4.3 ปัญหาการสอนวิทยาศาสตร์ของครูประถม
ปัญหาการสอนวิทยาศาสตร์ของครูประถมที่สำคัญ คือ นักเรียนขาดความคิดริเริ่ม ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่กล้าแสดงออก และขาดทักษะด้านการทดลองค้นคว้า รองลงมา คือ ครูขาดทักษะการสอนที่เน้นให้นักเรียนสังเกต ขบคิดและวิเคราะห์ปัญหา ขาดห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ถาวร ครูขาดทักษะการสอนที่เน้นการทดลอง ครูสอนได้แต่บางเนื้อหาสอนไม่ได้ลึก ส่วนการสอนแบบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ครูประถมที่สอนวิทยาศาสตร์ในวิชา สปช. มีเพียงหนึ่งในสาม ที่มีทั้งความรู้และทักษะในการสอน ส่วนใหญ่มีความรู้แต่ไม่มีทักษะในการสอน ครูผู้สอนส่วนน้อยไม่มีทั้งความรู้และทักษะในการสอนแบบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ครูส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะฝึกอบรม แสดงว่าการเรียนการสอนแบบทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ยังมิได้ถูกนำมาใช้อย่างได้ผล
4.4 ปัญหาในการสอนวิทยาศาสตร์ ในวิชา สปช. ของครูประถมสังกัดสปช. กทม. และ สช.
ปัญหาในการสอนวิทยาศาสตร์ ในวิชา สปช. ของครูประถมสังกัดสปช. กทม. และ สช. ครูสอนได้บางเนื้อหาและครูผู้สอนจบไม่ตรงสาขา โรงเรียนประถมศึกษาในทุกสังกัด คือ สปช. กทม. และ สช. มีปัญหาเหมือนกัน ส่วนปัญหาอื่นๆ ได้แก่ ครูผู้สอนขาดทักษะการสอนด้านการทดลอง ขาดทักษะในการสอนให้นักเรียนสังเกตและวิเคราะห์ปัญหา นักเรียนขาดทักษะด้านการทดลองค้นคว้าไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่กล้าแสดงออก สำหรับ ครูที่สังกัด สช. ปัญหาขาดทักษะการสอนที่เน้นด้านการทดลอง ขาดทักษะการสอนให้นักเรียนสังเกต ขบคิด และวิเคราะห์ปัญหา มีมากกว่าครูที่สังกัด สปช. และ กทม. ส่วนปัญหานักเรียนขาดทักษะด้านการทดลองค้นคว้า ไม่กล้าแสดงออก ครูที่สังกัด สปช. มีมากกว่าครูที่สังกัดกทม. และ สช.
4.5 ความสมัครใจของครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ในวิชา สปช.
ความสมัครใจของครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ในวิชา สปช. มีส่วนน้อย (ร้อยละ 17) ที่เลือกสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เป็นเอกเทศ และมีส่วนน้อย (ร้อยละ 13) ที่เลือกสอนวิชา สปช. โดยที่ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 36) เลือกสอนคณิตศาสตร์ด้านคุณวุฒิของครูผู้สอน ครูที่จบคณะวิทยาศาสตร์ มีร้อยละ 11 นอกจากนั้นเป็นผู้ที่จบจากคณะศึกษาศาสตร์ และครุศาสตร์ร้อยละ 14 และ 4 ตามลำดับที่เหลือจบการศึกษาจากคณะอื่นๆ ในบรรดาครูผู้สอนที่เลือกสอนวิชาวิทยาศาสตร์มีร้อยละ 39 ที่จบการศึกษาในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์โดยตรง ส่วนครูที่เลือกจะสอนวิชาคณิตศาสตร์มีร้อยละ 36 และมีเพียงร้อยละ 11 ที่จบสาขาคณิตศาสตร์ และร้อยละ 8 จบสาขาวิทยาศาสตร์
4.6 ความสันทัดของครูผู้สอนในการสอนวิทยาศาสตร์ในวิชา สปช.
