วิธีการทำนาไม่ไถ
1. หลังจากการเก็บเกี่ยว ใช้ล้อรถดังรูป เหยียบ ให้ทั่วพื้นที่นา เว้น 1-2 สัปดาห์ เหยียบครั้งที่ 2 พร้อมปล่อยน้ำเข้านา ฉีด หรือปล่อยน้ำหมักชีวภาพลงในนาที่เหยียบ เพื่อย่อยสลายฟางข้าวเว้น 1-2 สัปดาห์
2. เหยียบครั้งที่ 3 พร้อมเตรียมเมล็ดพันธ์ข้าว หากต้องการลดวัชพืช ควรหว่านถั่วเขียวไปพร้อมเมล็ดพันธ์ข้าว
3. หลังจากหว่านข้าว 2-3 สัปดาห์ เริ่มปล่อยน้ำขังและให้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพโดยการปล่อยไปตามการสูบน้ำ
4. หว่านปุ๋ยตามระยะการทำนาปกติ 2-3 ครั้ง แต่สามารถลดปริมาณปุ๋ย สามารถใช้ปุ๋ยชีวภาพ และน้ำหมักแทนได้ พร้อมสามารถไล่แมลงศัตรูข้าวโดยการฉีดน้ำหมักพร้อมกับสมุนไพรไล่แมลงได้
5. ช่วงระยะ 1 - 2 ต้นข้าวอาจดูไม่สวยงาม แต่แข็งแรงต้านทานโรคได้ดี หลังจากนั้นต้นข้าวให้รวงดี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการทำ 1,2,3 ปี โดยไม่เผาฟางข้าว
6. ผลผลิตอาจได้ไม่มากในระยะแรกแต่ ทำไประยะหนึ่งค่าใช้จ่ายจะน้อย ความเสี่ยงน้อยต่อราคาข้าวที่ไม่แน่นอน
7. ระยะเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวปกติแต่ไม่เผาฟางข้าวเหยียบ ทำตามข้อ 1-6
ข้อคิดจากการทำนาไม่ไถ
- ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิต
- ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว กลับมาอีกครั้ง ไม่แถมโรค และสารเคมี
- คืนชีวิตให้แม่ธรณี แม่คงคา พระพาย
- ลดภาวะโลกร้อน เราจะมีชีวิตได้อย่างไร หากไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่น เลย เลี้ยงงูเห่าไว้กินหนูในนาข้าว โดยไม่ต้องทำลายซึ่งกันและกัน
ครูนัน 08-1766-4254, 0-7439-2540
ต้องการเห็นข้อมูลการเปรียบเทียบ การทำนาแบบไถ ไม่ไถ
1. สภาพที่นา
2. ค่าใช้จ่าย
3. ผลผลิต
เชื่อค่ะว่าทำได้จริงขอสนับสนุน
สวัสดีค่ะ
มาร่วมเรียนรู้วิธีการทำนาค่ะ
จะมีชาวนาสักกี่คนได้ดูวิธีการทำนาจากท่นี่ ถ้าทำได้จริง ควันจากเผาฟางคงไม่มากอย่างท่เห็น
อยากเห็นวิธีการทำนาแบบไมไถจังเลยค่ะ
ครูเด็กชื่อตาลให้เม้นให้ครูด้วยแหละ
ชาวนาคงไม่เล่นเน็ตกันเราทุกคนที่มาดูควรนำไปบอกต่อๆ โลกเราจะได้ปลอดภัย
คุณคิดว่าการทำนาปัจจุบันส่งผลเสียอย่างไรให้กับสิ่งแวดล้อมบ้าง แล้วการทำนาโดยไม่ไถมีผลดีอย่างไรบ้าง แล้วในสภาวะที่เศรษฐกิจเป็นเช่นนี้เราควรทำนาแบบไหนให้ได้ผลผลิตที่ดี ตอบด้วย
ดีมากเลยครับ น่าสนใจ
มือใหม่ขอเรียนรู้การทำนาด้วยคนค่ะ
มือใหม่อยากศึกษาการทำนาและอยากลองทำนา นะครับ
อยากได้คำแนะนำ
ทำนาไม่ไถ ไร้สารพิษ เศรษฐกิจพอเพียง ลดความเสี่ยงภาวะโลกร้อน
ข้าวปลอดพิษ ชีวิตปลอดโรค โลกปลอดภัย
หลายคนบ่นว่า ดิน น้ำ ลมไฟ ไม่สมดุล โลกร้อนหลายคราว อากาศหนาวหลายครั้ง ดินพังหลายที่ อากาศไม่ดี ฟ้าจะถล่ม ลมแรง น้ำแข็งขั้วโลกละลาย คนตายไม่รู้สาเหตุ เภทภัยมากมายไปหมด
ทำไมเป็นเช่นนั้น
ภัยธรรมชาติที่เกิดกับโลก เป็นการตอบสนองกรรม หรือการกระทำของมนุษย์ ที่ได้เป็นผู้ทำลายที่มีความสามารถทำลายได้อย่างชาญฉลาดเท่าที่ตนเองพอจะมีความโง่และความกลัวอยู่ กลัวจน กลัวอด กลัวตาย กลัวไม่ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จึงต้องรีบกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติมาสะสม
