อิสลามกับการทำหมัน |
|
อิสลามกับการทำหมัน
การทำหมัน คือการทำให้คนผู้ชายหรือผู้หญิงไม่มีโอกาสมีลูกตลอดไปทั้งนี้โดยการใช้ยาหรือใส่สิ่งกีดขวางหรือทำการผ่าตัด ในอัลกุรอานไม่มีตัวบทระบุอย่างชัดแจ้งห้ามการทำหมัน แต่นักค้นคว้ายุคปัจจุบัน คือชัยคมุหัมมัด อะบู ซะฮเราะฮ นักนิติศาสตร์อิสลามชั้นอาวุโสคนหนึ่งท่านได้เขียนบทความไว้ในนิตยสาร “ลิวาอุลอิสลาม” ออก ณ กรุงไคโร เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 1962 ที่ว่า “และสูเจ้าอย่าได้ฆ่าลูก ๆ ของสูเจ้าอันเนื่องจากกลัวความยากไร้ เราเป็นผู้ให้เครื่องยังชีพแก่สูเจ้า และเขาเหล่านั้น (ลูก ๆ )” อัลอันอาม อายะฮ ที่ 151 และ “สูเจ้าอย่าฆ่าลูก ๆ ของสูเจ้า เพราะเกรงความยากไร้เราให้เครื่องยังชีพแก่เขาเหล่านั้นและสูเจ้า” อัล-อิสรออ อายะฮที่ 31 ซึ่งตามนัยของอายะฮทั้งสองนั้น ท่านมีความเห็นว่า “ห้ามการควบคุม หรือระงับการสืบพันธุ์ด้วยการทำหมัน หรือด้วยวิธีอื่นเพราะเกรงความยากไร้ หรือเกรงว่าจะเป็นสาเหตุแห่งความยากไร้” ในทำนองเดียวกันไม่ปรากฎตัวบทอย่างชัดแจ้งในสุนนะฮของท่านนบีห้ามทำหมันถึงแม้จะมีบางหะดีษชอบให้แต่งงานกับสตรีที่จะให้กำเนิดลูกได้มากแต่ส่วนใหญ่ของนักปราชญ์มุสลิมมีความเห็นว่า การทำหมันเป็นสิ่งหะรอมและถูกห้ามตามบทบัญญัติ เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็นเช่นเป็นโรคเกี่ยวกับทางจิตทางสติปัญญาหรือทางเพศ ซึ่งได้รับการยืนยันจากทางแพทย์ว่าเป็นไปตามกรรมพันธุ์ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้และไม่อาจจะรักษาให้หายได้ ตรงกันข้ามในสภาพเช่นนี้ตามกฎเกณฑ์ของบทบัญญัติศาสนา ถือว่าการทำหมันเป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผลควรกระทำเสียอีกทั้งนี้เพื่อเป็นการระงับยับยั้งสิ่งที่จะเป็นสาเหตุให้กำเนิดลูกหลานขึ้นมาในสภาพดังกล่าวยิ่งไปกว่านั้นนักนิติศาสตร์อิสลามเห็นว่า การทำหมันในสภาพเช่นนั้นเป็นวาญิบ (จำเป็น) เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น วิทยาการแผนใหม่ตามที่นักฟุก็ฮาอยุคปัจจุบันบางท่านกล่าว “ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างไม่มีการคลางแคลงใจเลยว่าทุพพลภาพของบิดามารดานั้นจะขยายไปสู่ลูก ๆ ได้ถ้าเมื่อทุพพลภาพอันนั้นมันเกิดแก่ลูกมันก็เลื่อนไปสู่หลาน หรือคนอื่น ๆที่อยู่ในวงศ์วาน” วิชาการเช่นนี้มิใช่จะไม่มีอยู่ในหมู่นักนิติศาสตร์สมัยโบราณเพราะท่านอิมามอัชชาฟิอีย ริฎวานุลลอฮิอะลัยฮิเมื่อท่านได้กล่าวถึงเรื่องการเลิกล้มการอยู่กินกันระหว่างสามี - ภรรยาเพราะโรคด่างหรือโรคผิวหนัง ท่านก็ได้นำเอาสาเหตุของเรื่องนี้มากล่าวไว้ด้วยว่าเด็กที่เกิดมามีโรคหนึ่งในสองนั้น น้อยนักจะปลอดภัย หากปลอดภัยมันก็จะไปเกิดแก่ลูกๆ ของเขา ฉะนี้แล้วเรายังคัดค้านเรื่องการติดต่อของทุพพลภาพจากพ่อไปสู่ลูกโดยทางกรรมพันธุ์อีกหรือ? อาศัยหลักดังกล่าว ชัยค อะหมัดอิบรอฮีม จึงได้กำหนดไว้ว่า “ไม่เป็นการหะรอมที่ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นโรคหนึ่งจากโรคดังกล่าวจะเยียวยารักษาตัวเองด้วยวิธีใดก็ตามก่อนสมสู่กับภรรยาเพื่อทำลายน้ำเชื้อมิให้ผสมพันธุ์” และเป็นที่ประจักษ์ชัดซึ่งไม่ต้องมีตัวบทมายกเว้นสภาพการณ์ต่าง ๆที่จำเป็นซึ่งนักนิติศาสตร์บางท่านได้ให้ความกระจ่างแจ้งไว้ว่าอนุมัติให้ยับยั้งการตั้งครรภ์ตลอดไป (คือการทำหมัน)หากสองสามีภรรยาหรือหนึ่งในสองนั้นมีโรค อันจะติดต่อไปถึงลูกหลานหากว่าการนั้นจะทำให้การสืบพันธุ์ลดน้อยลงเป็นบางส่วนหรือทำให้บางคนขาดความสุขจากการมีลูกไปบ้างก็ตาม