เมื่อวานนี้ (๔ ก.ย.๒๕๕๑) ผมได้เดินทางร่วมกับเพื่อนชาวเยอรมัน เพื่อไปประชุมร่วมกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ และกลุ่มผู้สนใจผลิตพลังงานทดแทน โดยใช้สบู่ดำ ในระหว่างการเดินทางเราได้คุยกันถึงเรื่องนิสัยการบริโภคอาหารของเอเชีย และยุโรปในเชิงเปรียบเทียบ โดยเฉพาะเรื่องการบริโภคอาหารที่เป็นพืช ผัก เนื้อสัตว์ ประเภทต่างๆ ตามฤดูกาล และตามระยะเวลาที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่
ผมได้เปิดประเด็นว่า
· สมัยเด็กๆ ผมจำได้ว่าเราบริโภคอาหารที่เป็นผัก ข้าว ปลา และสัตว์เล็กๆ เช่น แมลงต่างๆ หอย ปู เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ
· การบริโภคไก่ เป็ด หรือนกต่างๆ ก็นานๆครั้ง โดยเฉลี่ยไม่เกิน ๑ ครั้งต่อเดือน
· ไม่ต้องกล่าวถึงการฆ่าสุกร ซึ่งจะทำเฉพาะช่วงมีงานสำคัญ ประมาณปีละ ๑-๒ ครั้ง และจะแบ่งบริโภคกันทั้งหมู่บ้านเป็นครั้งคราว ตามประเพณีนั้นๆ
· สำหรับเนื้อวัวนั้น เราจะมีโอกาสรับประทานกันอย่างมากปีละ ๑-๒ ครั้ง จากกิจกรรมบุญประเพณีที่ค่อนข้างใหญ่ เช่น งานแต่งงาน หรืองานศพ ของบุคคลที่มีคนเคารพนับถือมาก
จึงทำให้ประเพณีการบริโภคอาหารเน้นไปที่ข้าว ผัก ปลา และสัตว์เล็กๆ เป็นสำคัญ สัตว์อื่นๆ นั้น เรียกได้ว่า นานๆ ครั้ง การที่จะไปตลาดเพื่อซื้ออาหารเหล่านี้ก็ถือเป็นความฟุ่มเฟือยและชาวบ้านทั่วไปจะไม่ปฏิบัติกัน
หลังจากนั้น เพื่อนชาวเยอรมันของผมก็เล่าให้ฟังเช่นกันว่า
· อาหารหลักของชาวยุโรป โดยเฉพาะประเทศเยอรมัน ก็คือ ขนมปัง อาจจะมีการทาน้ำมันหมูปรุงรส เพื่อให้มีรสชาติน่ารับประทาน
· มีอาหารประเภทถั่ว กะหล่ำปลี และผักอื่นๆประกอบ เป็นอาหารประจำวัน
· มีการบริโภคสัตว์ปีก กระต่าย อย่างมากไม่เกินสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง
· สำหรับสุกร นั้น เป็นอาหารที่จะได้บริโภคนานๆครั้ง
· เช่นเดียวกันกับเนื้อวัว ก็นานๆครั้งเช่นเดียวกัน เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่ค่อยเหมาะสมในการเลี้ยงมากนัก
· การผลิตนมก็ได้น้อย จึงทำให้มีราคาแพง คนทั่วไปไม่สามารถบริโภคได้
เราจึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า นิสัย และประเพณีการบริโภคอาหารไม่แตกต่างกันมากนัก ก็คือ การบริโภคอาหารที่เป็นแป้ง ไขมัน พืชผัก ถั่ว และผลไม้ตามฤดูกาล อาหารโปรตีนจากสัตว์เลี้ยงต่างๆ จะมีก็เป็นเพียงบางครั้ง
จนกระทั่งถึงยุคการติดต่อสื่อสารสะดวก
· ทางยุโรปได้มีการเปลี่ยนแปลงการบริโภคอาหาร อันเนื่องมาจากความสามารถในการขนส่งสินค้าจากประเทศเขตร้อน ด้วยต้นทุนที่มีราคาถูก สามารถกำหนดราคาให้ต่ำเท่าไหร่ก็ได้
· โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็นอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง และถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในการเลี้ยงสัตว์
· ทำให้มีเนื้อ นม ไข่ เป็นอาหารที่มีราคาถูก คนทั่วไปสามารถซื้อบริโภคได้อย่างสบาย
· ซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรมการบริโภคสมัยใหม่ ที่เน้นการบริโภคอาหารโปรตีนสูง ภายใต้ความเชื่อที่ว่า บริโภคเนื้อสัตว์ เป็นอาหารที่มีศักดิ์ศรี มีระดับชั้น เหมาะสมกับการเลี้ยงดูแขกผู้มีเกียรติของตนเอง
