นี่คือจุดเริ่มต้นสู่แบบแผนที่ดีงาม และการถ่ายทอดซึมซับเอาไว้กับตนเองและกลายเป็นความงามความดี เป็นมรดกทางวัฒนธรรมกีฬาที่ผมได้รับมาและนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จนพัฒนาเยาวชนในท้องถิ่นอีสานที่จังหวัดร้อยเอ็ดได้รู้จักและสนุกสนาน ร่วมทั้งการรู้จักคุณค่าของกีฬารักบี้ฟุตบอล เหมือนที่ผมได้รับจาก การเป็นนักเรียนโรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์และเป็นนักเรียนเก่าราชวิทย์ ในที่สุด ที่นี่สอนให้ผมได้เอื้อเฟื้อเผื่อแพร่และสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง

ทำไม ผมชอบกีฬารักบี้ฟุตบอล ตอนที่ 1

บทนำ

        "กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลศทำตนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะละล้า ..." คงไม่ปฏิเสธว่า เพลงกราวกีฬา ได้นำเสนอ กระบวนทัศน์ของการเล่นกีฬาและผลของการเล่นกีฬาอย่างชัดเจนว่า กีฬา คือ สิ่งที่มีประโยชน์และเป็นสิ่งที่คนยุคปัจจุบันจะต้องได้สัมผัสและฝึกฝนเพื่อ ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า จิตใจที่แจ่มใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์  มนุษย์ยุคปัจจุบันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเล่นกีฬา มีเวลาออกกำลังกาย เพื่อ การสร้างความเข้มแข็งของร่างกายให้เกิดขึ้น เพื่อส่งผลสู่สภาพจิตใจที่จะงดงามแจ่มใสต่อไป  กีฬาจึงเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ยุคใหม่ มนุษย์สังคมเมืองทุกคน เพื่อสร้างภาวะที่จะต่อสู้ในสังคมได้อย่างต่อไปหากร่างกายและจิตใจมีความพร้อมและรู้เท่าทัน

