VANITY, definitely Satan's favourite sin
มีภาพยนต์อยู่เรื่องหนึ่ง ทีวีเอามาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อไรก็ตามที่ผมเปิดเจอ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องนั่งดูต่อจนจบ จะเริ่มตอนไหนก็ได้เพราะจำได้หมดทั้งเรื่องแล้ว นั่นคือ Devil's Advocate ที่แสดงโดย อัล ปาชิโน และ คีนู รีฟ

คีนู รีฟ เล่นเป็นทนายหนุ่มดาวรุ่งบ้านนอก ที่กำลังก่อร่างสร้างตัวกับภรรยาสาว ได้มีโอกาสว่าความเป็นตัวแทนจำเลยที่ก่อคดีพรากผู้เยาว์อย่างโหดเหี้ยม จากระบบศาลที่ใช้หลักการ Presume Innocent ก็คืออัยการต้องเป็นฝ่ายหาหลักฐานว่าจำเลยผิด (ตรงกันข้ามกับระบบ Presume Guilt ซึ่งทนายต้องแก้ต่างว่าจำเลยไม่ผิด) หน้าที่หลักของทนายจำเลยก็คือการหาทางล้มรูปคดีให้ได้ ด้วยทุกวิถีทาง จนกระทั่งบางครั้งพบว่าทนายนี่เองที่ทำให้คนร้ายระดับสุดๆหลายคนลอยนวล มาเฟียใหญ่ๆนั้น เป็นที่รู้กันว่าจะจ้างคนสองคนด้วยราคาที่แพงมาก คือ นักบัญชี และทนายความ ที่จะช่วยทำให้รายได้ผิดกฏหมายทั้งหมดนั้นกลายเป็นสิ่งถูกกฏหมายไป
คีนู รีฟ จะใช้ลวดลาย ไหวพริบ ความฉลาดเป็นกรดของทนาย ในการหาข้อบกพร่องในคำให้การ ในหลักฐานของฝ่ายอัยการ ใช้การ manipulate พูดจากล่อมเกลา charming โปรยเสน่ห์ให้คณะลูกขุนคล้อยตาม และก็ถึงจุดที่ว่า ถ้าหากเขาเชื่อว่าลูกความผิดจริง เขาจะยังคงช่วยลูกความอยู่หรือไม่ ในตอนปฏิญานตนของทนายความนั้น มีคำที่เรียกร้องให้ทนายสาบานตนว่าจะช่วยลูกความของตนเองอย่างซื่อสัตย์เต็มความสามารถ ประเด็นนี้ก็เช่นกัน มีภาพยนต์เกี่ยวกับกฏหมายและทนายของอเมริกันหลายเรื่อง อาทิ The Firm (ทอม ครุยส์), The Piligan's Brief (จูเลีย โรเบิร์ต) ที่พล้อตหมุนเวียนรอบๆประเด็นระหว่าง "มโนสำนึก" และ "มืออาชีพในการใช้กฏหมาย" ที่ความชัดเจน ถูกต้อง ของคุณธรรม จริยธรรม ถูกทำให้เบลอและท้าทายตลอดเวลา
อัล ปาชิโน ในเรื่องนี้ เล่นเป็นเจ้าของ Law Firm ใหญ่ในนิวยอร์ค ทีีสนับสนุนหนุ่มหน้าใสไฟแรงอย่างคีนู รีฟ ให้ไปพักในอพาตเมนต์หรูอยู่กับครอบครัว แนะนำเข้าสู่ชีวิตอันหรูหราฟู่ฟ่าของคนสังคมชั้นสูง รายล้อมด้วยผู้หญิงสาวๆสวยๆไม่ซ้ำหน้า มาพร้อมกับอำนาจและเส้นสายครอบคลุมหมดทุกวงการในโลกเลยทีเดียว ผมชอบทุกฉากที่อัล ปาชิโน ออกมา ซึ่งจะขโมย