จนกระทั่งชาวนาผู้บริสุทธิ์ก็ต้องเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ของนักโง่ที่ชาญฉลาดเหล่านั้น ชาวนาเคยเตรียมดินทำนาด้วยวัวควายที่ให้กระบวนการเตรียม พื้นที่(ไถ) กระบวนการบำรุงรักษา(ให้ปุ๋ยมูลสัตว์) กระบวนการกำจัดวัชพืช (ควายกินหญ้า) จนกระทั่งกระบวนการเก็บเกี่ยว ขนส่ง โดยไม่ทำลายโลกเลย
ปัจจุบันสิ่งเหล่านั้นถูกเปลี่ยนแปลงไปตามนักพัฒนาสามานที่ต้องการกอบโกย โดยใช้ชาวนาเป็นเครื่องมือ สาธิตการไถเตรียมดินเพื่อขายรถไถ ทำลายหน้าดิน อัดดินชั้นล่าง เปลี่ยนโครงสร้างดิน สาธิตการใช้ปุ๋ยเคมี ฆ่าจุลินทรีย์นับล้านที่เคยสร้างอาหารให้สรรพสัตว์ เพียงเพื่อเงินอันเป็นอสรพิษร้าย(พระพุทธเจ้าบอก)ที่ฉกกัดชาวนาปีแล้วปีเล่า สาธิตการใช้ยาค่าแมลง
ตัดห่วงโซ่อาหาร ตัดวิถีชีวิตจนชาวนาต้องไปเก็บผักในห้างสรรพสินค้า หาน้ำดื่มจากร้านค้า ทั้งที่ท้องฟ้ายังมีฝน ซื้อข้าวสารกินเพราะไม่กล้ากินข้าวที่ตนปลูกด้วยยาพิษ แต่ไม่รู้ว่าที่ตนซื้อเขาก็ใช้ยาเหมือนกัน
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชาวนา คือผู้ที่มีอาชีพที่มีคุณธรรมสูงส่ง เพราะเป็นผู้ให้อาหารแก่
มวลมนุษยชาติ แต่ผู้ที่ใส่ยาพิษลงในอาหาร ผู้ที่ใส่ยาพิษให้ผู้มีพระคุณอย่างดิน น้ำ อากาศผู้หล่อเลี้ยงชีวิตตน ผู้นั้นคือฆาตกรที่ฆ่าผู้อื่นอย่างเลือดเย็นเพราะวางแผนฆ่ากันเป็นทีม ตั้งแต่ผู้ผลิตยาจนถึงผู้ใช้ยา ผู้ทำนาและผู้ขายข้าวสาร(ที่อุตส่าห์เคลือบยาฆ่ามอดอีกทีก่อนขาย)
การทำนาในปัจจุบันเรียกกันว่านาน้ำตม การเตรียมดิน ชาวนามักจะเริ่มทำในต้นฤดูฝน ชาวนาจะไถพรวนให้ดินเป็นโคลนตมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วชาวนาส่วนใหญ่จะปล่อยน้ำที่ยังเป็นตมอยู่พร้อมกับยาฆ่าหอยเชอร์รี่ที่เพิ่งใส่ลงไปอย่างไม่ใส่ใจว่ามันจะไปฆ่าทุกชีวิตในลำคลอง ในทะเลสาบ แล้วก็หว่านข้าวที่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ครั้งเดียว(ไม่สามารถเก็บไว้ทำพันธุ์ได้อีกเพราะเป็นข้าวพันธุ์ที่ถูกยาสั่งไว้เพื่อกำไรสูงสุด) จำนวนมากถึงไร่ละ25 – 40 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งที่ข้าวที่ใช้ทำข้าวปลูกราคาแพงกว่าข้าวที่ตนผลิตขายกว่า 2-3 เท่าตัว เพียงมีความเชื่อว่าถ้าหว่านข้าวปลูก(เมล็ดพันธุ์)มากจะได้ผลผลิตมาก ทั้งที่จริงในอดีตชาวนาภูมิปัญญาไทย ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกเพียงไร่ละ 5-10 กิโลกรัม ก็แตกกอพอเพียงแล้ว (ประเทศไทยต้องสูญเสียเมล็ดพันธุ์ปีละมากมายมหาศาล) แต่ชาวนาปัจจุบัน มีความเชื่อว่า จำเป็นต้องหว่านมาก เผื่อศัตรูข้าวทำลาย หอยเชอร์รี่ บ้าง นก หนูบ้าง และที่สำคัญเมื่อต้นกล้าอายุ 5 – 25 วัน ต้องฉีดยาฆ่าหญ้า ข้าวบางส่วนก็จะตายอีก ( เป็นเหตุผลให้ต้นทุนสูงได้ทุกขั้นตอน) ต่อจากนั้น เมื่อหว่านปุ๋ย(ซึ่งต้องหว่าน 2 - 3 ครั้ง ) ฉีดฮอร์โมน ฉีดยาฆ่าแมลง อีกหลายครั้ง ต้องเหยียบข้าวตายอีก
ปัญหามากมายพาใจอ่อนล้า ทั้ง ๆไม่เจตนา แต่ก็มาต้อง..........เป็นเครื่องมือนายทุนสามาน จนได้.....
