ความรู้เกี่ยวกับความรู้

นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการคิดได้นำเสนอการศึกษาเชิงคุณภาพของความรู้ที่แตกต่างกัน 5 รูปแบบ ได้แก่ความรู้เชิงประกาศ ความรู้เชิงกระบวนการ ความรู้เชิงมโนทัศน์(ประเภท แผนภูมิ สคริปซ์) การเทียบเคียงหรือแนวเทียบ และตรรกะ (รวมทั้งรูปแบบเชิงคุณภาพ)  …ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบความรู้ที่กล่าวมาแล้วเรียกว่าความรู้เกี่ยวกับความรู้ (metaknowledge)

เนื่องจากชนิดต่างๆของความรู้เหล่านี้ได้มาในแนวทางที่แตกต่างกันการสอนในสถาบันการศึกษาต่างๆจำเป็นต้องจัดการให้สอดคล้องกันเพื่อดูแลให้เกิดการพัฒนาในแต่ละชนิด

(1) ความรู้เชิงประกาศ (Declarative Knowledge)
ความรู้เชิงประกาศเกี่ยวข้องกับสารสนเทศของความจริงทั้งหลายสามารถที่จะส่งผ่านหรือสื่โดยการใช้สัญลักษณ์ ในการพูดหรือคำที่เขียนขึ้น เครื่องหมายหรือสัญกรณ์ทางคณิตศาสตร์ ภาษาท่าทาง หรือสัญลักษณ์อื่นๆ ความรู้เช่นนี้มักจะได้มาจากการอ่านหนังสือ ฟังเลคเชอร์และการสนทนา ภาษาเครื่องหมาย การใช้อักษรเบรลล์ของคนตาบอด และรูปแบบอื่นๆ ของการพูดคุย การมองเห็น ภาษาเชิงประกาศมักจะส่งผ่านไปในรูปของการจัดการศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัย วัด  แต่ไม่ได้สื่อในเรื่องของความหมายแต่เป็นเรื่องของความจริง

(2)
ความรู้เชิงการะบวนการ (Procedural Knowledge)
ความรู้เชิงกระบวนการจัดอยู่ในรูปของลำดับการกระทำ ซึ่งแสดงได้ง่ายแต่ยากต่อการจัดให้สัมพันธ์ในเชิงประกาศ  ความรู้เชิงกระบวนการส่วนใหญ่อยู่ในจิตใต้สำนึกและเป็นอัตโนมัติ  ความรู้ชนิดนี้มีอยู่อันเป็นผลจากการฝึกปฏิบัติจนเกิดทักษะ แต่ความรู้เริ่มต้นอาจจะอาจจะอยู่ในรูปของเชิงประกาศ 

(3)
ความรู้เชิงมโนทัศน์ (Conceptual Knowledge)
ความรู้เชิงมโนทัศน์มี 2 ชนิดคือ
(1) บอกได้เป็นชนิดหรือประเภท
(2) บอกได้เป็นแผนภาพ หรือแผนผังร่าง (schematic) ความรู้เชิงมโนทัศน์เป็นชนิดของความรู้ที่ได้มาโดยวิธีการอุปนัย (inductively) ตัวอย่างเช่นการบอกประเภทหรือชนิด  เช่นที่เราทราบเกี่ยวกับรถยนต์โดยทั่วไป และลักษณะที่แตกต่างจากรถจักรยานหรือเครื่องบิน
การบอกเป็นแผนภาพหรือโดยแผนผัง จะเกี่ยวกับขนาดรูปร่าง เนื้อที่ เช่นเลย์เอ้าของรถยนต์ หรือเราทราบเกี่ยวกับสคริปซ์ทั่วไปในการขับรถยนต์ ความรู้เชิงมโนทัศน์ จึงเป็นความรู้ที่เราสร้างขึ้นเพื่อตัวเองจากประสบการณ์ของตัวเอง