ปฐมบทกีฬา

         ผมรู้จักเล่นกีฬาสากลตั้งแต่เข้าเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กีฬาที่หัดเล่นและเห็นจนชินตาก็คือกีฬายอดฮิต ฟุตบอล นั่นเอง ก็เหมือนกับเด็กชนบททั่วไป ที่โรงเรียนมีสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่เข้าแถว ใช้เป็นที่ทำกิจกรรมลูกเสือ อนุกาชาด (สมัยนั้นเรียกอย่างนี้จริง ๆ ) พวกพี่ ๆ เอาลูกฟุตบอลหนังกลับ มาจากไหนไม่รู้ พอมาถึงโรงเรียนก็เห็นที่สนามแล้ว แบ่งข้างกันเล่น ฝ่ายละเท่าไรไม่นับ แต่ก็เตะกันอย่างสนุกสนาน จนเหงื่อไหลไคลย้อย เหนื่อยก็วิ่งไปดื่มน้ำประปาที่ก๊อกใกล้ ๆ สนาม แล้วกลับลงมาเล่นใหม่  เมื่อเราเข้าใหม่ ป.1 ก็ได้แต่เพียงมองดู ครั้นหลายอาทิตย์เข้า เริ่มรู้จักคนมากขึ้น ก็ลงไปเล่นเลย ป.1 ป.2 มักเล่นด้วยกันเพราะตัวไม่ใหญ่ ป.3 ป.4 มักเล่นด้วยกัน โรงเรียนใหญ่ก็มีหลายวง โรงเรียนเล็ก ก็น้อยวง  ลูกฟุตบอลก็มีทั้งลูกหนังกลับ ลูกพลาสติก เป็นต้น เล่นได้ไม่นานพอเหงื่อไหล เสียงระฆังก็ดังขึ้น ได้เวลาเข้าแถวตอนเช้า โรงเรียนขึ้นแล้ว ทุกคนก็หยุดโดยอัตโนมัติ วิถีชีวิตการเล่าเรียนก็เริ่มขึ้นและมาหยุดเอาตอนพักกลางวัน เด็ก ๆ ก็จะไปทานข้าวที่โรงอาหาร มีแม่ค้ามาขาย บางคนก็ห่อข้าว ใส่ตลับข้าวมาทานเอง ใส่ปิ่นโต ใส่ห่อใบตองมาก็มี ผมได้สตังค์มาโรงเรียนวันละ 1 บาท ไม่ได้ห่อข้าวมา ชอบมาทานข้าวผัดที่โรงอาหาร เพราะอร่อยถูกปากผม ข้าวผัดมีสีแดงของซอสมะเขือเทศ มีหมูหวาน ๆ และไข่เจียวหันเป็นฝอย ๆ  จานละ ห้าสิบสตางค์ เหลืออีกห้าสิบสตางค์เอาไว้กินขนมและซื้อของเล่น ซึ่งจะมีของเล่นชิ้นละสลึงหนึ่งมาล่อตาล่อใจเด็ก ๆ อยู่เสมอ โรงเรียนที่ผมเรียนอยู่ ตั้งอยู่กลางเมือง หน้าโรงเรียนมีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอยู่ โรงเรียนเลยได้ชื่อว่า โรงเรียนหลักเมืองมหาสารคาม บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมือง  ร่มรื่นมาก เด็ก ๆ เข้ามาเรียนใหม่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้เล่นฟุตบอลเท่าใดนัก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเด็กโตเล่นกัน เพราะโรงเรียนมีตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.7 พวกเราก็จะมานั่งเล่นที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และมองลงไปก็เป็นสนามฟุตบอล รุ่นพี่ ๆ ก็เตะฟุตบอลกันที่นั้น เล่นกันอย่างสนุกสนาน พอเด็กโตเลิกเล่น เด็กเล็กจึงได้เล่นเพราะสนามว่าง  เด็ก ๆ ในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคามก็จะมาเรียนกันที่โรงเรียนนี้เป็นเสียส่วนใหญ่และเด็กในตลาดบางส่วนก็จะเรียนที่โรงเรียนอนุบาลเมืองมหาสารคาม โรงเรียนเทศบาลอีกสามสี่โรงเรียน  เช่น คุ้มบ้านโนนศรีสวัสดิ์ ก็เรียนที่โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์    คุ้มบ้านส่องนางใย ก็เรียนที่เทศบาลส่องนางใย คุ้มวัดกลางก็เรียนที่เทศบาลบูรพา คุ้มโพธิ์ศรีก็เรียนที่เทศบาลโพธิ์ศรี  คุ้มวัดสามัคคี ก็เรียนที่เทศบาลสามัคคี เป็นต้น ส่วนเด็กชานเมืองก็จะเข้ามาเรียนอีกโรงเรียนหนึ่งซึ่งถือเป็นโรงเรียนคู่แข่งกับโรงเรียนหลักเมืองคือ โรงเรียนเมืองมหาสารคาม ปัจจุบัน ก็คือ โรงเรียนมหาวิชานุกูล ดังนั้นโรงเรียนสำหรับเด็ก ๆ ในตัวเขตเทศบาลมหาสารคามจึงมีมากมายหลากหลายยิ่ง  แต่ผู้คนนิยมส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนหลักเมืองเป็นอันดับหนึ่งในยุคนั้น เพราะ มีครูใหญ่ที่ดี มีครูสอนที่สอนเก่งมากจนเด็กในยุคนั้นได้รางวัลนักเรียนพระราชทานต่อเนื่องมาโดยตลอดทุกปี ช่วงที่ผมเข้าไปศึกษานั้นคือปี พ.ศ.2509    ครูใหญ่ชื่อ นายจวง อุทัยแพน นักเรียนที่เรียนร่วมกับผมคือผู้เกิดปี พ.ศ. 2502 เสียเป็นส่วนใหญ่  ต่อมาครั้นมีอาชีพการงานมีครอบครัวกันแล้ว มีงานเลี้ยงรุ่นและทำบุญ เราเรียกรุ่นพวกเราว่า รุ่น 02 เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในจังหวัดมหาสารคาม รวมเอาคนเกิดใน พ.ศ.นี้ทั้งหมดและไม่ว่าจะจบจากที่ใด รวมทั้งจากโรงเรียนสารคามพิทยาคม โรงเรียนผดุงนารี ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดชายหญิงด้วยเพื่อเป็นเครือข่ายทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวมกัน

