การต่อสู้กับกิเลส ใช้ความคิดไม่ได้ ใช้กำลังแห่งความคิดไม่ได้ ความคิดไม่มีพลังที่จะยับยั้งกิเลสและโดยเฉพาะ “ตัณหาได้” ต้องใช้การ “ภาวนา” ด้วยศีล ข้อวัตร ปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ธุดงควัตร” เป็นแรง เป็นปัจจัยเกื้อหนุน


ศีล ข้อวัตร ข้อปฏิบัติ และ “ธุดงควัตร” จะทำให้จิตมีกำลัง จิตจะแข็งแกร่งขึ้น และความแข็งแกร่งนั้นจะแสดงกำลังและพลังออกมาเมื่อเจอกับกิเลส


พลังที่แสดงออกมานั้น มิได้ออกมาเป็นรูป เป็นแรง แต่พลังที่แสดงออกมา จะเกิดขึ้นภายใน ทำให้ภายใน “สงบ” คือ จิตสงบ

จิตที่มีกำลัง คือ มีกำลังทำให้ “สงบ” สงบ ละ ทิ้ง สลัดซึ่งความอยากนั้นคือตัณหา สลัดซึ่งความรัก ความใคร่ ละเสียได้ซึ่ง "กิเลส"


พลังของจิตต้องฝึก ต้องสร้างให้เกิดขึ้นมี

ฝึก สร้าง จึง "มี" มีพลัง

คิดเอา อ่านเอา "ไม่มี..."


ความสงบก็เช่นเดียวกัน ความสงบก็ต้องฝึก ฝึกด้วยศีล ฝึกด้วยข้อวัตร ฝึกด้วยข้อปฏิบัติ อยู่ดี ๆ จะให้จิตสงบไม่ได้ จิตที่จะสงบต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งศีล การรักษาศีลนั้นจะทำให้จิตมีกำลัง เมื่อจิตมีกำลัง จิตจึงจะสงบ คิดแล้วสงบไม่ได้

การรักษาศีลจักต้องรักษาให้จริง ให้มั่นคง ความจริง ความมั่นคงนั้นคือพลัง พลังที่จะนำไปสู่ความสงบ

สงบได้จากจิตที่จะเร่าร้อน กระวนกระวาย 

พลังของจิตมีไว้เพื่อความความเร่าร้อน กระวนกระวายจากความอยากมี ความอยากได้นั้น เมื่อได้ไฟจากความอยากมี อยากได้ อยากใหญ่ได้แล้ว ความสงบก็จะเกิดขึ้นเอง

ดังนั้นจึงครูบาอาจารย์จึงกล่าวว่า เวลานั่งสมาธิ อย่าไปอยากสงบ เพราะความ “อยาก” เปรียบเสมือนไฟ "ไฟแห่งความโลภ"

เมื่อโลภ จิตก็จะเล่าร้อน กระวนกระวาย

เมื่อมีความโลภ ศีลก็ไม่มี เพราะคนโลภย่อมไม่มีศีล เพราะศีลได้บกพร่อง ได้ขาดไปแล้ว

เมื่อไม่มีศีล ไม่เคยปฏิบัติ ไม่ต่อสู้  จิตก็ไม่มีกำลัง ไม่มีกำลังที่จะดับไฟแห่งความโลภ เมื่อไฟแห่งความโลภไม่ได้ จิตนั้นย่อมไม่สงบ แต่เมื่อใดที่ไฟดับ ความเย็นนั้นย่อมเข้ามาเอง ความเย็นจากไฟที่ดับแล้ว เราไม่ต้องวิ่ง ไม่ต้องหา ไม่ต้องขวนขวายให้ได้มา เมื่อไฟดับ ความร้อนหาย ความเย็นย่อมเข้ามาเอง...