พระเจ้าอยู่หัวมีทางเลือกเศรษฐกิจพอเพียงมานับสิบปี หน่วยงานของรัฐจัดนิทรรศการ จัดแปลงสาธิต ลงพื้นที่แนะนำ ฉาบฉวยไฟไหม้ฟางเป็นครั้งคราว เหมือนจะประชดว่า ลองทำดูซิ
เอาละ ลองมาทำดูซิ
ทำนาไม่ไถ
พื้นนาที่เรียบสม่ำเสมอ หลังเก็บเกี่ยวแล้ว ไม่ต้องเผาฟาง สูบน้ำใส่พอแฉะ ใช้รถหรือวัวควายเหยียบให้ตอซังล้มแล้วขังน้ำให้จม ไม่กี่วันฟางเปื่อย ก็เอาน้ำออก หว่านข้าวได้เลย
ไร้สารพิษ
เริ่มต้นตั้งแต่เก็บเมล็ดพันธุ์เอง หว่านเมล็ดพันธุ์ไม่มากนัก จัดระบบน้ำให้ดี ขังน้ำให้ทันเวลา ใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติ ขยันดูแลเอาใจใส่ จะไม่มีศัตรูพืช ไม่มีหญ้า
เศรษฐกิจพอเพียง
หากความโลภไม่เข้าตา ทำนาแบบพอเพียง ตามความสามารถ เราก็จะดูแลทัน จัดการให้ถูกต้องตามธรรมชาติ ความเสียหายจะไม่เกิด หรือจะเกิด ก็มีความเสี่ยงน้อย
ลดความเสี่ยงภาวะโลกร้อน
ทุกขั้นตอนไม่มีการเผาไฟ (ไม่เพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ) ไม่มีการใช้สารเคมี (ไม่ทำให้อากาศเสีย) การขังน้ำย่อยฟางเกิดมีเทน(อีกสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน)น้อยกว่าการไถกลบ เพราะมีเทนจะเกิดจากการหมักโดยไม่ใช้อากาศ
หากทำได้ครบวงจร ....ทำนาไม่ไถ ไร้สารพิษ เศรษฐกิจพอเพียง ลดความเสี่ยงภาวะโลกร้อน ...งานที่ต้องออกแรง ออกเงินลงทุน ก็จะลดลง รายได้หรือรายเหลือ(กำไร)ก็จะค่อยๆ ค่อยๆ มากขึ้น สุขภาพก็จะดีขึ้น โลกก็จะน่าอยู่ขึ้น แม่ธรณี ก็จะมีผิวสี ที่มีค่ากว่าดินทรายที่ไร้สี แหล่งน้ำลำธาร ทะเล น้ำจะใส ท้องฟ้าจะไม่ต้องเต็มไปด้วยควันไฟหลังการเก็บเกี่ยว จะไม่ต้องเหม็นยาไม่มีอากาศหายใจทั้งที่ทุ่งนาเขียวขจี อาหารหลักของคนก็จะเป็นอาหารจริง ๆ ไม่ใช่อาหารเคลือบยาพิษ ชาวนาก็จะเป็นนักบุญ ไม่ต้องเป็นคนบาป คนกินข้าวก็ไม่ต้องเป็นแหล่งสะสมโรค สะสมมะเร็ง หมอของรัฐก็ไม่ต้องเหนื่อย ล้า ชาวประชาจะสุขสมบูรณ์
การเผาฟางข้าวจะทำให้ดินเสีย
ก็ดีนะ แต่ควรจะทำให้เห็นวิธีทำชัดๆหน่อยนะคะลุง
ก็ดีนะครู แต่แพรอยากให้ดูแล้วน่าอ่านกว่านี้ มีภาพประกอบในวิธีทำด้วยยิ่งดีมากๆเลยนะ
ดีมากค่ะ ครูนันต์ บอกเพื่อนๆที่โรงเรียนให้ลองเข้ามาดูแล้วนะ
เพื่อน ๆ หลายคนบอกว่า มันก็ ok นะ
ดีค่ะน่าสนใจดี เอาไว้ถ้ามีโอกาสจะให้พ่อแม่ลองทำดู
( แพรบอกให้ ใส่ความคิดเห็นลงไปให้ด้วยค่ะ )
เป็นวิธีที่ทำนาที่ดีมากคะ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ก็ดีนะค่ะ อยากได้คำแนะนำ อยากทำดู
ให้ดูภาพหน้านู้ท่ครูใส่ ภาพไม่ใหม่แต่ก็รูว่าดูได้
ตรงขั้นตอนการทำนาหน้าต่อไป ไม่เข้าใจโทรมาจะพาไปดู
ดีค่ะอยากทำจังเลย