เที่ยวลาว

ไปเป็นท่านท้าว...เมืองลาว

                                 

       ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศลาว กับคณะผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอจุน เมื่อปี 2543 ข้ามไปฝั่งลาว ณ จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย ลาว จังหวัดหนองคาย ถ้าคนลาวจะเรียกว่าสะพานมิตรภาพลาว ไทย  ก่อนที่จะข้ามไปยังฝั่งลาวต้องทำเรื่องผ่านแดน หรือพาสปอร์ตเสียก่อน โดยไปทำที่ศาลากลางจังหวัดหนองคาย ค่าใช้จ่ายรายละ 60 บาท ใช้เอกสารประกอบ คือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และรูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 1 ใบ พร้อมเงิน 60 บาท  แล้วไปขึ้นรถที่จะข้ามไปฝั่งลาว ก่อนขึ้นต้องไปซื้อปี้ (ตั๋ว)ก่อน ราคา 10 บาท แล้วขึ้นรถมินิบัสข้ามสะพานไป พอรถถึงฝั่งลาวรถจะเปลี่ยนช่องไปวิ่งเลนส์ขวา และรถที่ลาวจะเป็นพวงมาลัยข้างซ้ายทั้งหมด แล้วรถก็มาจอดท่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำการตรวจสอบก่อนเข้าประเทศเขา และคณะเราก็พากันแลกเงินบาทเป็นเงินกีบที่นั่น ราคาแลกเปลี่ยน เงินไทย 1 บาท แลกได้ 199 กีบ

            เมื่อดำเนินการเรื่องบัตรผ่านแดนแล้ว คณะเราต้องเปลี่ยนรถขึ้นรถของ สปป.ลาว เขาเรียกว่ารถตู้ ลำโตพอ ๆ กับ รถมินิบัสของเรา รถมี 25 ที่นั่ง แต่คณะของเรา มี 30 คน ก็เลยจำเป็นนั่งอัดเป็นปลากระป๋องกันไป จุมุ่งหมายที่เราไป คือ นครเวียงจันทร์ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับจังหวัดหนองคาย คนขับรถเขาขับไปบรรยายไป...ข้าพเจ้ามีสมุดโน๊ตไปด้วยบันทึกสิ่งที่เขาบรรยายไปด้วย(พูดไทยปนลาว)  เขาเล่าว่าประเทศลาวไม่มีอาณาเขตติต่อกับทะเล  แต่ก็มีคลื่น เพราะถนนเป็นคลื่น เป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่มีเส้นแบ่งครึ่งถนน เขาวัดกันด้วยใจ ไม่ค่อยจะมีรถตำกัน(ชนกัน) รถแล่นผ่านโรงงานดินจี่(อิฐ) ปั๊มน้ำมันหอยใหญ่(เชลส์) และโรงงานผลิตเบียร์ยี่ห้อเบียร์ลาว แต่ภาษาเขียนเขา เขียนเบยลาว ลักษณะตัว บ ใบไม้คล้ายกับ ข ไข่ คนไทยเรียกว่า เขยลาว คนขับรถเขายังพูดต่ออีกว่า คนขับรถในลาวไม่ต้องพึ่งยาบ้า เพราะต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพราะรถตกหลุมไปตลอดทาง  และคนลาวมีเมียน้อยไม่ได้ มีแต่เมียบุญธรรม คำว่าเมียน้อย หมาถึงเด็กที่มีอายุน้อย อายุ 12 18 ปี  เขาบอกอีกว่าคนลาวจะแต่งงานได้ตามกฎหมายได้ เมื่อปลดเกษียณแล้ว ตกใจว่าทำไมคนลาวแต่งงานอายุแก่จัง จริง ๆ แล้วคำว่าปลดเกษียณของเขา คือ อายุ 18 ปี ขึ้นไป หรือตรงกับคำว่า บรรลุนิติภาวะของไทยเรานั่นเอง  ผู้หญิงลาวเกิดมาใช้คำนำหน้าว่านางทุกคน รถผ่านไปเห็นตำรวจ เขาบอกว่านั่นเป็นตำรวจยศนายร้อย เงินเดือนที่ได้รับถ้าเทียบกับเงินไทยได้ 700 บาท มีคนถามว่าแล้วจะพอกินหรือ เขาบอกว่าพอ เพราะรัฐบาลเขาให้ที่อยู่ มีข้าวให้ ไม่ต้องเสียค่าน้ำ ค่าไฟ