· จึงเริ่มใช้ในงานพิธีต่างๆ นับจากนั้นมา การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ชนิดต่างๆ ก็มีจำนวนมากขึ้น ทั้งในงานพิธี งานฉลอง และชีวิตประจำวัน
· ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “อาหารที่ดีต้องมีเนื้อสัตว์เป็นองค์ประกอบ” ซึ่งพบว่า ไม่เป็นความจริง
· ทั้งนี้ เนื่องจากอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นองค์ประกอบสูงนั้น ทำให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพมากมาย
· ทำให้ประชากรของโลกเป็นโรค “คนแก่” ตั้งแต่วัยเด็ก เช่น โรคเบาหวาน โรคเลือด โรคหัวใจ โรคตับ โรคอ้วน แม้กระทั่งโรคมะเร็ง ซึ่งในอดีตเป็นโรคที่เกิดกับคนที่มีอายุมาก
สถานการณ์การบริโภคอาหารในประเทศไทยปัจจุบัน ก็เริ่มเลียนแบบการบริโภคอาหารแบบตะวันตก
· มีอาหารจานด่วน
· อาหารโปรตีนสูง มีเนื้อสัตว์เป็นองค์ประกอบมาก
· ซึ่งทำให้เด็กไทยก็เริ่มมีปัญหาเป็นโรค “คนแก่” ในวัยเด็กเช่นเดียวกันกับทางยุโรป ซึ่งน่าจะมาจากนิสัยการบริโภคที่เปลี่ยนไป
จากข้อสรุปเบื้องต้น เราเห็นพ้องต้องกันว่า
· สาเหตุแห่งความเสื่อมโทรมของทรัพยากร จากการทำลายป่าไม้ แหล่งน้ำ ดิน และระบบนิเวศน์ มาจากการปลูกพืชการค้าเพื่อส่งไปให้ประเทศที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ทางยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น
· การดำเนินงานดังกล่าว ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรุนแรง จนแทบไม่มีทางแก้
· ความพยายามในปัจจุบันเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การใช้ปุ๋ยเคมี การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเสื่อมโทรมที่มีอยู่แล้ว ในระบบนิเวศน์และระบบทรัพยากร
· โอกาสในการที่จะฟื้นฟู จึงเป็นทางเลือกที่ยากขึ้นทุกวัน เพราะความเสื่อมโทรมที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ในทางกลับกัน ประเทศที่รับผลผลิตของประเทศที่ด้อยพัฒนาเข้าไป ก็มี
· ปัญหาด้านมลพิษ
· มีสารอินทรีย์ มีมูลสัตว์ มีขยะ ที่เป็นปัญหาต่อระบบนิเวศน์
· อันเนื่องมาจากมีแต่การนำเข้า ไม่มีการนำออก
จึงสรุปได้ว่า
· ประเทศในเขตร้อน ที่ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารคนและอาหารสัตว์ มีความเสื่อมโทรมของระบบทรัพยากร เนื่องจากการทำลาย และการนำไปใช้สร้างอาหาร
· แต่ประเทศที่นำเข้า ก็มีความเสื่อมโทรมของทรัพยากรเนื่องจากมลพิษ การปนเปื้อน และการมีสารอาหารเกินพอ ในแทบทุกระบบ ที่เป็นปัญหาต่อการพัฒนาของระบบนิเวศน์ ที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของมนุษย์
เมื่อได้ข้อสรุปดังกล่าว เราจึงมาตั้งข้อสังเกตว่า
เราคิดว่า เราฉลาดขึ้นในการจัดการทรัพยากร
แต่ปรากฏว่า
ทรัพยากรต่างๆ เสื่อมโทรมลงทุกวัน ทั้งในเชิงของสูญหายและในเชิงของการปนเปื้อน
ซึ่งแสดงว่า นิสัยการบริโภคของประชากรโลกทำให้เกิดความเสื่อมโทรมทั้ง
· ทรัพยากรภายนอก และ
· ระบบร่างกายของผู้บริโภค
เมื่อไหร่ เราจะเริ่มคิดที่จะช่วยกันลดความเสื่อมโทรมดังกล่าว
· เพื่อตัวเราเอง
· เพื่อสังคม
· เพื่อระบบนิเวศน์ และ
· สิ่งแวดล้อม
