับสามารถนำวิชาความรู้ไปใช้แก้ไขปัญหาได้จริง และเป็นการเรียนรู้ด้าน จิตวิญญานด้วย
ครูภูมิปัญญาไทยที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ยกย่อง อาทิ นางฉวีวรรณ พันธุ ครูภูมิปัญญาไทย ด้านศิลปกรรม การแสดงพื้นบ้านหมอลำ จังหวัดร้อยเอ็ด พระครูพิทักษ์นันทคุณ ครูภูมิปัญญาไทยด้านปรัชญา ศาสนาและประเพณี พระนักพัฒนา จังหวัดน่าน พระครูสุธรรมนาถ (สมนึก นาโถ) ครูภูมิปัญญาไทยด้านการแพทย์แผนไทย (สมุนไพร) ผู้ริเริ่มสร้างสวนป่าสมุนไพร วัดปลักไม้ลาย อำเภอกำแพงแสน นครปฐม นางเกลียว เสร็จกิจ (ขวัญจิต ศรีประจันต์) ครูภูมิปัญญาไทย ด้านศิลปกรรม เพลงพื้นบ้านอีแซว จังหวัดสุพรรณบุรี และครูวิบูลย์ เข็มเฉลิม ครูภูมิปัญญา ด้านเกษตรกรรม วนเกษตร จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นต้น
การเข้าใจหลักการและแนวคิดตลอดจนเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติให้อิงภูมิปัญญาไทยซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นแทนที่จะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตามมาตรฐานตะวันตกแต่เพียงฝ่ายเดียว การเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาไทยยังเป็นการสร้างสำนึกให้รักท้องถิ่น บ้านเกิดเมืองนอนและรู้จักปรับประยุกต์ภูมิปัญญาไทยอันเป็นรากเหง้าของสังคมไทยเพื่อสืบสานและปรับประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
น่าสนใจมากครับ ดิฉันกำลังทำโครงการพัฒนาหลักสูตรสาระท้องถิ่นโดใช้ภูมิปัญญาอยู่ในจังหวัดนครปฐม ขอเชิญร่วมเป็นplanet ด้วยนะคะที่
URL://gotoknow.org/planet/nptlocalwisdom/