            สังเกตว่าความเป็นอยู่ของชาวลาวเป็นชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ค่อยจะกระตือรือร้น เพราะระบบอบการปกครองของเขา สภาพบ้านเมืองไม่พัฒนาเท่าที่ควร ถนนหนทางไม่ดี หาความเป็นระเบียบของผังเมืองไม่ได้ แต่ผู้คนเขาน่ารัก คนเขาอาจจะมีระเบียบวินัยกว่าคนไทยก็ได้  เมื่อรถผ่านไปที่สำคัญหรือว่าเจออะไร คนขับเขาจะพูดหรือเล่าให้ฟัง เห็นป้ายโฆษณากระทิงแดง  เขาบอกว่ามาเมืองลาวอย่าสั่งกระทิงแดงมาดื่มกิน เพราะกระทิงแดงเป็นยี่ห้อปูนซีเมนต์ชนิดหนึ่ง รถผ่านโรงเรียนนายร้อยป้องกันซาดลาว สถานที่ไม่ใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนสถานที่ราชการบ้านเรา  อกไม้ประจำชาติลาว คือ อกจำปา คนลาวนิยมปลูกตามบ้านเรือน หรือตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งบ้านเราไม่นิยมปลูกในบ้านเพราะชื่อ ลั่นทม ชื่อไม่เป็นมงคล ต่ต้นไม่ที่คนลาวไม่นิยมปลูก คือ ดอกซายเมิน (เฟื่องฟ้า) เขามีความเชื่อว่าถ้าบ้านใดปลูกไว้ ลูกสาวบ้านนั้นจะไม่ได้แต่งงานหรือขึ้นคานทองนิเวศน์นั่นเอง ภาษาลาวเป็นภาษาพูดและเขียนโดยใช้คำตรง ๆ ฟังแล้วเจ้าใจเลยทันที ตัวอย่างเช่น ชื่อภาพยนตร์ต่าง ๆ ถ้าไปฉายที่ประเทศเขา ก็จะเปลี่ยนเป็นภาษาลาว เช่น

            หวานมันส์ฉันคือเธอ    เป็น      หวานจ๋อยค่อยคือเจ้า

            รักจริง ๆ ให้ดิ้นตาย     เป็น      ฮักคัก ๆ ซัก แง้ก ๆ

            สิบสองสิงห์เดนตาย    เป็น      หนึ่งโหลโสทิ้ง

            สองสิงห์ชิงบัลลังก์      เป็น      สองสิงห์ซิงตั่งนั่ง

            SPEED                       เป็น      เบรกบ่อยู่

            โลกทั้งใบให้นายคนเดียว เป็น             โลกเหมิ้ดหน่วยให้โต๋ผู้เดี๋ยว

            สถานที่แรกที่คณะของเราแวะเยี่ยมชม คือ วัดเจ้าแม่ศรีเมือง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง พวกเราลงไปสักการะพระประธานในวัด ในวิหารแบ่งเป็นสองห้อง ห้องด้านในมีพระประธานเก่าแก่หลายองค์ ด้านนอกเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ไหว้พระกันเสร็จแล้ว พากันไปถ่ายรูปที่อนุสาวรีย์เจ้าสว่างวงศ์ ที่อยู่ที่ด้านหน้าของวัด แล้วเดินทางไปยังพระธาตุหลวง ภาษาลาวเขียน ทาดหลวง รถผ่านมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ สภาพตึกเก่าชำรุดมาก บริเวณรอบ ๆ อาคารไม่ได้ตกแต่งภูมิทัศน์อะไรเลย รถผ่านใจกลางเมืองเจอสี่แยกไฟแดง สองแห่ง พอดีรถติดไฟแดง เขาเรียกว่า ไฟอำนาจ ไฟเหลือง ไฟเตรียมพร้อม  ไฟเขียว ไฟเสรี  และแล้วคณะก็มาถึงทาดหลวง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับสนามหลวงและรัฐสภาแห่งชาติลาว หน้าพระธาตุมีอนุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช คณะไปถ่ายรูปกันที่นั่น ก่อนเข้าชมพระธาตุต้องซื้อ ปี้ ราคาเข้าชม 1,000 กีบ พระธาตุหลวงใหญ่โตสมชื่อ สีทองเหลืองอร่าม พวกเราเดินดูวนไปรอบ ๆ แล้วพากันขึ้นรถไปทานข้าวกลางวันกันเพราะเป็นเวลาเที่ยงวันพอดี เห็นนักเรียนเดินเต็มถนนไปหมด ผู้ชายใส่กางเกงขายาวสีดำ เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวบางคนแขนสั้น ส่วนนักเรียนหญิงใส่ผ้าซิ่นสีดำ เสื้อเหมือนผู้ชาย เอาเสื้อเข้าในผ้าซิ่น ส่วนรองเท้าเห็นใส่กันอย่างหลากหลาย พวกเขาเลิกพักกลางวันและไปกินข้าวที่บ้าน และจะมาเข้าเรียนอีกที่เวลาบ่ายโมงครึ่ง  ไม่นานเราก็มาถึงร้านก๋วยเตี๋ยว คนลาวเรียก เฝอ

