
ในระหว่างวันที่ 6 พฤษภาคม – 29 สิงหาคม 2551 มีข้าราชการไปฝึกงานที่สถานเอกอัครราชทูต 1 คน ชื่อนางสาวมานิตา เฉลิมทรงศักดิ์ ตามโครงการข้าราชการพันธ์ใหม่ของ กพร. ซึ่งต้องถือว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะเป็นการสร้างบุคคลากรให้มีความรอบรู้และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลโดยการส่งไปฝึกงานตามสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศหลายแห่งทั่วโลก
การฝึกงานก็แล้วแต่สถานเอกอัครราชทูตจะพิจารณาจัดให้ ซึ่งตามปรกติก็จะจัดให้ข้าราชการเรียนรู้วิธีการทำงานในทุกๆ ด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษาและงานกงสุล เพื่อที่จะได้รู้ว่านักการทุตทำหน้าที่อะไรเพื่อปกป้องและดูแลผลประโยชน์ของประเทศและคนไทยในต่างประเทศ
และเพื่อให้การไปฝึกงานได้ประโยชน์สูงสุด ผมจึงได้มอบการบ้านเพิ่มเติมให้ข้าราชการท่านนี้ไปทำและส่งก่อนกลับนอกเหนือไปจากการฝึกงาน
การบ้านนั้นก็ไม่ยากคือให้เรียงความเรื่อง “ข้อดีในความไม่ดี” ของประเทศอินเดีย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจและจะได้ประโยชน์กับผู้ฝึกงาน หากสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตของคนอินเดียได้ในระยะเวลาประมาณ 4 เดือนนั้น และสามารถบอกถึงข้อดีในความไม่ดีของอินเดยได้ ก็เชื่อว่าการได้ไปอยู่และฝึกงานในอินเดียมีประโยชน์
คุณมานิตาได้ส่งการบ้านตามที่ได้รับมอบหมาย โดยทำเป็นบันทึกเรื่องเล่าที่น่าสนใจ ซึ่งถือว่ารายงานได้ดีมาก เป็นมุมมองของคนที่เพิ่งไปสัมผัสกับอินเดียเป็นครั้งแรกและค่อนข้างจะตรงไปตรงมา ทำให้สาระและมีคุณค่า สำหรับผม ถือว่าเป็นรายงานที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนที่น่าสนใจ จึงขออนุญานผู้เขียนนำมาลงเป็นตอนๆ โดยมีการปรับแก้คำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เชิญอ่านกันได้ครับ
การบ้าน โดย นางสาวมานิตา เฉลิมทรงศักดิ์ ข้าราชการพันธ์ใหม่ กพร. ........................................................ Incredible India…. โอั...อัศจรรย์เหลือเชื่อ....นี่หรือ...อินเดีย ได้รับการบ้านมา 1 ชิ้น ให้เขียนเกี่ยวกับ “ข้อดีในความไม่ดี” ของประเทศอินเดีย นั่งคิดว่าจะเริ่มต้นเขียนอย่างไรดี เป็นบทความ เรียงความ หรือบทวิเคราะห์เชิงวิชาการดี แต่เมื่อคิดไปคิดมาแล้ว ประกอบกับความสามารถในการเขียนที่ไม่ค่อยสันทัดนัก จึงสรุปที่การเขียนแบบ Journal หรือ การเขียนบันทึกเล่าเรื่องราวที่ได้พบเห็นมาเล่าให้ฟังจะเหมาะสมกว่า เนื่องจาก ประสบการณ์ 4 เดือน ในประเทศอินเดียนี้ มีครบทุกรสชาติ ทั้งการทำงาน การท่องเที่ยว การได้พบเจอผู้คน(แขก)ใหม่ๆ ประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น ด้วยวัฒนธรรมของอินเดีย ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีสีสัน ทั้งในแง่ของผู้คน วัฒนธรรม ศาสนา สถาปัตยกรรม และรสชาติอาหารและรสชาติชีวิต ซึ่งสร้างความประทับใจ (แบบไม่รู้ลืม) มีคำเปรียบเปรยไว้น่าฟังว่า อินเดียเป็นประเทศที่ “ผวาเมื่อรู้ว่าจะมา แต่จะถวิลหาเมื่อลาจาก” เกริ่นนำ “เดินทางสู่อินเดีย” สิ่งแรกเมื่อได้รับแจ้งว่าจะได้ไปฝึกปฏิบัติราชการที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ก็ได้ป่าวประกาศไปยังบรรดาญาติสนิทมิตรสหายให้ทราบทั่วกัน หลายคนแสดงความเป็นห่วงเป็นใย