scene ไปหมดทุกครั้งไป (นึกถึงเรื่อง A few good men ที่แจ็ค นิโคลสัน แสดงกับทอม ครุยส และเดมี มัวร์ ถึงแม้ว่าแจ็คจะออกมาแค่ 3 ฉาก แต่ผมว่าคนส่วนใหญ่อาจจะจำหนังเรื่องนี้ได้แค่นั้น คือ 3 ฉากนี้นี่เอง) ทั้งเสียง ท่าทาง และการสอดใส่อารมณ์ลงไป เกือบจะคิดว่าเป็น authentic (หรือคิดว่ามันช่างเหมือน satan ซะนี่กระไร)
ที่ผมประทับใจก็คือ รูปแบบที่ภาพยนต์เรื่องนี้สำแดง "วิธี" ที่ซาตาน (อัล ปาชิโน) จะควบคุมมนุษย์ วาตานจะไม่บอกอะไรตรงๆ จะไม่ทำอะไรตรงๆ (ยกเว้นตอนจะฆ่า) แต่ยึดหลักอย่างเดียวว่า "มนุษย์มีจุดอ่อน และติดอยู่กับบาปใดบาปหนึ่งใน Seven Deadly Sins ซึ่งสิ่งเดียวที่ซาตานจำเป็นต้องทำ ก็คือ การ manipulate ให้มนุษย์ติดกับดักของตัวเองลงไปให้มากที่สุดเท่านั้น"
มนุษย์ทุกคนมี "ซาตาน" หรือ "บาป" ประจำตัวอยู่ หรือรายล้อมตัวเองอยู่ จะทราบ จะเห็น หรือไม่เท่านั้นเอง จริงๆแล้วไม่ต้องมีซาตานมากำหนด หรือมาหลอกล่อเราก็ยังได้ แต่มนุษย์จะถูก "ท้าทาย" โดยบาปเหล่านี้ตลอดเวลา ในระดับง่ายๆ ก็เป็นบาปประเภทความโลภ ความขี้เกียจ ความตะกละ ความตกเป็นทาสกามารมณ์ ขึ้นไปอีกเป็นระดับความโกรธ (rage) ความริษยา และสูงสุดก็คือ VANITY หรือ PRIDE การหลงตัวเอง
ที่ VANITY เป็นบาประดับสูง (คำว่าสูง อาจจะ misleading!! beware !!) ก็เพราะ vanity หรือ pride เป็นบาปสำหรับคนที่อาจจะพ้นจากบาปชนิดอื่นๆมาได้ก็จริง แถมยังประสบความสำเร็จในชีวิตพอสมควร มีสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด สิ่งต่างๆเหล่านี้่นี่เองที่คนทั่วๆไปจะนิยามเป็น "คุณค่า" ของตัวเอง เป็นอัตตา เป็น Self Values ของตนเอง หรือแม้่กระทั่ง "เป็นตนเอง" คือ ตัวเองหมายถึงรวย หมายถึงเก่ง หมายถึงงดงาม
คนบางคนปฏิิบัติธรรม ตามความเชื่อ ตามศาสนาของตนเอง น่าจะมีความสุข สงบ สันติ ในจิตใจ แต่แทนที่จะมองเห็นและใคร่ครวญอยู่กับสิ่งที่ตนได้ฝึกฝนทุ่มเท กลับมองเห็นแต่คนอื่นที่ไม่เหมือนตนเอง ไม่คิดอย่างตนคิด ไม่ทำอย่างตนทำ และเกิดความทุกข์ใจ เกิดความโกรธโทสะ พยายามจะไปเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ว่าเขาอยากจะเปลี่ยนหรือไม่ หรือว่าพร้อมหรือไม่ จากผู้ปฏิบัติธรรม กลายเป็น Fanatic หรือ "ผู้คลั่งไคล้"ไปแทน
