ความมหัศจรรย์_สเต็มเซลล์

มาลินี  อัศวดิษฐเลิศ
หน่วยบริหารจัดการความรู้
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)

: คุณสมบัติของสเต็มเซลล์
 
           คุณสมบัติสำคัญของสเต็มเซลล์ที่ถือว่า “มหัศจรรย์” และนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาโรค คือ ความสามารถของการพัฒนาไปเป็นเซลล์ได้หลายชนิด (Differentiation) และความสามารถของการแบ่งเซลล์ได้อย่างไม่จำกัดโดยมีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากเซลล์เดิม (Self-renewal) 
 
(1) สเต็มเซลล์...เซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ 


From Unspecialized cell.......To Specialized cell


สเต็มเซลล์ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างเฉพาะเจาะจงได้ ….สเต็มเซลล์ไม่สามารถปั๊มเลือดหล่อเลี้ยงร่างกายได้เหมือนเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ  ไม่สามารถจับโมเลกุลของออกซิเจนในกระแสเลือดได้เหมือนเซลล์เม็ดเลือด ไม่สามารถรับสัญญานจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์หนึ่งเพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้เหมือนเซลล์ประสาท แต่สเต็มเซลล์มีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์เม็ดเลือด หรือแม้กระทั่งเซลล์ประสาทได้


 


สเต็มเซลล์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์เฉพาะหรือที่เรียกว่า Differentiation ได้ เพราะปัจจัยภายนอกและภายใน ...ปัจจัยภายในควบคุมโดยยีนในเซลล์นั่นเอง ส่วนปัจจัยภายนอก ควบคุมโดยสารเคมีที่หลั่งออกมาจากเซลล์อื่น, ลักษณะทางกายภาพระหว่างสเต็มเซลล์และเซลล์ใกล้เคียง และโมเลกุลอื่นรอบๆ สเต็มเซลล์ ปัจจุบัน ยังมีข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับกลไกการเปลี่ยนไปทำหน้าที่เฉพาะของสเต็มเซลล์ ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยกันต่อไป



 
(2) สเต็มเซลล์...เซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เหมือนเซลล์เดิม ครั้งแล้วครั้งเล่า
 
สเต็มเซลล์ไม่เหมือนเซลล์สมอง เซลล์เม็ดเลือด หรือเซลล์ประสาท ตรงที่สำเนาเซลล์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่จำกัด ซึ่งเซลล์อื่นๆ ไม่มีคุณสมบัตินี้ เช่น เซลล์สมองของนักร้องชื่อดังถูกทำลายไปเนื่องจากอุบัติเหตุ ก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไปได้  เป็นต้น 



 Dividing & Renewing themselves for many times
สเตมเซลล์ที่ถูกแยกไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการระยะหนึ่ง ด้วยวิธีที่เหมาะสม มีศักยภาพสร้างเซลล์ได้นับล้านเซลล์ ซึ่งเมื่อนำสเตมเซลล์นับล้านเซลล์นั้นไปปลูกถ่ายในร่างกายแล้วช่วยรักษาโรคได้


ด้วยประโยชน์มหาศาล ทำให้หลายประเทศเดินหน้าศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง สหราชอาณาจักร แคนาดา สวีเดน อินเดีย เยอรมนีเกาหลีใต้ อิสราเอล  อิตาลี สเปน และอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ถึงกับประกาศตัวเป็นศูนย์กลางการวิจัยสเต็มเซลล์ หรือแม้กระทั่งอิหร่าน ยังสนับสนุนกรวิจัยสเต็มเซลล์




       -ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต (University of Toronto) ประเทศแคนาดา ได้ทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเตมเซลล์ของคนที่เสียชีวิตแล้ว เข้าไปที่ตาของหนูและลูกไก่ ผลที่ได้รับคือ เซลล์ที่ปลูกถ่ายพัฒนาเป็นเซลล์รับภาพได้ในที่สุด ช่วยสร้างความหวังให้ผู้พิการทางสายตา ว่าจะกลับมามองเห็นได้อย่างปกติอีกครั้ง


