บันทึก R2R ใน series ยกระดับความรู้สู่การตีพิมพ์ นี้   ตอนแรกเป็นการเสนอว่าการตีพิมพ์ต้องมีเป้าหมายเพื่อต่อยอดความรู้จากความรู้ที่มีอยู่เดิม   ดังนั้นการค้นเอาผลงานที่มีการตีพิมพ์เอามาอ่านและวิเคราะห์เปรียบเทียบจึงเป็นคุณลักษณะของผลงานวิจัยที่ดี    และเวลานี้การค้นก็ง่ายกว่าสมัยก่อนอย่างมากมาย


          เราต้องช่วยกันทำให้วงการวิชาการไทยต่อยอดความรู้ซึ่งกันและกันให้ได้   เพราะคุณสมบัตินี้คือคุณสมบัติของสังคมปัญญา

 

          ในตอนที่ ๒ เป็นการตอบคำถามของหมอพิเชฐโดยตรง   เพราะหมอพิเชฐถามผมว่าจะทำให้ผลงานวิจัยแบบบทความ พิเชฐ บัญญัติ และสุภาภรณ์ บัญญัติ. การพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลบ้านตาก : จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. วารสารวิชาการสาธารณสุข ๒๕๕๐; ๑๖ : ๔๔๔ – ๔๕๕.   มีลักษณะที่ได้ชื่อว่า evidence-based   คือน่าเชื่อถือได้อย่างไร

 

          ผมมองว่าวารสารทุกฉบับต้องมีคำถามหลักต่อต้นฉบับที่เสนอมาลงพิมพ์ว่า    มีข้อสรุปที่ถือได้ว่าเป็นการต่อยอดความรู้ที่มีอยู่เดิมอย่างไร    ข้อสรุปนั้นได้มาจากข้อมูลหรือหลักฐานอะไร    ข้อมูลนั้นเก็บมาอย่างน่าเชื่อถือได้แค่ไหน   หรือถามว่ามีข้อระมัดระวัง bias ในการเก็บข้อมูลแค่ไหน   เอาข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์อย่างไร/ใช้แว่นอะไรส่อง    หรือใช้ทฤษฎีอะไรในการวิเคราะห์ข้อมูล  


          ที่จริงผมมักจะตั้งคำถามย้อนไปอีกว่า ผู้วิจัยมีข้อสังสัยอะไร  มีคำถามวิจัยอะไร  จึงไปเก็บข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ตอบคำถาม    ผมจะตั้งข้อสงสัยด้วยว่า เพื่อตอบคำถามนั้นวิธีที่ผู้วิจัยใช้ เป็นวิธีที่เหมาะสม เชื่อถือได้แค่ไหน


          ในหลายรายงานผลการวิจัย    เขียนแบบเล่าไปเรื่อยๆ จับคำถามวิจัยที่ชัดเจนไม่ได้    และจับ “ข้อมูล” ไม่ได้    ในกรณีเช่นนี้ผมก็จนปัญญาที่จะประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล   เพราะเขียนปนเปกันไปหมดจนไม่รู้ว่าเป็นข้อมูลหรือเป็นการตีความของผู้วิจัย/เขียนรายงาน   ในบางรายงานอ่านแล้วรู้สึกว่าน่าเชื่อถือ   แต่ถ้าสวมวิญญาณนักจับผิด ที่เรียกว่า critical appraisal บทความนั้นก็สอบตก   


          บทความวิจัยตีพิมพ์ที่ดีจึงต้องพิถีพิถันในการบอกว่าโจทย์คืออะไร คำถามวิจัยคืออะไร   จะใช้วิธีตอบโจทย์ด้วยอะไร   เก็บข้อมูลหรือหลักฐานอะไร เก็บอย่างไร    เพื่อให้ผู้อ่านเขาใช้วิจารณญาณตรวจสอบได้ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่    เวลาผมเขียนรายงานผลการวิจัย ผมจะลองทำตัวเป็นผู้อ่านใจร้ายที่หาเรื่องไม่เชื่ออยู่เรื่อยไป    แล้วทำงานวิจัยหาข้อมูลมาทำให้ผู้อ่านใจร้าย กลับใจมาเป็นผู้อ่านเข้าใจให้ได้   นอกจากข้อมูลแล้ว วิธีเขียนที่ชัดเจน อ่านง่ายก็สำคัญ

 

          งานวิจัยชิ้นนี้เป็น action research   ผมมองว่าวงวิชาการไทยน่าจะได้ทำความ เข้าใจร่วมกันว่า    วิธีการนำเสนอ action research เป็นผลงานวิจัยตีพิมพ์เชิงวิชาการนั้น    คุณภาพอยู่ตรงไหนบ้าง    วารสารวิชาการที่รับตีพิมพ์ควรจะพิถีพิถันตรงไหนบ้าง    และผมว่าหมอพิเชฐเองนั่นแหละน่าจะเข้ามาทำงานนี้ให้แก่สังคมไทย   โดยผมจะช่วยเป็นกองเชียร์ หรือถ้าต้องการ เป็นโค้ชให้ยังได้    แต่เป็นโค้ชเชิงกระบวนการนะครับ   ไม่ใช่โค้ชแบบชี้ถูกผิด

          Action research ที่ตัวผู้ลงมือทำเท่านั้นเป็นผู้เก็บข้อมูล ตีความ และเขียนรายงาน มันมี hidden weakness อยู่ตรงที่ผู้อ่านแบบ “อ่านหาเรื่อง” จะสงสัยในสภาพว่าเองเออเองอยู่เรื่อยไป   เราจึงน่าจะช่วยกันกำหนดระเบียบวิธีวิจัย และวิธีนำเสนอ ผลการวิจัยแบบนี้ให้มีความน่าเชื่อถือ    ให้มีตัวกรองอคติอย่างเป็นรูปธรรม   สร้างความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น


          ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจวิญญาณวิจัยด้วยนะครับ   ว่านิสัยอย่างหนึ่งที่มีค่ามากสำหรับนักวิจัย คือนิสัยไม่เชื่อง่ายๆ    นิสัยตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน   จนกว่าจะมีข้อพิสูจน์   นักวิจัยจึงต้อง evidence-based ไงครับ  
ตรงนี้ตรงกันข้ามกับนัก KM ที่เรานิยม ตั้งข้อชื่นชมไว้ก่อน ถ้าเห็นสะเก็ดความ สำเร็จ    ส่วนเรื่องเหตุผลหรือวิธีการ เอาไว้ทีหลัง    evidence สำหรับวง KM คือมันสร้าง ผลงานที่ดี   แต่ evidence แบบนี้ไม่พอ เมื่อเราเข้าวงวิจัย


          วิจัยเน้นไม่เชื่อ   KM เน้นชื่นชม   เป็นคนละ culture    นักวิจัย R2R อาจเริ่มต้นด้วย culture KM   แต่ถ้าต้องการตีพิมพ์ก็ต้องไปให้ถึง culture วิจัย   

 

วิจารณ์ พานิช
๒๔ ส.ค. ๕๑