แต่นั่นมันเป็นความเสียหายและปัดเป่าภยันตรายที่ใหญ่ยิ่งไปกว่าการกำเนิดลูกที่มีโรคน่าเกลียดติดตัวมายากที่จะทำการรักษาให้หาย การป้องกันความเสื่อมเสียต้องนำมาใช้ก่อนและตามกฎเกณฑ์ของบทบัญญัตินั้น เมื่อมีอันตรายอยู่ 2 อย่างให้ใช้อันที่มีอันตรายน้อยที่สุด สรุปแล้วก็ได้ความว่าการใช้ยาห้ามการกำเนิดโดยสิ้นเชิงนั้นเป็นการหะรอมตามความเห็นพ้องต้องกันของปราชญ์ทางศาสนา ทั้งนี้หากไม่มีความจำเป็น ดังนั้นการทำหมันจึงเป็นสิ่งหะรอมและถูกห้ามตามบทบัญญัติศาสนา เว้นแต่ในบางกรณีซึ่งเราได้ชี้ให้เห็นมาแล้ว กล่าวคือเมื่อสองสามีภรรยา หรือหนึ่งในสองมีโรคที่น่าเกลียด เช่น โรคด่างหรือโรคเรื้อนซึ่งไม่อาจจะรักษาให้หายได้ และปรากฎทางการแพทย์ว่าติดต่อกันมาโดยทางกรรมพันธุ์ ในเมื่ออิสลามได้ห้ามการทำหมันแต่จะให้ทำได้ในบางกรณีอิสลามก็มิได้ห้ามชายแต่งงานกับหญิงที่เป็นหมัน หรือหญิงแต่งงานกับชายที่เป็นหมันเพราะสภาพเช่นนั้น เป็นสภาพตามธรรมชาติ มีมาแต่กำเนิดโดยที่เขามิได้ทำสิ่งให้เป็นเหตุแห่งการเป็นหมัน และทางการแพทย์ก็ไม่อาจรักษาได้หากชายคนหนึ่งจะแต่งงานกับหญิงที่เป็นหมัน ก็ไม่เรียกว่า เขาได้กระสิ่งที่ต้องห้ามถึงแม้เขาจะรู้มาก่อนว่าหญิงคนนั้นเป็นหมัน หากเราจะบังคับว่าชายทุกคนจะต้องแต่งงานกับหญิงที่กำเนิดลูกได้เท่านั้นชะตากรรมของหญิงที่เป็นหมันจะเป็นอย่างไร ? เธอเหล่านั้นจะอยู่อย่างไม่ต้องแต่งงานกระนั้นหรือ ? หรือหากว่าเราจะบังคับให้ชายทุกคนต้องแต่งงานกับหญิงที่ให้กำเนิดลูกมากเท่านั้นฉะนั้นแล้วชะตากรรมของหญิงที่มีลูกน้อยเพราะส่วนประกอบทางร่างกายหรือสาเหตุอื่นซึ่งเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย จะเป็นอย่างไรเล่า ? การมีลูกน้อยหรือมีลูกมากบางทีคนเราก็มีส่วนเกี่ยวข้องหรือควบคุมได้แต่มนุษย์เราสามารถที่จะควบคุมเพศของลูกๆ ได้ไหม? เขาสามารถที่จะทำให้เป็นเพศชายหรือเพศหญิงได้ไหม? เราไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้น ในทำนองเดียวกันเราไม่มีสิทธิ์อะไรเลย เมื่ออัลลอฮได้ทรงกำหนดการเป็นหมันแก่เราจำเป็นแก่มุสลิมและมุสลิมะฮที่ได้ลิ้มรสความหมายของการอีมาน (ศรัทธา)จะต้องพอใจตามที่อัลลอฮทรงประสงค์ และจะต้องรู้ว่าความดีนั้นอยู่ในสิ่งที่พระองค์ทรงเลือกเฟ้นให้แก่เขาทั้งสอง (สามี - ภรรยา)บางทีเราอยากได้ลูก แต่เราก็ไม่ทราบว่านั่นเป็นการดีหรือร้ายแก่เราบางทีเราอยากได้ลูกชายแต่บางทีการได้ลูกผู้หญิงนั้นเป็นการดีแก่เรา ส่วนหนึ่งจากความหมายของอิสลามนั้นให้เรามอบหมายแต่อัลลอฮอย่างสมบูรณ์และเพื่อที่จะบรรลุความหมายของอิสลามอย่างแท้จริงจึงจำเป็นแก่เราที่จะต้องมอบกิจการงานของเราแด่อัลลอฮ สุบหฯและพอใจในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงจัดสรรแก่เราเพราะพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ในกิจการงานของเราว่าอันใดดีและเหมาะสมแก่เราอัลลอฮได้ตรัสสมจริงแล้วโดยได้ตรัสไว้ความว่า “อำนาจการครอบครองชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮพระองค์ทรงบังเกิดตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ทรงให้ลูกชายแก่ผู้ที่พระองค์ ทรงประสงค์ทรงให้ลูกแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ หรือทรงให้รวมแก่พวกเขาทั้งลูกชายและลูกหญิงและทรงทำให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์เป็นหมัน แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ทรงเดชานุภาพ” อัชชูรอ อายะฮที่ 49 - 50
โดย:: อบูมันศูร มุกัรเราะมะห์ |
การทำหมันในทรรศนะอิสลาม
ทำหมัน
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น