พร้อมพรั่งพรูถึงความน่าสะพรึงกลัวของประเทศอินเดียสารพัดอย่าง แต่ก็มีเพื่อนๆ อีกกลุ่มหนึ่งที่ตื่นเต้นเมื่อทราบข่าวและให้กำลังใจว่าจะเดินทางไปเยี่ยมแน่นอน โดยได้นัดเตรียมวันเดินทางทันที และขอให้จองที่พักล่วงหน้า เนื่องจากวางแผนว่าจะไปเยี่ยม(ทัชมาฮาล) เป็นเป้าหมายแรก กล่าวอีกอย่างคือเพียงแค่ต้องการไปเที่ยวชมทัชมาฮาลเท่านั้นเอง!!!! เพราะเพื่อนจากมา เพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น คงยังไม่ทันได้คิดถึงอะไรกันมากมายถึงกับต้องมาเยี่ยมเยือนกันขนาดนั้น ความจริงแล้ว แม้ตนเองเป็นฝ่ายเลือกที่จะมาฝึกงานที่ประเทศอินเดีย เมื่อคณะกรรมการฯถามว่าหากได้ไปฝึกงานที่ประเทศอินเดียจะไปหรือไม่ ด้วยความเชื่อมั่นได้ตอบว่า ”ไม่มีปัญหาค่ะ” ผลจึงออกมาว่า ได้เดินทางมาที่ประเทศอินเดียด้วยประการเช่นนี้ ดังนั้น ความรู้สึกที่เมื่อทราบผลเป็นที่ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าต้องมาฝึกงาน ณ สถานเอกอัครราชทูต ประเทศอินเดีย จึงไม่ค่อยเครียดอะไรมากมาย เพราะไม่เคยมีข้อมูลหรือความรู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับประเทศอินเดียแม้แต่นิดเดียว กล่าวอย่างไม่อายได้ว่า นอกจากรูปภาพทัชมาฮาล กับ มหาตะมะคานธีที่เคยเห็นแล้ว ก็ไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับประเทศอินเดียไปมากกว่านั้นเลย แต่เมื่อได้ฟังคำขู่สารพัดในด้าน physical shock จากผู้ที่เป็นห่วงใยอย่างจริงใจ และหรือเพื่อนผู้หวังดี(ประสงค์ร้าย) ที่ให้ข้อมูลในเชิงลบตามที่ได้ยินได้ฟังมาก็มีส่วนทำให้มีอาการหวั่นไหวแขยงแขงขนกับการไปประเทศอินเดียอยู่บ้าง เช่น “อินเดียสกปรก!!!” “ห้องน้ำย่ำแย่” “แขกเข้าห้องน้ำไม่เป็น มีก้อน..ดาดดื่นตามถนน” “อินเดียเป็นประเทศที่มีกลิ่น.....ตลบอบอวนทั้งเมือง” “ถ้าเดินตามท้องถนนต้องระวังเหยียบกองเละๆด้วย!!!” “พวก....ลามก” “อาหารแขกฉุน พอกับกลิ่น......!?!?!” และอื่นๆ อีกสารพัดคำขู่ ที่ทำเอาใจฝ่อไปมากทีเดียว แต่นับว่ายังโชคดี ที่ได้มีโอกาสไปคุยกับพี่ๆ ที่กระทรวงการต่างประเทศก่อนออกเดินทาง ทั้งพี่จณา ซึ่งเพิ่งกลับจากประจำการที่ประเทศอินเดีย พี่โอ๋ ผู้ดูแลงานที่โต๊ะอินเดีย และพี่อุ่น ซึ่งเคยเรียนอยู่ที่อินเดีย ก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมา ว่าคงไม่เลวร้ายดังคำกล่าวข้างต้นก็ได้ ต้องขอขอบคุณพี่ๆ ทุกคนไว้ ณ ที่นี้ ด้วย ที่ได้ช่วยสร้างกำลังใจให้มาประเทศอินเดียได้อย่างมั่นใจ ................................... นี่เพียงแค่บทเกริ่นนำ ก็น่าสนใจแล้ว รออ่านต่อในบันทึกหน้าครับ
กราบอ.พลเดชค่ะ
เข้ามาอ่าน..และนับว่าคุณมานิตา โชคดีที่ได้มีโอกาสมาฝึกงานที่อินเดียกับอาจารย์ค่ะ....
แวะนำภาพผักเบี้ยมาให้อาจารย์ชมค่ะ ว่ากันว่าเป็นพืชชนิดเดียวที่พบว่าขึ้นและพบในทุกภูมิภาคของโลก สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์ และ กลุ่ม Girl Guide ถือเป็นสัญลักษณ์ เสมือนคนที่มีจิตใจดี อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือสังคมที่มีอยู่ทั่วโลกค่ะ
คุณ คนไม่มีราก ครับ
อินเดียเป็นห้องเรียนชีวิตที่ดีครับ น่าหาโอกาสไป
ขอบคุณสำหรับภาพผักเบี้ย สวยงามดีจังครับและความหมายก็ดีมาก
อนุโมทนากับผู้บำเพ็ญประโยชน์ทุกท่านนะครับ
เจริญสุขครับ
packloveยิว
ขอบคุณมากค่ะ แต่ในประเทศไทยเนี่ย ผักเบี้ยใช่ผักแว่นหรือป่าว