ความสันทัดของครูผู้สอนในการสอนวิทยาศาสตร์ในวิชา สปช. ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ใน สปช. ที่มีความสันทัดในการสอนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม และ กพอ. ความสามารถในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในวิชา สปช. มีน้อยกว่า ครูที่เลือกสอนวิชาคณิตศาสตร์
4.7 สภาพบรรยากาศในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ของครูในระดับมัธยมศึกษา
สภาพบรรยากาศในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ของครูในระดับมัธยมศึกษาส่วนใหญ่ (ร้อยละ 82) เป็นไปในเชิงลบ คือ ไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถาม และแสดงความคิดเห็น เพราะเนื้อหามีมากและเวลามีจำกัด มีนักเรียน เพียงส่วนน้อยที่สามารถสังเกต ตั้งคำถาม วิเคราะห์ปัญหา และตอบคำถามได้ดี แต่นักเรียนส่วนใหญ่ไม่กล้าถามหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทเรียน ส่วนสภาพการเรียนการสอนในเชิงบวก คือ นักเรียนสามารถสังเกต ตั้งคำถาม วิเคราะห์ปัญหา และตอบคำถามได้ดีมีน้อย (ร้อยละ 18) ปัญหาที่พบมากในทั้งสองกลุ่มคือ ความรู้พื้นฐานของนักเรียนไม่ดีพอ รองลงมา ได้แก่ ความพร้อมของห้องทดลอง นักเรียนแสดงวิธีคำนวณไม่ได้ และเนื้อหาวิชาเข้าใจยาก กลุ่มที่มีสภาพบรรยากาศการเรียนการสอนในเชิงลบ ปัจจัยที่บั่นทอนขวัญและกำลังใจของครูผู้สอนมากที่สุดคือนักเรียนไม่สนใจเรียน รองลงมา คือ ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานในการฝึกปฏิบัติการ และนักเรียนไม่เข้าใจวิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนในกลุ่มที่บรรยากาศการเรียนการสอนเชิงบวกนั้น ปัจจัยบั่นทอนขวัญและกำลังใจในการสอนของครูมากที่สุด ได้แก่ ขาดการพัฒนาครูอาจารย์อย่างทั่วถึง รองลงมา คือ นักเรียนไม่สนใจเรียน และขาดแคลนห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ
4.8 ปัญหาในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ที่สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา และครูโรงเรียนอาชีวศึกษา
ปัญหาในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ที่สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา และครูโรงเรียนอาชีวศึกษาปัญหาที่สำคัญที่สุด คือ ความรู้พื้นฐานของนักเรียนไม่ดีพอ ขาดความพร้อมของห้องเรียนห้องปฏิบัติการ และเนื้อหาวิชาเข้าใจยาก รองลงมา ได้แก่ นักเรียนแสดงวิธีคำนวณไม่ได้ และจำสูตรไม่ได้ ระบบการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นปัญหาที่กระทบต่อขวัญและกำลังใจของครูผู้สอนในโรงเรียนอาชีวศึกษามากที่สุด ส่วนโรงเรียนมัธยมศึกษาปัญหาที่สำคัญมากที่สุด คือนักเรียนไม่สนใจเรียน สำหรับปัญหาในการสอนของครูอาจารย์ในโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัย คือ ความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนนักศึกษาไม่ดีพอเป็นปัญหาที่มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง และส่งผลต่อเนื่องเมื่อเข้าศึกษาในระดับที่สูงขึ้น รองลงมา ได้แก่ นักเรียนนักศึกษาแสดงวิธีคำนวณไม่ได้ ขาดความพร้อมของห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ทดลอง และเนื้อหาวิชาที่เข้าใจยาก ปัญหานักเรียนนักศึกษาแสดงวิธีคำนวณไม่ได้มหาวิทยาลัยมีมากกว่าโรงเรียนมัธยม และการที่ไม่มีโอกาสค้นคว้าความรู้เพิ่มเติม ครูมัธยมมีปัญหามากกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย
สำหรับขวัญและกำลังใจของครูอาจารย์ผู้สอน ปัญหาสำคัญอันดับหนึ่งของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ได้แก่ ระบบการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนครูอาจารย์มัธยม ได้แก่ นักเรียนนักศึกษาไม่สนใจเรียน ปัญหาอื่นๆ ที่มีความสำคัญใกล้เคียงกัน ได้แก่ ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานในการฝึกปฏิบัติการ นักเรียนไม่เข้าใจวิชาวิทยาศาสตร์ และขาดแคลนห้องปฏิบัติการ
ด้านการพัฒนาครูอาจารย์ ครูมัธยมเกือบครึ่งหนึ่งไม่ได้รับการอบรมพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ การอบรมครูอาจารย์อย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ ครูมัธยมมีน้อย ส่วนอาจารย์มหาวิทยาลัยมีมากกว่า แสดงว่าปัญหาสำคัญและเป็นปัญหาพื้นฐานของครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษาคือ ครูอาจารย์ไม่ได้รับการอบรมพัฒนาอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง และมีอาจารย์มหาวิทยาลัยเกือบครึ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้รับการอบรมพัฒนาอย่างทั่วถึง
คือ อยากทราบว่าข้อมูลใน Blog นี้ได้มาจากไหนคะ การสังเกตด้วยตนเอง การสำรวจ หรือการทำวิจัยคะ ไม่มีอ้างอิงแหล่งที่มา หรือว่าคิดเองคะ
สัส
พยายามเข้านะคะอาจารย์เป็นกำลังใจให้นะคะ
ทำไมไม่เอารูปอาจารย์มาลงทุดคนเลยคะอยากเห็น