สิทธิแรงงานข้ามชาติ
ในกระแสสังคมไทยสมัยนี้ไม่อาจจะเลี่ยงได้กับความรักชาติที่มีมากขึ้นทุกที ความเป็นชาติไทยนั้นได้สื่อแสดงถึงความมีสำนึกในความเป็นคนชาติเดียวกัน หากผู้ใดไม่ใช่คนชาติเดียวกัน ย่อมไม่อาจได้รับการปฏิบัติได้ดีเท่าคนที่มีเลือดเนื้อเชื้อชาติเหมือนกัน
กระแสรักชาติถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก ในวรรณคดีที่เราอ่านมากมายล้วนแล้วแต่มีศัตรูเป็นผู้ที่เรียกว่า เพื่อนบ้านที่ไม่อาจเป็นมิตรกันได้ รวมทั้งประวัติศาสตร์ที่คอยตอกย้ำในจิตใจในเรื่องของการเสียดินแดนและนำไปสู่สงครามที่ยังเป็นบาดแผลในอดีตที่ไม่อาจลบเลือน ความรักชาติที่มากล้นทำให้คิดว่าผู้ที่ไม่ใช่คนชาติเดียวกัน ย่อมเป็นศัตรูไม่อาจมาเทียบคนที่มีเชื้อชาติ ภาษาและวัฒนธรรมเดียวกันได้ แต่ไฉนจึงลืมคำว่า”มนุษย์” ลืมคิดว่าเราทุกคนที่ยังลืมตาอยู่เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน อยู่บนโลกใบเดียวกัน ควรเห็นอกเห็นใจกัน ไม่ใช่มาแบ่งแยกเพียงว่าเกิดคนละแผ่นดิน เพราะแท้ที่จริงเราเกิดมาบนโลกใบเดียวกันแค่ระยะทางพื้นที่ที่เราเกิดนั้นแตกต่างกันเท่านั้น
เมื่อมนุษย์ทุกคนต้องการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ต้องพึ่งพาปัจจัย 4 เพื่อมีชีวิตต่อไป ต้องการมีงานทำเพื่อที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตน แม้ว่าการทำงานไม่อาจเลือกได้ว่าควรอยู่บนแผ่นดินใด แต่แม้ว่าอยู่ที่ใดแผ่นดินใดความเป็นมนุษย์นั้นยังคงติดตัวผู้นั้นตลอดเวลา แต่เหตุใดจึงมีการแบ่งแยกการทำงานของผู้ที่อยู่ที่เกิดบนแผ่นดินของตน กับผู้ที่ได้ชื่อว่าคนต่างแดน โดยมีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน
นานาประเทศถือว่าประเทศของตนมีรัฐมีอำนาจอธิปไตย มีดินแดน และมีประชาชนที่เป็นของตน และประชาชนของตนต้องมีการงานทำภายในประเทสอย่างเพียงพอ โดยมองเพียงมุมที่ว่าไม่ต้องการให้แรงงานข้ามชาติ แรงงานต่างด้าวเข้ามาเบียดเบียน ขับโอกาสในการทำงานของชนในชาติ แม้ว่าทิศทางในปัจจุบันนั้นแรงงานไทยต้องประสบกับการหลั่งไหลเข้ามาทำงานในประเทศไทยจากประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศคือพม่า ลาว และกัมพูชา
จึงทำให้มีการออกบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างชาติ เพื่อมาควบคุมการทำงานและประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวอยู่ มีอยู่ด้วยกัน 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พ.ร.บ. การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 และ
พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในพ.ร.บ. คนเข้าเมือง
ในมาตราที่ 12 มีใจความว่า ไม่ให้คนต่างด้าวที่ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารแทนหนังสือเดินทาง หรือคนต่างด้าวที่เข้าเพื่อมีอาชีพกรรมกรหรือเข้ามาเพื่อรับจ้างด้วยกำลังกาย โดยไม่ได้อาศัยความรู้ความสามารถ หรือเข้ามาโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
และมาตรา 37 กล่าวไว้ว่า คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ชั่วคราว ต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือรับจ้างทำงาน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือเจ้าหน้าที่ที่อธิบดีมอบหมาย และได้กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาดกำหนดไว้ในกฤษฎีกาจำนวน 39 ประเภท ส่วนใหญ่เป็นงานก่อสร้าง งานกรรมกร งานกสิกรรม งานก่อสร้าง แต่งานที่ไม่ห้ามมักเป็นงานที่ใช้ความสามารถด้านความรู้เช่นงานสถาปัตยกรรม มัคคุเทศก์