ที่มา: BBC News, 25 ตุลาคม 2547


        -ทีมวิจัย จากมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ (University of vermont) สหรัฐอเมริกา พบว่าสเตมเซลล์จากร่างกายที่ปลูกถ่ายเข้าไปในเนื้อเยื่อ ปอดที่ถูกทำลายแล้ว สร้างเซลล์ปอดขึ้นมาใหม่ได้ งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Respiratory and Critical Care Medicine ผลวิจัยที่ได้แสดงให้เห็นว่าเลืดและไขกระดูกซึ่งเป็นแหล่งที่มาของสเตมเซลล์ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างอวัยวะทดแทนในมนุษย์


ที่มา: www.sciencedaily.com 1 สิงหาคม 2546


       -ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก (University of Pittsburgh) สหรัฐอเมริกา ประสบความสำเร็จในการใช้สเตมเซลล์ รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว โดยพบว่าหัวใจของผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกสเตมเซลล์ ทำงานได้ดีกว่าหัวใจของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการปลูกถ่ายสเตมเซลล์


ที่มา: [email protected] , 8 มิถุนายน 2547


       - มูลนิธิสเตมเซลล์แห่งสหราชอาณาจักร (UK Stem Cell Foundation) สนับสนุนการทดลองปลูกถ่ายสเตมเซลล์เข้าสู่ผู้ป่วยโรคหัวใจเป็นครั้งแรกของโลก โดยจะเริ่มงานวิจัยระดับคลินิกแก่อาสาสมัคร 100 ราย ปลายเดือนธันวาคม 2549


ที่มา: BBC News, 8 พฤศจิกายน 2549


      -ทีมวิจัยจาก San Raffaele Scientific Institute ประเทศอิตาลี ประสบความสำเร็จในการใช้สเตมเซลล์รักษาสุนัขขาพิการ ให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง ผลจากการศึกษาวิจัยช่วยสร้างความหวังให้แก่ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อเสื่อมชนิดดูเชน (Duchenne muscular dystrophin) ว่าจะกลับมาเดินได้อย่างปกติอีกครั้ง


ที่มา: www.newscientist.com , 15 พฤศจิกายน 2549


สำหรับประเทศไทยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ของร่างกาย ตัวอย่างเช่น





      - คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประสบผลสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมียชนิดเฉียบพลัน ด้วยสเตมเซลล์จากเลือด ทำให้ผู้ป่วยหายจากโรค 70% จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 400 คน โดยผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหายเป็นปกติภายใน 6 เดือน (หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ, 31 ตุลาคม 2549)


       - คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ประสบความสำเร็จในการนำเลือดจากรกของผู้บริจาคที่ไม่ใช่น้องของผู้ป่วย มาปลูกถ่ายรักษาผู้ป่วยเด็ก 2 ราย ที่เป็น "โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิดชนิด Wiskott-Aldrich Syndrome" และโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อปี 2545 (สภากาชาด, สิงหาคม 2545)


ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์เพื่อนำมาใช้สำหรับ Regenerative Medicine จึงได้เปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานในประเทศขอรับการสนับสนุนทุนวิจัย เพราะความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรักษาโรค หรือ Regenerative Medicine เท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ในเรื่องของการได้มาซึ่งองค์ความรู้พื้นฐานด้านพัฒนาการของเซลล์  การใช้สเต็มเซลล์เป็นต้นแบบทดลองยาในกรณีที่ไม่มีระบบที่เหมาะสมในสัตว์ทดลอง การวิจัยเพื่อหาวิธีป้องกันและรักษาโรคทางพันธุกรรม และการวิจัยอื่นๆ



The Promise of Stem Cell Research







Because…Stem Cell is Versatile Cell
 
สเต็มเซลล์...เจ้าคือเซลล์ต้นกำเนิดแห่งเซลล์ทั้งปวง 

ที่มา: http://www.vcharkarn.com