ปัญหาก็คือ คนที่มี Pride หรือ Vanity นั้น ยากที่มองเห็นสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นบาปแต่เริ่มแรก เพราะมัน "ช่างดีเหลือเกิน" (ภาษาเราอาจจะเรียกว่าพวก "ติดดี") ในเมื่อมันดีเหลือเกินแล้วมันจะไม่ดีไปได้อย่างไร? pride หรือ vanity จึงงอกงามเอาๆ เหมือนวัชพืชที่รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนดอกไม้สวยงาม แต่จริงๆเป็นปาราสิตที่จะกัดกร่อนแก่นความดี กัดกินรากความดี ลงไปทีละน้อยๆ จนกว่าจะรู้่ตัว เราก็ถูกเปลี่ยนราก เปลี่ยนแก่น เหลือแต่โครงความดีที่ปราศจากจิตวิญญาณ เพราะข้างในมันกลวงโบ๋ เน่าฟอนเฟะหมดแล้ว

ในเรื่องนี้ พระเอก คีนู รีฟ มี vanity คือ ความเก่งกาจในการว่าความของตนเอง ความเฉลียวฉลาดในการมองเห็นจุดอ่อน ช่องโหว่ทางกฏหมายของฝ่ายอัยการ ที่พยายามจะจับลูกความของเขา คดีที่พระเอกว่าความเริ่มยากขึ้น และทวีความโหดเหี้ยว รุนแรง เลวร้ายมากขึ้น แต่พระเอกก็สามารถจับจุดหาข้อบกพร่อง แม้กระทั่งมีพยานเท็จที่ขึ้นศาลแล้วจะช่วยคดีได้ ซาตานในคราบคน หรือ อัล ปาชิโน ก็แสดงยุทธวิธีจะจับแต่แสร้งปล่อย ก็คือ แนะนำให้พระเอกหยุดงานไปช่วยดูแลภรรยาบ้าง drop จากคดีบ้าง หรือแม้กระทั่งพูดเป็นเชิงว่าพระเอกจะแพ้บ้างก็ได้ บริษัทไม่ถึืออะไร แต่ยิ่งพูดอย่างนี้ คีนู รีฟ ยิ่งถูกกระตุ้น vanity หรือ pride ของตนเอง เขาจะทุ่มเทให้งานก่อน งานเสร็จแล้วจึงค่อยไปดูภรรยาก็ได้ จะไม่ยอม drop จากคดี ไม่ยอมแพ้ ตนเองเก่ง แพ้ไม่ได้ มีแต่ชนะเท่านั้น
ตรงนี้คือความฉลาดของซาตาน นั่นคือ สุดท้าย sins ต่างๆถ้าจะนับ (เป็นชัยชนะของซาตาน) จะต้องมาจาก free will ของคนเอง ไม่ใช่ถูกหลอก แต่เป็น "ความสมัครใจ" แม้ว่าปากของคน (บางคน) อาจจะตะเบ็งเสียงแหบ เสียงแห้ง (อย่างที่คีนู พยายามจะบอกว่าตัวเองไม่ผิด ที่ภรรยาฆ่าตัวตาย และทุกอย่างเป็นการชักใยอยู่เบื้องหลังของซาตานก็ตาม) ว่าเขาไม่ได้ต้องการจะทำเช่นนั้น แต่สุดท้าย gift ที่พระเจ้าให้มนุษย์มา ก็เป็นจุดอ่อนเดียวของมนุษย์ ก็คือการใช้ free will นี่เอง เพราะมนุษย์จะต้อง "เลือกเอง" ว่าเขาจะเป็นคนอย่างไร และเมื่อเลือกแล้ว ก็จะต้องเผชิญกับ consequences ที่ตนเองเลือกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็เหมือนกับกฏแห่งกรรมและวิปักกะทางพุทธ ที่สิ่งที่กระทำลงไปจะเกิดผลกระทบสะท้อนกลับมาเสมอ
