ปุจฉา
หัวเรื่อง: ขอความรู้
อยากขอการแนะนำเกี่ยวกับเรื่องผ้าบ้าง ต้องการรู้เพราะอยากทำ
แต่ไม่ม่ข้อมูลเลย ถ้าให้ความรู้ได้จะขอบคุณมากค่ะ
ต้อม
วิสัชนา
เรื่องผ้าที่คุณต้อมต้องการที่จะรู้นั้นใช่เรื่อง “ผ้าเช็ดเครื่อง” หรือเปล่า ถ้าใช่เรื่องผ้าเช็ดเครื่องก็จะขอเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ดังนี้... หรือถ้าคุณต้อมสนใจเรื่องใดเป็นพิเศษก็ถามโดยเฉพาะเจาะจงได้เลย
เรื่องผ้าเช็ดเครื่องนี้เริ่มนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมก็เนื่องด้วยเพราะมีกฏหมายบังคับให้อุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรในการผลิตมีวัสดุที่สามารถใช้ทำความเครื่องสะอาดที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยเฉพาะปลอดภัยต่อเครื่องจักรและอย่างยิ่งปลอดภัยต่อคนงาน
เมื่อก่อนการเช็ดเครื่องจักรนั้นก็จะใช้ผ้าอะไรก็ได้แล้วแต่ที่โรงงานมี หรือผู้จัดการโรงงานหามาให้ใช้
แต่นั่นก็เกิดปัญหาขึ้นมา เพราะว่าในบางครั้งชายผ้า เศษผ้า หล่น ติด ลื่น ไหล เข้าไปในตัวเครื่องจักร โดยเฉพาะในส่วนของลูกลิ้ง จนทำให้บางครั้งเกิดอุบัติเหตุมือของคนเช็ดติดเข้าไปบ้าง หรืออวัยวะอื่น ๆ ติดเข้าไปบ้าง กฏหมายจึงกำหนดให้ใช้ผ้าเช็ดเครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน
ผ้าเช็ดเครื่องจักรที่ได้มาตรฐานนั้นผมเองก็จำขนาดไม่ได้แน่นอนนัก แต่ก็อยู่ที่ประมาณ 12x12 นิ้ว ซึ่งทุกชิ้นจะต้องได้ขนาดและน้ำหนักตามที่กฎหมายกำหนด โดยใช้เศษผ้าใส่อยู่ข้างใน ข้างนอกนั้นจะเป็นผ้าผืนเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ก็แล้วแต่ผ้าที่มี แต่ที่สำคัญจะต้องเย็บให้เรียบร้อย
ความเรียบร้อยหมายถึง ไม่ให้มีปลายในส่วนใดหลุดยื่นออกมาอันจะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุอันจะส่งผลเสียต่อทั้งชีวิตคนและอันตรายต่อเครื่องจักรได้
สำหรับวัสดุที่นำมาทำนั้น ก็จะเป็นเศษผ้าชิ้นเล็ก ๆ ที่เป็นของเสีย หรือเศษที่เหลือจากโรงงานตัดผ้า โรงเย็บผ้า ที่จะมีเศษผ้าเล็ก ๆ เหล่านี้เป็นจำนวนมาก
ผ้าขนาดเล็กจิ๋ว คือตั้งแต่ 1-5 นิ้ว ก็นำไว้ใช้สอดใส้ภายใน
ส่วนผ้าชิ้นยาวที่เกิน 12 นิ้วก็จะใช้ปะทบกันคลุมภายนอก
ผ้าเช็ดเครื่องหนึ่งชิ้นอาจจะใช้ผ้าชิ้นยาวสี่สองชิ้นบ้าง สามชิ้นบ้าง หรือห้าชิ้นบ้าง แล้วแต่ขนาดผ้าที่มี แต่ที่สำคัญอย่างที่กล่าวมาข้างต้นคือ ต้องเย็บเก็บขอบผ้าให้เรียบร้อย