จะเห็นได้ว่าตามพ.ร.บ. ดังกล่าวมีเพื่อแก้ไขปัญหาอัตราแรงงานไทยที่ว่างงานให้ลดน้อยลงการออกพ.ร.บ.ต่างๆเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ดีแล้วหรือ แต่ดูหากเหมือนว่าเป็นการพยายามแก้ปัญหาอีกด้านแต่อาจก่อให้เกิดปัญหาอีกด้าน ซึ่งหากมองตามสถานการณ์ความเป็นจริงในระบบอุตสาหกรรมต่างๆล้วนแล้วแต่มีแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในงานที่ต้องห้ามเช่น งานก่อสร้าง งานกรรมกร ผู้ประกอบการมีการจ้างแรงงานต่างด้าวมากกว่าแรงงานไทย เนื่องจากจ่ายค่าแรงถูกกว่า และอำนาจต่อรองน้อยกว่าแรงงานไทย ดังนั้นเราควรให้ปัญหาต่างๆเดินไปด้วยกัน อาจให้อัตราของแรงงานต่างด้าวในการประกอบกิจการดังกล่าวในสัดส่วนที่น้อยลงแต่ไม่จำต้องห้ามเด็ดขาด เพราะอุตสาหกรรมในไทยไม่อาจดำเนินต่อไปได้เลย ดูแลให้เป็นแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย พร้อมทั้งคุ้มครองแรงงานต่างด้าวและแรงงานไทยให้เสมอเท่าเทียม
แนวคิดในการออกพ.ร.บ.มานั้น อาจเป็นส่วนหนึ่งที่แรงงานข้ามชาติไม่ได้รับการคุ้มครองเพียงพอเมื่อเทียบกับแรงงงานภายในชาติ อันก่อให้เกิดปัญหามากมาย เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน การเลือกปฏิบัติ การกดขี่ข่มเหง การใช้แรงงานที่ผิดกฎหมาย ซึ้งปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆคือ การที่นายจ้างเก็บใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติไว้ที่ตนเอง ทำให้แรงงานดังกล่าวถูกจับกุมและถูกส่งกลับ โดยไม่ได้ค่าแรงตามกฎหมายไทย การทำงานที่ยาวนานตั้งแต่ 8.00 – 23.00 อัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่าแรงงานไทย ที่ทำงานที่สกปรกมาก อีกทั้งหักเงินค่าที่พักอาศัยเกินควร ยังมีประเด็นในเรื่องไม่ได้รับเงินทดแทนในกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานอีกด้วย ซึ่งล้วนแล้วแต่ปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติดังว่าไม่ใช่มนุษย์
เนื่องจากปัญหาแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้รับสิทธิเหมือนเช่นแรงงานคนชาติ เพื่อมีการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ จึงมีองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ในระดับอาเวียน จึงมีปฏิญญาสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าด้วยความคุมครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานต่างด้าว คือต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานต่างด้าว ส่งเสริมสวัสดิการ และที่สำคัญคือปฏิญญาดังกล่าวไม่เพียงคุ้มครองแรงงานต่างด้าวในไทย ยังคุ้มครองแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศด้วย นอกจากนี้ยังกำหนดหน้าที่ของประเทศผู้ส่งและผู้รับแรงงานต่างด้าวด้วย อย่างไรก็ตามหลักการในปฏิญญานี้จะสำเร็จไม่ได้หากไม่ได้ความร่วมมือจากประเทศต่างๆในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศผู้รับและประเทศผู้ส่ง รวมถึงทัศนคติในการกำหนอนโยบายของรัฐที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต่างๆที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นหากลองมองในมุมที่กลับกันในเมื่อคนในชาติของเขาที่มาทำงานในไทย ก็ต้องการที่จะได้รับการคุ้มครอง ดังนั้นเมื่อแรงงานดังกล่าวได้เลือกที่จะมาทำงานในแผ่นดินไทย เราควรคุ้มครองพวกเขาให้เหมือนว่าเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา หากคนไทยที่ไปอยู่ต่างแดนถูกกระทำเช่นนี้บ้าง คนไทยจะรู้สึกเช่นไร มันก็ไม่ต่างกับคนในประเทศของเขาที่จะรู้สึกเสียใจและผิดหวังเพียงใดกับประเทศที่พร้อมต้อนรับคนต่างแดนเสมอจนชื่อว่า สยามเมืองยิ้ม หากเราเพียงนำพื้นที่ที่เราเหยียบตอนที่เราเกิดมา มาแบ่งชนชั้นกันโลกใบนี้คงไม่มีวันสงบสุขได้เลย