โลกเราทุกวันนี้ เราก็จะเห็นบาปต่างๆในระดับต่างๆ อย่างมากมาย แต่ที่ดูจะมีปัญหาใหญ่ๆ จะงอกเงยมาจาก vanity หรือ pride นี่ไม่น้อยเลยทีเดียว คนที่คิดว่าตนเองสวยงาม ดีเลิศ จนกระทั่งไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆรอบข้างได้ชัดเจน ก็จะ operate ด้วย blindspots มองไม่เห็นสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน เห็นหรือรับรู้เฉพาะที่ตนเอง select จะเห็นจะรับรู้เท่านั้น เรื่องนี้ apply ได้กับทุกฝ่าย ทุกวงการเลยทีเดียว
สวัสดีค่ะอาจารย์คะ
หนังที่อาจารย์เล่า ชอบดูค่ะ เพราะเรื่องดี และพระเอกหน้าตาดี
และจากผู้ปฏิบัติธรรม กลายเป็น Fanatic หรือ "ผู้คลั่งไคล้" ไปแทน
ก็ประสบกับตัวเองมาบ่อยมาก ที่เจอคนแบบนี้ แอบรู้สึกกับตัวเองว่า รำคาญค่ะ...
สวัสดีครับ พี่ sasinanda
แหะๆ มาเร็วมากเลยครับ ยังเขียนไม่จบที (นิสัยเสียครับ ยังไม่ทันจบชอบ post ไปก่อน เพราะไฟดับบ่อยครับ บางทีเขียนมาตั้งเยอะหายไปหมดเลย)
บางทีก็ต้องเห็นใจคนติดดีนะครับ ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร ถ้าเพียงเราสามารถ shift attention ของเขากลับไปหาความดีของเขาเองได้ เขาจะเป็นคนที่มีความสุขมากๆขึ้นมาเอง อย่างน้อยๆจิตใจก็จะสงบสุขลงมาได้ น่าสนับสนุนครับ
หลายท่าน แต่ละชาติ สะสมบารมี มาน้อย
โดน กิเลส มันยั่วนิดหน่อย ก็พุ่งตามแบบ free will เลย
การเกิดมาในแต่ละชาติ จะเจอโจทย์ซ้ำๆ ที่เราเคย "สอบตก" ไม่ผ่านในชาติก่อน ดังนั้น ในชาตินี้ ต้องมองโจทย์ที่เข้ามาในชีวิตอย่าง สังเกต สังเกต สังเกต
สังเกตอะไร สังเกตความคิด ที่ผุดออกมา จาก "ห้องสมุดส่วนตัว"ของเรา เป็นห้องสมุดที่ติดตามมาทุกชาติภพ
การรู้เท่าทัน ความคิด ก็คือ มีสติ รู้ว่าความคิดเริ่มเข้าไปร่วมจิตให้เกิดอาการเมื่อไร ถ้าเป็นอกุศลก็ตบทิ้ง ถ้าเป็นกุศล ก็ดูต่อไปว่า เป็นประโยชน์ไหม
สติ เมื่อฝึกมากๆๆ ก็จะเพิ่มพูนเป็น มหาสติ
มหาสติ ก็จะ ป้องกันไม่ให้ ความคิดต่างๆ ที่นองเนือง ฝังใน ในห้องสมุดของเรา ออกมาผสมโรง ยั่วจิตได้นั่นเอง เมื่อจิตไม่เกิด มีสติไปทำงานกำกับความคิด เราก็ "สอบผ่าน" เจ้าปิศาจ (devil) ก็ยั่วเราในเรื่องนั้นๆ ไมได้
แต่กิเลส มีตั้ง ๑๕๐๐ ตัว มันเยอะจริง เราก็ต้อง จัดการกับมันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด ... หมดเมื่อไร ก็จะพ้นทุกข์อย่างถาวร
