จากการประการประกาศใช้ไอพีแอดเดรสครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2524 ที่เรียกกันว่า “ไอพีรุ่นที่ 4 (IPv4)” โดยมีจำนวนไอพีทั้งสิ้นประมาณ 4,000 ล้านแอดเดรส จนถึงปี พ.ศ. 2543 ได้จัดสรรไปประมาณครึ่งหนึ่ง และคาดกันว่าจะจัดสรรหมดภายใน พ.ศ. 2551 หรือ ไม่นานหลังจากนั้นก็จะไม่มีไอพีแอดเดรสให้ใช้กันต่อไปแล้ว และหาปี พ.ศ. 2549 มีการจัดสรร ไอพีแอดเดรสให้ประชาชนในโลก คนละ 1 แอดเดรส ก็จะไม่มีไอพีแอดเดรสในไอพีวี4 เพียงพอ

 

เนื่องจากทั่วโลกเรามีประชากรกว่า 6 พันล้านคน  แต่มีไอพีแอดเดรสรุ่นที่ 4 เพียง 4,000 ล้านแอดเดรส ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงให้เป็น IPv6 ที่จะมีแอดเดรสได้ถึง 3.4 x 1,038 แอดเดรส และหากจัดสรรให้ประชาชนทุกคนในโลกคนละ 10 ล้านแอดเดรสก็ใช้ไม่ถึง 70,000 ล้านแอดเดรส ทำให้ไอพีรุ่นที่ 6 ยังมีเหลืออีกมากมาย โดยเทคโนโลยีไอพี เวอร์ชั่น 6 หรือ IPv6 จะถือเป็นมาตรฐานใหม่ของอินเทอร์เน็ต โปรโตคอล เพื่อรองรับตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กรทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเทคโนโลยีไอพี เวอร์ชั่น 6 เป็นส่วนสำคัญสำหรับการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น ด้วยจำนวนบิตของแอดเดรสที่เพิ่มขึ้นเป็น 128 บิตหรือ 4 เท่าของที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

พลเอกชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนโครงข่ายเดิมเป็นโครงข่ายไอพี (IPv6) กทช ได้ร่วมมือกับคณะวิจัยที่ปรึกษาจากศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนโครงข่ายดั้งเดิมเป็นโครงข่ายไอพี โดยจะมุ่งเน้นการศึกษาความเป็นไปได้เชิงเทคนิคและประมาณการลงทุน ในการปรับเปลี่ยนโครงข่ายดั้งเดิมเป็นโครงข่ายไอพีสำหรับประเทศไทย การเสนอโรดแมท (ROAD MAP) ของการปรับเปลี่ยนโครงข่ายเดิมเป็นโครงข่ายไอพี และการเสนอแนะภาพรวมของขั้นตอนต่างๆ ในการปรับเปลี่ยน โดยมองจากผู้ลงทุนที่เกี่ยวข้อง และแบ่งการศึกษาออกเป็น 6 ส่วนคือ การศึกษาเชิงเทคนิค, การศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์, การวิเคราะห์ประโยชน์, การนำเสนอโรดแมท, การศึกษาผลกระทบต่อหลักเกณฑ์การกำกับดูแล และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ประธาน กทช กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ทำให้ต้องเปลี่ยนระบบโครงข่ายใหม่นั้น เนื่องจากขณะนี้ทั่วโลกได้ปรับเปลี่ยนโครงข่ายโทรคมนาคมแบบเดิมเป็นโครงข่ายไอพีเกือบทุกประเทศ  เนื่องจากอุปกรณ์โครงข่ายเดิมมีต้นทุนต่อหน่วยสูง และผู้ผลิตหลายรายก็เลิกผลิตหันมาผลิตอุปกรณ์สำหรับโครงข่ายไอพีแทน เพราะโครงข่ายไอพี ถือเป็นโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงในการให้บริการโทรคมนาคม โดยเฉพาะการให้บริการอินเทอร์เน็ต อีกทั้งยังสามารถรับส่งข้อมูลภาพและเสียง ได้สะดวกรวดเร็ว และขนาดใหญ่ขึ้น  ขณะที่ผู้ประกอบการก็สามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ลดพลังงานที่ใช้ และลดค่าเช่าสถานที่ในการติดตั้งโครงข่าย  รวมไม่ต่ำกว่า  40-50%

พลเอกชูชาติ กล่าวด้วยว่า หลังจากทำการศึกษาเสร็จจะนำผลมาจัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อประกาศเป็นหลักเกณฑ์ของ กทช.ต่อไป โดยการออกประกาศและหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมคุณภาพการให้บริการ โครงข่ายให้มีคุณภาพ โดยเฉพาะมาตรฐานการเชื่อมต่อโครงข่ายจากโครงข่ายหนึ่งไปยังโครงข่ายหนึ่งให้มีคุณภาพ หากเอกชนรายใด สนใจจะลงทุนก็สามารถลงทุนได้เลย ไม่เกี่ยวกับสัญญาสัมปทานเดิม

ด้านนายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่า  กทช. ได้ว่าจ้างให้คณะวิจัยที่ปรึกษาจากศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาการปรับเปลี่ยนโครงข่ายเดิมเป็นโครงข่ายไอพี (IPv6) ในระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.พ.-ส.ค. 2551  ด้วยงบประมาณ 10 ล้านบาท เนื่องจากขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังยกเลิกการผลิตอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานบนโครงข่ายเดิมแล้ว ที่จะส่งผลให้ต้นทุนอุปกรณ์ของโครงข่ายเดิมมีราคาสูงขึ้น ดังนั้น ในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยจึงได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนไปยังโครงข่ายไอพีแทน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.thairath.co.th