(4) ความรู้เชิงเทียบเคียง (AnalogicalKnowledge)
ความเทียบเคียงหรือแนวเทียบเป็นชนิดของความรู้ที่คงสภาพที่ตรงกันเป็นการเฉพาะระหว่างสิ่งที่อยู่ในโลกภายนอกกับสิ่งที่อยู่ในหัวหรือความคิดของเรา ตัวอย่างเช่นความรู้เกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับหน้าตาของพ่อแม่ไม่ได้เป็นชนิดทั่วไป  และไม่ใช่ความรู้เชิงประกาศ ที่พ่อแม่ของเราจะแตกต่างไปในทางวัฒนธรรมอย่างไร หรือไม่ใช่  เป็นความรู้เชิงกระบวนการที่พ่อหรือแม่มีปฏิสัมพันธ์กับเรา  ความรู้แบบเทียบเคียงจากแม่ของเราคือความรู้ที่ยึดถือไว้และคงสภาพของแม่ของเราหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร

inductively)    (5) ความรู้เชิงตรรกะ (Logical Knowledge)
ความรู้เชิงตรรกะแตกต่างไปจากความรู้เชิงกระบวนการเพราะว่า ความรู้นี้เกิดจากการให้เหตุผลโดยตัวเอง ไม่ได้มาจากทักษะ หรือได้มาโดยอัตโนมัติ ความรู้เชิงตรรกะมีลักษณะรู้ได้จากความจำ ความรู้เชิงตรรกะต่างจากความรู้เชิงมโนทัศน์เช่นกัน  ซึ่งอาจจะไม่มีการหาเหตุผลเบื้องหลัง เราสามารถที่จะสร้างมโนทัศน์เกี่ยวกับสิ่งใดๆ การกำหนดตามนั้นทำให้เรามีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนั้นทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีการดำเนินการทางตรรกะ   

ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบต่างๆของความรู้ เรียกว่าความรู้เกี่ยวกับความรู้ (metaknowledge)  ได้มีการกำหนดเทอม การคิดเกี่ยวกับการคิด”thinking about thinking”  การรู้เกี่ยวกับการรู้”knowing about knowing”,  การรู้วิธีการที่จะรู้”knowing how to know”  และการเรียนรู้วิธีการเรียนรู้”learning how to learn”  และเราคิดถึงความรู้เกี่ยวกับความรู้ เหมือนกับอยู่ในระดับที่สูงขึ้นกว่าความรู้ตามปกติ  ความรู้เกี่ยวกับความรู้จึงเป็นทุติยภูมิของความรู้ชนิดหนึ่งหรือมากกว่าจากความรู้ 5 แบบดังกล่าวแล้ว  การไม่มีหรือไม่เกิดความรู้เกี่ยวกับความรู้  มาจากการขาดความรู้ไม่ใช้เพราะขาดความพร้อมหรือช่วงเจริญเต็มที่(Cultice,Somerville&Wellman 1983).
ตัวอย่างของความรู้เกี่ยวกับความรู้ ดังนี้

การรู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ในความจำระยะยาว (เช่นรู้ว่าเราไม่รู้จักเบอร์โทรศัพท์ของ Charles Dicken) การรู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ในความจำระยะยาว (เช่นรู้ว่าเราไม่รู้จักเบอร์โทรศัพท์ของ Charles Dicken)  

การรู้ว่าเราจะจำเรื่องบางอย่างได้เมื่อเรามองเห็นมัน เช่นการรู้ว่าผลของวิธีการหนึ่งควรจะให้ผลเหมือนกับอีกวิธี (เช่นรู้ว่า 3 + 4 ควรจะเท่ากับ 4 + 3 )

การรู้ว่าคำที่เราใช้ง่ายในการจำมากกว่าคำของผู้เขียน (เช่นการพูดว่าโต๊ะเป็นอะไรง่ายกว่าที่จะนึกเป็นคำๆ)

 การรู้ว่าต้องใช้เวลาศึกษามากเท่าใดจะเป็นสิ่งที่จำเป็น (เช่นรู้วิธีการทำแผนกำหนดการทำการบ้าน)

 การรู้ว่าเมื่อยุทธวิธีที่ศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็น  (eg. เช่นรู้ว่าเมื่อไรจะจ้างผู้ฝึกสอน)

 การรู้ว่าเมื่อไรที่จำเป็นต้องใช้ตัวช่วยจำ (eg. รู้ว่าเมื่อไรจะเขียนแสดงทิศทาง)

 การรู้ว่าส่วนใดของงานที่จำเป็นต้องทบทวน (เช่นรู้ว่าเราควรจะได้ฝึกจำชื่อของนายกรัฐมนตรีประเทศสำหรับการทำข้อสอบประวัติศาสตร์
(Source:Farnham-Diggory, 1992, p 81)

ที่มา :http://www.nstlearning.com