“ฮักเมืองน่าน” ใช้กระบวนการจัดการความรู้เป็นเครื่องมือมาเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองและองค์กรเครือข่ายมาตั้งแต่ก่อนเริ่มตั้งเป็นกลุ่มฮักเมืองน่านเสียอีก
พระครูพิทักษ์นันทคุณ ใช้วิธีการศึกษาบทเรียนจากพื้นที่ตัวอย่างที่ดี (Best Practice) และพื้นที่ที่ประสบปัญหา มาเป็นบทเรียนในการทำงาน เช่น ตัวอย่างการอนุรักษ์ป่าของหลวงพ่อประจักษ์ จ.สุรินทร์, การอนุรักษ์น้ำแม่ใจ จ.พะเยา มาประยุกต์ใช้ในการอนุรักษ์ป่าและน้ำ
การค้นหาตัวอย่างที่ดีในพื้นที่และนำมายกย่องเชิดชู เช่น ตัวอย่างพ่อสมาน ค่ายอาจ ในการอนุรักษ์วังปลาบ้านดอนแก้ว, ตัวอย่างการอนุรักษ์ป่ากลุ่มศิลาแลง กลุ่มบ้านหลวงหวงป่า
การเล่าเรื่องดีดี ที่ได้พบเห็นในแต่ละมาพื้นที่มาเล่าต่อให้เห็นตัวอย่างของการทำความดีในการสร้างสำนึกรักบ้านเกิด
เวทีชาวบ้าน เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชนนักปฏิบัติการ
ตลาดนัดการเรียนรู้ของเครือข่ายชุมชน
และอีกหลายๆ กระบวนการที่ได้นำมาใช้ในการพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิด
แต่กระบวนการจัดการความรู้ยังไม่เป็นระบบที่ดี
การจัดการความรู้ส่วนใหญ่จึงเป็นการเรียนรู้จากคนสู่คน จากคนสู่กลุ่ม จากกลุ่มสู่เครือข่าย กระบวนการจัดการความรู้แบบคุณอำนวย (Human KM) จึงค่อนข้างเข้มข้น
แต่กระบวนการบันทึกแบบคุณลิขิต (Digital KM) ยังทำได้น้อย ส่วนที่ทำยังเป็นสมุดบันทึกส่วนตัวของแต่ละคน มิได้เปิดเผย
๒ ปีที่ผ่านมาจึงได้มีการพัฒนาทักษะคุณลิขิต (Digital KM) ให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในวงกว้างมากขึ้น เกิดการพัฒนาต่อยอดได้หลากหลายมากขึ้น และที่สำคัญความรู้ต่างๆ จะไม่สูญหายไปกับตัวบุคคล โดยเฉพาะปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชาวบ้าน ที่อาจจะร่วงโรยไปตามวัย

นักบันทึก "สื่ออาสา"

นักบันทึกผังความคิดและบันทึกเรื่องราว
สิ่งที่เราพยายามทำกันคือ “บันทึกๆๆๆๆ” ผิดถูก ภาษาไม่สวยไม่เป็นไร ขอให้เราได้ฝึกบันทึก ฝึกเขียน ที่มิใช่เพียงแต่เราอ่าน เราดู แต่หมายถึงเผยแพร่เป็นชุดความรู้ให้คนอื่นได้เข้ามาเรียนรู้ด้วย

นักบันทึกผังความคิด และสื่ออาสา

นักบันทึกเรื่องราว
อาสาสมัครฮักเมืองน่าน ยังกล้าๆ กลัว ในการบันทึกเรื่องราว เล่าเรื่องสู่สาธารณะ
ได้แต่บอกว่า ไม่ต้องกลัวอะไร เพียงแต่ขอให้เขียนจากแรงบันดาลใจจากงานที่เราทำ จากประสบการณ์ที่เราได้ จากครูชาวบ้านที่เราได้เรียนรู้ จากความรู้ที่เราได้
นี่คืออีกก้าวหนึ่งที่ต้องพัฒนาร่วมกัน