วงจรชีวิตของเศษผ้านี้ ถ้าว่าไปแล้วไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เหมือนกับขนาดของเศษผ้าเลย
แต่ละโรงงานจะมีผู้เข้าไปประมูลซื้อเศษผ้า (ในกรณีโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่)
แต่ละคน แต่ละเจ้าก็จะมีโควต้าในการซื้อผ้าจากโรงงาน ซึ่งทำสัญญากันเป็นรายปีบ้าง รายสามปีบ้าง
ซึ่งผู้ผลิตรายเล็ก ๆ หรือระดับครัวเรือนจะแทรกเข้าไปได้ยากสักหน่อย จะทำได้ก็เพียงรับซื้อเศษผ้าต่อจากคนที่ได้รับโควต้ามาจากโรงงาน ซึ่งนั่นก็หมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น เมื่อมีการส่งต่อของวัสดุหรือผลิตภัณฑ์
แต่บางครั้งในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดกลางและขนาดย่อมก็อาจจะมีเศษผ้าซึ่งหลุดรอดมาถึงมือผู้ซื้อรายย่อยได้บ้าง แต่นั่นก็จะเกิดปัญหาในเรื่องต้นทุนค่าขนส่ง ค่าติดต่อ และจำนวนเศษผ้าที่มีก็ไม่แน่นอนมากบ้าง น้อยบ้าง
กำไรจากเศษผ้านี้
ถ้าว่าไปแล้วก็เหมือนกับธุรกิจรับซื้อของเก่า ต้องเก็บเล็กผสมน้อย
ผ้าเช็ดเครื่องที่ตัดเย็บเรียบร้อยแล้วนั้นซื้อขายกันเป็นกิโล (ปัจจุบันไม่ทราบราคาที่แน่นอน)
กิโลหนึ่งมีสิบผืนบ้าง สิบสองผืนบ้าง
ในแต่ละผืนจะได้กำไรไม่ถึงหนึ่งบาท ซึ่งนั่นหมายความว่า วันหนึ่ง ๆ เราจะต้องตัด เรียง เย็บ ให้ได้มากกว่า สองร้อยผืนจึงจะคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบัน
แต่ข้อดีของธุรกิจนี้ก็คือ สามารถทำงานอยู่กับบ้านได้ อยู่กับครอบครัว อยู่กับลูก เลี้ยงลูกไป ทำไป “ครอบครัวเป็นครอบครัว”
และรายได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เศษผ้าบางชนิด เช่น ผ้าสีขาวโดยเฉพาะผืนที่ยาวกว่าสิบเซนติเมตรขึ้นไป สามารถนำไปแยกขายเป็นกิโลได้เลย ราคาดี บางชนิดราคากิโลละห้าสิบบาท โดยเฉพาะผ้ายืดผืนใหญ่ ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับความละเอียดและความสามารถของผู้คัดแยกผ้า แต่... ถ้าซื้อผ้าต่อจากยี่ปั๊วะหรือนายหน้ามา ผ้าดี ๆ แบบนี้หลุดออกมาค่อนข้างยาก เพราะเขาคัดไว้ก่อนแล้ว
ธุรกิจนี้ถ้าว่าไปค่อนข้างมั่นคง (ถ้าหาวัสดุมาได้) เพราะปริมาณการผลิตนั้นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ
ถ้าเราผลิตดี ผลิตได้ ทั้งนายหน้าและโรงงานก็จะวิ่งเข้ามาติดต่อและซื้อเอง
แต่จุดสำคัญอยู่ที่วัสดุ เพราะผู้ที่ได้รับโควต้าผ้านั้น ไม่ค่อยปล่อยเศษผ้ามาถึงเรา หรือถ้าปล่อย ก็จะคิดต้นทุนค่าผ้าสูงขึ้น หรือส่งมาให้เราทำ แล้วเขารับไปขายโดยจะเป็นนายหน้าและทำการหักหัวคิวเราอีกต่อหนึ่ง...
ข้อมูลเพิ่มเติม