ผมได้เขียนวิธีจัดการเวลาของผมตอนที่ ๑ ไว้แล้ว อ่านได้ที่นี่
วิธีจัดการเวลานี้ เป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ไม่มีวันจบ และไม่มีสูตรสำเร็จ วิธีที่ดีสำหรับคนหนึ่งอาจใช้ได้ไม่ดีสำหรับอีกคนหนึ่ง แม้ในคนเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป วิธีที่ดี ใช้ได้ผลในตอนแรก อาจไม่ดีในภายหลังก็ได้
มาได้ความคิดเรื่องเลือกงาน เมื่อคนคุ้นเคยกันที่เคยเป็นอาจารย์แล้วลาออกไปทำงานในองค์กรด้านยา ชวนไปประชุมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของบริษัทยา โดยตอนแรกจะขอเข้ามาขอคำแนะนำ ผมตอบไปว่าผมจำเป็นต้องเลือกงาน ว่าจะใช้เวลาทำอะไร ในกรณีที่กลุ่มบริษัทยาต้องการทำประโยชน์แก่สังคมไทยผมยินดีไปร่วม โดยต้องเป็นการลงมือทำ ไม่ใช่คุยว่าได้ทำไปแล้ว ซึ่งเป็นการ ประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ ถ้าชวนไปลงมือทำเพื่อสังคมไทยผมยินดีไปร่วม แต่ที่ชวนเป็นการสร้างภาพลักษณ์ ผมไม่ไป
สรุปว่า ผมเลือกงานที่มีผลต่อสังคมจริงๆ ไม่เสียเวลากับงานสร้างภาพหลอกๆ
งานที่ผมยินดีทำ และอยากทำ คืองานที่มีผลเชิงตัวคูณต่อการสร้างสรรค์สังคมไทย เช่นงานสร้างคน งานสร้างระบบ
แต่งานแบบนี้จะได้ผลหรือไม่ ขึ้นกับการจัดการหรือการบริหารด้วย ผมจึงหมั่นสังเกต ว่าหน่วยงานที่สนใจชวนผมไปร่วมทำงานในบริบทต่างๆ นั้น มีการจัดการแบบเอาจริงเอาจังหรือไม่ มีบางหน่วยงานที่สงสัยว่าผู้บริหารไม่ทำงานจริงจัง เช่นมีเสียงเล่าลือว่าเอาแต่ตีกอล์ฟ ไม่ค่อยเข้าสำนักงาน ผมก็จะเลี่ยงไม่รับงาน
วิธีเลือกงานอีกอย่างหนึ่งคือ เลือกงานที่มีการเรียนรู้สูง และผมมีพื้นฐานอยู่บ้างพอที่จะไปร่วมแล้วเกิดการต่อยอดความรู้ ถามว่ารู้ได้อย่างไรว่างานไหนจะเกิดการเรียนรู้สูง ตอบยากนะครับ เพราะต้องดูหลายปัจจัยประกอบกัน
หลักการที่ ๒ ฝึกสมาธิ ซึ่งไม่ใช่การนั่งสมาธิ แต่เป็นการฝึกใช้เวลาประจำวันอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างไม่วอกแวก ผมจึงไม่ชอบการติดต่อทางโทรศัพท์ เพราะมันเข้ามาทำลายสมาธิของผม ผมพยายามที่สุดที่จะบอกผู้คนให้ติดต่อผมโดยตรงทาง อี-เมล์ การฝึกสมาธินี้คล้ายฝึกปิดเปิดลิ้นชักความคิด ที่ผมเคยอ่านหนังสือที่เขียนโดยหลวงวิจิตรวาทการเมื่อเกือบ ๕๐ ปีมาแล้ว แนะนำให้ฝึกปิดเปิดลิ้นชักสมอง เอาอย่างนโปเลียนโปนาปาร์ต
หลักการที่ ๓ ใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพที่สุด เรื่องนี้ผมมีบทเรียนเกี่ยวกับสังคมไทยมาก จากการที่ไม่มีเลขาคอยทำหน้าที่รับนัด ผมพบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ธุรการและเลขานุการในการนัดแปลกๆ นัดซ้ำซาก และเปลืองเวลาเปลืองกระดาษ เปลือง ค่า ไปรษณีย์ โดยไม่จำเป็นมากมาย ผมมีความเห็นว่า การรับนัดเองโดยใช้ อี-เมล์ เป็นวิธีที่ประหยัดเวลาในการนัดหมายที่สุด
ผมโชคดี มีคุณปราการช่วยขับรถ และทำงานเข้าขากับผมที่สุด คือตรงต่อเวลา และมีความรู้เรื่องสถานที่ที่จะไป ขับรถเรียบร้อย ปลอดภัย รวมทั้งกะเวลาที่จะต้องใช้ในการเดินทางได้แม่นยำมาก ผมจึงใช้เวลาบนรถทำประโยชน์ได้มาก เช่น ใช้งีบหลับเพื่อเอาแรง ใช้ทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือ เป็นต้น และในช่วง ๒ – ๓ เดือนหลังนี้ผมขอข้าวห่อไปกินบนรถบ่อยขึ้น เพราะต้องเดินทางจากที่หนึ่งไปประชุมอีกที่หนึ่งในช่วงเวลาอาหารกลางวันพอดี
พูดง่ายๆ ว่า ผมฝึกตัวเองให้อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ และมีสมาธิได้ในทุกสภาพบรรยากาศ
หลักการที่ ๔ เอาใจใส่เพียงบางเรื่อง ละเลยหลายๆ เรื่อง เพื่อจะได้มีเวลาใคร่ครวญเรื่องที่สำคัญจริงๆ ผมจึงจำกัดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางสื่อมวลชน ไม่ดูทีวี ไม่อ่านหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งก็มีผลเสียด้วย คือทำให้ผมเป็นคนแคบ
หลักการที่ ๕ นอนแต่หัวค่ำ ซึ่งแปลว่าตื่นเช้า มีเวลาทำงานตั้งแต่เช้ามืด ผม บอกตัวเองมากว่า ๓๐ ปี ว่าพอถึง ๘ น. ผมก็ได้ทำงานมากกว่าคนอื่นไป ๓ ชั่วโมงแล้ว แม้เราจะไม่ใช่คนเก่ง แต่เน้นความขยัน เราก็ทำประโยชน์ได้มากเหมือนกัน
หลักการที่ ๖ ออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบแอโรบิก วันละครึ่งชั่วโมง ทำให้ ๒๓ ๑/๒ ชั่วโมงที่เหลือมีคุณภาพและประสิทธิภาพกว่า ๒๔ ชั่วโมงที่ไม่ได้ออกกำลัง เพราะว่าเราได้มียากระตุ้นทั้งวันโดยไม่ต้องกินยา ยากระตุ้นนั้นคือ เอ็นดอร์ฟิน ที่สมองหลั่งออกมาจากการกระตุ้นโดยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก
หลักการที่ ๗ จิตสุข ผมฝึกนึกคิดเรื่องดีๆ เรื่องที่ให้ปิติ ทั้งที่เป็นเรื่องของตัวเอง และของคนอื่น ทำให้จิตใจปลอดโปร่งเบาสบาย เวลาที่มีจึงมีคุณภาพ สามารถทำงานได้ดี มาก และรวดเร็ว
วิจารณ์ พานิช
๑๙ ส.ค. ๕๑