                     ปัจจุบันคนรุ่น 02 เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน มีภารกิจในสังคมมากมาย มีทั้งที่เป็นนักธุรกิจ ครูบาอาจารย์ นายอำเภอ แพทย์ ตำรวจ ทหาร ทนายความ นักการเมือง แม่บ้าน พ่อบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน มีหมดซึ่งนับว่าเป็นรุ่นที่รวมตัวกันได้มากพอสมควร ผมเริ่มเล่นฟุตบอลเป็นก็ที่โรงเรียนนี้ ชอบเป็นชีวิตจิตใจ แต่ยังไม่มีโอกาสติดเป็นตัวแทนของโรงเรียน ในสมัยเข้า ป.1 ผมอยู่ ป.1 ง  มีถึงห้อง จ  นักเรียนห้องละประมาณ 45 คน คิดดูเอาเองว่าโรงเรียนจะมีนักเรียนเยอะมั้ย เมื่อขึ้น ป. 4 มีการปรับมีห้องคิงส์ ห้องควีน ผมถูกคัดมาเรียนที่ ป.4 ก ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจมาก เพื่อนที่เรียนด้วยกันและก็ยังเห็นหน้าเห็นตากันมีครอบมีครัวแล้ว ทำงานที่มหาสารคาม ก็หลายคน เช่น นายอำเภอกันทรวิชัย คุณเมธี สุพรรณฝ่าย คนนี้เก่งที่สุดของผู้ชาย เดียวตอนหลังจะเล่าความเก่งให้ฟัง คุณดุสิต สวัสดี คนนี้ทำงานราชการด้านสาธารณสุขที่เชียงใหม่ เตะฟุตบอลเก่งมาก คุณยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์ คนนี้ก็เก่งมากลูกชาย คุณจิรศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เจ้าของเสริมไทย ตอนนี้ลูกชายคนเล็กน้องคุณยุทธศักดิ์ คือ  หมอติ๋ง นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ก็ได้เป็นนายกเทศมนตรี คุณสมหมาย อิฐรัตน์ ลูกชายร้านสมจิตรการค้า คนนี้ก็เก่งมาก ปัจจุบันเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทิ้งทายาทไว้สองคน ทายาทก็เก่งเหมือนพ่อเลย ลูกสาวคนโต ชื่อ น้องณัฐ ก็เรียนหมอที่ มมส  นี้เอง คุณธงชัย ไชยโสดา คนนี้ปัจจุบันก็เป็นคหบดีไปแล้ว คุณสุรศักดิ์ แก้วกองศรี คนนี้เล่นฟุตบอลเก่ง เป็นโค้ชฟุตบอลจังหวัด ตอนนี้ก็ดูแลงานด้านการศึกษาของเทศบาล และก็ยังมีอีกหลาย ๆ คน ซึ่งผมจะได้เล่าในตอนที่เกี่ยวข้องกับรุ่น 02 ให้ฟังในวันหลัง ผมมีโอกาสเรียนที่นี่เพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  เอาความรู้เรื่องกีฬาฟุตบอลแบบครูพักลักจำไปด้วย เพื่อไปเรียนต่อที่โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่จังหวัดนครปฐม  สาเหตุที่ต้องไปเรียนเพราะว่า ผู้ปกครองอยากให้ไปฝึกระเบียบวินัยฝึกการช่วยเหลือตนเอง เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยคะแนน 85% ได้อันดับที่25 ของห้องเรียน คนที่ได้ที่หนึ่งเป็นผู้หญิง ส่วนคนที่ได้ที่สองคือ นายอำเภอเมธี สุพรรณฝ่าย ได้ 94%  ดังนั้นชีวิตในการเรียนที่โรงเรียนหลักเมืองของผมจึงเป็นความทรงจำที่ดีมาก โดยเฉพาะการได้ครูบาอาจารย์ที่ดีสอนสั่ง เช่น ครูจันทร์ หินชนะ แม้จะเป็นเวลา 4 ปี เท่านั้นแต่ภาพแห่งความทรงจำในวัยเด็ก การมีโอกาสได้รู้จักเพื่อนที่ดี มีครูที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ย่อมนำพาไปสู่การพัฒนาเป็นคนดีของสังคมได้ในอนาคต