ที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการทำให้เกิดความเสื่อมโทรมดังกล่าว และความเสื่อมโทรมที่เกี่ยวข้องกับตัวเราก็อยู่ที่นิสัยของตัวเราเอง ทั้งการดำรงชีวิตและการบริโภค
เราได้ข้อสรุปว่า ถ้าเรายังไม่กลับตัว กลับใจ ทุกคนก็คงจะต้องลำบาก ทั้งในเชิงส่วนตัว ในเชิงส่วนรวม ในเชิงสังคม ในเชิงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
มาช่วยกันคิด และเริ่มต้นที่ตัวเราเอง ดีไหม? ครับ
ทางเลือกมีมากมาย อยู่ที่ว่า เราจะทำหรือไม่
หรือคิดเพียงว่า อยู่แค่รอวันตาย จะเป็นยังไงก็ช่าง เช่นนั้นหรือครับ
ลองคิดดูนะครับ
ประเทศในเขตร้อน ที่ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารคนและอาหารสัตว์ มีความเสื่อมโทรมของระบบทรัพยากร เนื่องจากการทำลาย และการนำไปใช้สร้างอาหาร · แต่ประเทศที่นำเข้า ก็มีความเสื่อมโทรมของทรัพยากรเนื่องจากมลพิษ การปนเปื้อน และการมีสารอาหารเกินพอ ในแทบทุกระบบ ที่เป็นปัญหาต่อการพัฒนาของระบบนิเวศน์ ที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของมนุษย์
สวัสดีครับอาจารย์เป็นข้อสรุปที่มีนัยสำคัญ ดีมากๆ เลยครับขอบคุณครับที่นำบทความดีๆมาลงไว้
สวัสดีครับท่านอาจารย์
เห็นปรากฏการณ์ปัจจุบันนี้สะท้อนให้หวนคิดถึงสมัยก่อนนะครับ สมถะพอเพียง
ขอบคุณมากครับที่นำเรื่องราวดีๆมาให้ทราบครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ครับ
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมครับ
เป็นเช่นนั้นเอง
เราไม่ค่อยสนใจ ที่จะทำสิ่งดีๆ แม้แต่เพื่อตัวเราเอง
นี่แหละ ที่เราเรียกว่า "มนุษย์"
ที่คิดว่าตัวเองฉลาด
แต่...ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่หรอกครับ
ขอบคุณครับ ที่เข้ามาแลกเปลี่ยน
ประเด็นในบล็อกนี้ผมเห็นด้วยกับคุณแสวงครับ
แต่คุณตู้ จรัสพงษ์ คงไม่เห็นด้วย
แกบอก การกินเนื้อนั้นดีกว่า
ที่จริงเปนการพูดที่ไม่มีหลักวิทยาศาสตร์สนับสนุนเลย)
ลองดู
http://www.serichon.com/index.php?action=p...ge;topic=1403.0
และ
http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=10036
ผมล่ะแปลกใจจริงๆ ว่าสังคมไทยปล่แยให้คนพูดอย่างนี้โดยไม่มีใครแย้งได้ยัง ไม่ใช่ห้ามพูดนะครับ ความคิดบ้าๆมีสิทธิิจะพูดได้ ในสังคมเสรี(แต่จริงๆบ้านเราก็ไม่เสรีเท่าไหร่) แต่ แปลกใจที่ไม่มีใครแย้งเป็นเรื่องเปนราว
สิ่งที่เราทุกคนสามารถจะทำได้ก็คือเริ่มต้นไปจากที่ตัวเอง..ก่อนจะไปโทษชาวบ้าน..พิจารณาตัวเองก่อน..ถ้าเริ่มได้ก็หมดปัญหาไปเปลาะหนึ่ง...ก่อนจะไปถึงคำว่าสังคม..คงจะต้องปลด ตัวตนซะก่อน...เพราะมันไม่ได้ง่ายๆเหมือนปลดกระดุม...นะ แต่ถ้าเริ่มได้ไปพร้อมๆกันประโยชน์มหาศาล..www.glangdin.spaces.live.com เราพยายามๆอดทนๆสู้ๆๆๆ...เดี๋ยวนี้ก็มีต้นไม้เป็นร่มเงา มีนก กามาอาศัย ชาวบ้านที่ไม่มีทางไปก็ยังได้อาศัยกินได้ใช้..น้ำตาตกในก็เมื่อการทำลายมันมีพลังสูงกว่าและมีอยู่รอบด้าน....กิน..ขี้..ซี่...นอน
ครับ การเริ่มต้นที่ตนเองสำคัญมากเลยครับ
ปัจจุบัน เราพยายามจะเริ่มต้นที่คนอื่น ชี้นิ้วให้คนอื่นทำ ตัวเอง ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ มีชีวิตแบบจ่างมาตรฐาน (Double standard)
ตัวเองต้องดีและสูง ขณะเมื่อพิจารณาคนทั่วไปแล้ว อย่างไรก็ได้
เราจึงยังมีปัญหาอยู่ในปัจจุบันไงครับ