อ.วรภัทร
ครับ
ขอบคุณครับ
แม้แต่สำหรับกิเลสอย่างหนึ่ง ที่เราอาจจะ "หลบพ้น" มาครั้งหนึ่ง เราก็ยังต้องพยายามทำให้ได้ในครั้งต่อๆไปอีกนับครั้งไม่ถ้วน จนกว่าจะกลายเป็น "ศีล" หรือ "ประจำ" หรือ "สันดาน" ไป
นั่นคือเกิดจิตแท้ที่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องไตร่ตรอง ก็ยังงดงามและประภัสสร เพราะมีการเชื่อมต่อ hard-wiring ของ neuronet แห่งความดี ความงาม ความจริง เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติไปในที่สุด
น่า .. รัก .. ใช่มั้ยล่ะคะ
หนูล่ะหลง.. จนโงหัวไม่ขึ้น.. ยอมสยบเชื่องๆ อยู่ใต้ปีกเลยทีเดียว
"Better to reign in Hell, than serve in Heaven"
อาจารย์ Phoenix คะ
คือหนูน่ะ .. คิดเป็นจริงเป็นจังมาตั้งนานแล้วว่า .. "เรื่องเขาเล่าว่า" .. มันก็เป็นเรื่องเขาเล่าว่า น่ะค่ะ
ลองฟังเรื่อง "ฉันเล่าว่า" ของหนูบ้างมั้ยคะ ..
เรื่อง หนู Lucifer เล่าเองมีอยู่ว่า
แท้จริงแล้ว Satan <> Lucifer ? เป็นลูกรักของ GOD สุดๆ ด้วยพระเมตตาของพระองค์ เจ้านี่ถึงเล่นสนุกกับ ก้อนดินซึ่งเป็นสิ่งทรงสร้าง ได้สนานขนาดนี้ แถมยังมีอาณาจักร (พื้นที่อันปลอดภัย = "แล้วแต่มึงอ่ะ" ซึ่งมีศัพท์หรูๆ เรียกว่า free will )เป็นอาณาบริเวณส่วนตัวอีก แต่ GOD ประทานสิ่งนี้ให้กับทุกคนไม่ได้หรอกค่ะ .. เฉพาะผู้มีปัญญาที่ทรงแสนนนน รัก มากๆๆๆๆ เท่านั้น ... แต่ถ้าเรื่องเก่าไม่เล่ามาว่าอย่างที่หนูเล่าแล้ว โลกในวันก่อนคงวุ่นวายน่าดู ถ้าวิญญาณแห่งเสรี มีอยู่จริง ท่านผู้ปกครองจะเอาทาสที่ไหนมารองมือรองเท้าใช้งาน ได้ ... จริงมั้ยล่ะคะ ..
ผู้ปกครองที่ฉลาดย่อมรู้ว่า .. ควรจะ "เล่า" เรื่องแบบไหน
มนุษย์ที่ฉลาดก็ควรจะรู้ว่า ... ควรจะเลือกอยู่ข้างใคร
คนที่ยอมเดินผ่านเข้าไปในไฟนรกมีอยู่แค่ 2 พวกใหญ่ๆ เองค่ะ
คือ คนมีความหวัง กับ คนไม่มีความหวัง
ยังเล่าไม่จบเลย .. เล่าต่อ
อาจเป็นด้วยแสนรัก .. เจ้า Satan ชอบพูดชอบเล่นอะไรที่คนอื่นเค้าไม่รู้เรื่องด้วย โดยเฉพาะเรื่อง "ไฟ - smokeless fire" เนี่ย ชอบนัก ทำให้เป็น "ตัวประหลาด" ชาวบ้านเกิดหมั่นไส้ .. มันเพี้ยนของมันขนาดนั้น GOD ยังโอ๋อยู่ได้ .. ประมาณนี้
เดี๋ยวค่อยมาเล่าใหม่ .. ง่วงนอนแล้ว