กีฬารักบี้ฟุตบอล เด็กราชวิทย์ทุกคนต้องเล่นให้เป็น

              ผมเข้าเรียนที่ ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในชั้นประถมศึกษาปีที่5 เมื่อปี          พ.ศ.2512 ก่อนหน้านั้นผู้ปกครองต้องการให้เข้าศึกษาต่อที่ วชิราวุธวิทยาลัย แต่เผอิญว่า กระบวนการสอบคัดเลือกของวชิราวุธวิทยาลัยผ่านพ้นไปได้สองเดือนแล้ว และได้รับคำแนะนำว่ามีโรงเรียนแบบเดียวกับวชิราวุธวิทยาลัย อยู่ที่นครปฐม ถ้าสนใจน่าจะไปติดต่อดู และเป็นความโชคดีของผมและเพื่อนที่ไปด้วยกันคือคุณกิตติศักดิ์ นาคะพงษ์ ปรากฎว่า ที่โรงเรียนกำลังรับสมัครนักเรียนรอบที่สอง ซึ่งรอบแรกมีนักเรียนไม่ครบ  เลยมีการรับสมัครเพิ่ม ผมและเพื่อนจึงได้เข้าเรียนที่ ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  ผมเรียนที่ ป.5 ข ส่วนคุณกิตติศักดิ์ นาคะพงษ์ เรียนชั้น ป.5 ก และเราทั้งสองคนก็เข้าอยู่บ้าน 4 ซึ่งหอพักที่โรงเรียนแห่งนี้ เรียกว่าเป็นบ้าน มีบ้าน 1 บ้าน 2  บ้าน 3 และบ้าน 4 สมัยที่เรียนอาคารหอพักมีสองหลัง แบ่งกันอยู่ หลังหนึ่งมีสองบ้าน หลักแรกแยกเป็น บ้านหนึ่ง บ้านสอง  หลังที่สองแยกเป็นบ้านสาม บ้านสี่ ครั้นเมื่อสร้างอาคารบ้านหนึ่งใหม่ บ้านสองก็ได้อาคารหลังหนึ่ง บ้านสามก็ได้อาคารหลังหนึ่ง ส่วนบ้านสี่ได้ย้ายไปอาคารรถไฟ ซึ่งเป็นอาคารเก่ามรดกตกทอดมาจากโรงเรียนเตรียมอุดมสามพราน ฟากหนึ่งเป็นที่พักของครู ฟากหนึ่งเป็นบ้านสี่ แต่พวกนักเรียนบ้านสี่ ถูกล้อว่าอยู่ เล้าไก่ ซึ่งก็ดูเป็นสัดเป็นส่วนตั้งแต่นั่นมา ปัจจุบันอาคารเล้าไก่ รื้อสร้างเป็นอาคารบ้าน 4 ใหม่แล้ว  

 

       เมื่อมาอยู่ปีแรกเราถูกฝึกให้เรียนรู้อยากหลากหลาย การเข้าแถว การฝึกรับประทานอาหาร การฝึกการอยู่ร่วมกัน การเคารพในสิทธิผู้อื่น การเคารพรุ่นพี่รุ่นน้อง การฝึกกิจกรรมกีฬา การมีกิจกรรมอย่างหลากหลายทำให้เรื่องคิดถึงบ้าน สำหรับผมไม่มีเลย แต่สำหรับเพื่อนหลายคน มีการร้องไห้ และหนีกลับบ้านก็มีให้เห็นอยู่สม่ำเสมอ จนอาทิตย์ที่สองที่สามจึงคุ้นเคยกับการเข้าอยู่โรงเรียนประจำ ผมมีโอกาสได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตแบบใหม่ การเป็นนักเรียนประจำที่ต้องช่วยตนเอง มีวินัย มีความรักกัน ทั้งในหมู่นักเรียนรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ ทั้งที่ บ้าน ที่ตนเองสังกัด และ ทั้งโรงเรียน เพื่อน พี่ น้อง จึงมีความสำคัญ และ คำว่า นักเรียน โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัยฯ จึงมีความหมาย เป็นมงคลนามอย่างยิ่ง และนอกจากนั้นยังมี คำว่า ราชวิทยาลัย หรือ ราชวิทย์ ซึ่งได้รับพระราชทานมาตั้งแต่พระปิยะมหาราชจึงมีคุณค่ายิ่งนัก ณ ที่นี่เองผมได้เรียนรู้กีฬาหลายประเภท ได้ฝึก ฟุตบอล กรีฑา ว่ายน้ำ และกีฬาใหม่อีกชนิดหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้จักเลย นั่นคือ กีฬารักบี้ฟุตบอล นี่คือจุดเริ่มต้นสู่แบบแผนที่ดีงาม และการถ่ายทอดซึมซับเอาไว้กับตนเองและกลายเป็นความงามความดี เป็นมรดกทางวัฒนธรรมกีฬาที่ผมได้รับมาและนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จนพัฒนาเยาวชนในท้องถิ่นอีสานที่จังหวัดร้อยเอ็ดได้รู้จักและสนุกสนาน ร่วมทั้งการรู้จักคุณค่าของกีฬารักบี้ฟุตบอล เหมือนที่ผมได้รับจาก การเป็นนักเรียนโรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์และเป็นนักเรียนเก่าราชวิทย์ ในที่สุด  ที่นี่สอนให้ผมได้เอื้อเฟื้อเผื่อแพร่และสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง

อิศรา ประชาไท                                                                                                               จบตอนที่ 1

สมาคมราชวิทยาลัย เอื้อเฟื้อภาพ