โต๊ะเรานั่งกัน 5 คน สั่งเฝอเป็ด 5 ชาม เบียร์ลาว 4 ขวด ราคาเฝอ ชามละ 6,000 กีบ เบียร์ขวดละ 6,000 กีบ สรุปแล้วทานอาหารมื้อนั้นหมดเงินไป 54,000 กีบ คนเก็บเงินเขาบอกว่า 54 พัน  หลังจากับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว คณะของเราเดินทางชมประตูชัยที่ตั้งอยู่ใจกลางนครเวียงจันทร์ ผ่านสถานที่ทางราชการหลายแห่ง อาทิ กระทรวงภายใน(กระทรวงมหาดไทย) กระทรวงพัวพันต่างประเทศ (กระทรวงการต่างประเทศ) กระทรวงการเงิน กระทรวงกสิกำ ป่าไม้ ลักษณะประตูชัยที่นี่คล้ายกับประตูชัยที่ฝรั่งเศส แต่สร้างยังไม่เสร็จไม่ได้ตกแต่งและทาสี ความสูงประมาณตึก 4 5 ชั้น เสียค่าปี้ขึ้นดู  1,000 กีบ บันไดขึ้น 191 ขั้น มี 11 ชั้น แบ่งเป็นห้อง ๆ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร แต่ชั้น 1- 2 ขายของประเภทเสื้อผ้า และของที่ระลึกประเภทเครื่องเงิน...ขึ้นไปจนถึงชั้นสูงสุดเห็นทัศนียภาพของกรุงเวียงจันทร์โดยรอบ มีนักเรียนลาวขึ้นไปเล่นข้างบนจำนวนมาก นักเรียนคงรอเรียนภาคบ่าย เห็นนักเรียนบางคนแต่งตัวใส่ชุดปกติ แต่ผูกเนคไทด์สีแดง เลยถามพวกเขาดู พวกเขาเหล่านนั้นคือนักเรียนที่มีความประพฤติดี น่าจะนำมาประยุกต์กับโรงเรียนของเราได้  จากประตูชัยแล้วเดินทางไปยังตลาดเช้า คนลาวเขาเรียกอย่างนั้น  ตลาดขายสินค้าเหมือนไนท์บาซาร์ สินค้ามีหลายประเภท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก นาฬิกา เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นสินค้ามาจากเมืองจีนและของเมดอินไทยแลนด์ คณะของเราออกจากตลาดประมาณบ่าย 3 โมง จะเดินทางออกจากเวียงจันทร์ รถแล่นผ่านโรงพยาบาล คนขับรถคุยเรื่องการเปรียบเทียบภาษาไทย ลาว ให้ฟัง เช่น

            โรงพยาบาล โรงหมอ                        ห้องคลอด ห้องประสูติ

            ห้องตรวจภายใน  - ห้องจกเบิ่ง            ห้อง ไอ ซี ยู ห้องมรสุม

            ห้องผ่าตัด ห้องปาด                          ให้น้ำเกลือ ให้น้ำทะเล

            ฉีดยา - สักยา                                      ผ้าเย็น ผ้าอนามัย

            แอร์โฮสเตส นางบำเรอกำปั่นเหาะ

            คณะเราเดินทางมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง ประมาณ 4 โมงเย็น แวะซื้อสินค้าปลอดภาษีเป็นสินค้าจำพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และของที่ระลึก บางคนเงินเหลือจ่ายจะแลกเป็นเงินไทยคืน ปรากฎว่าเขาหมดเวลาแลกแล้ว ก็เลยได้เงินกีบมาเป็นของที่ระลึกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะนั่งรอรถกลับฝั่งไทยเข้าห้องน้ำ เสียค่าบริการ 500 กีบ รออีกไม่นานรถมินิบัสก็มาถึง ค่าเหมารถ 300 บาท ข้ามสะพานมิตรภาพลาว ไทย กลับถึงฝั่งไทยโดยสวัสดิภาพ